[Spoil]Sweet Sorrow: Love Me Tender

Love Me Tender

KhunWoo, Romantic, PG

 

มันเป็นช่วงที่ค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามีแขกเข้าพักต่อเดือนแทบไม่ถึงสิบคน มันก็ดีจะได้พักผ่อนบ้าง ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางช่วงลูกค้าก็เข้ามาเยอะจนคนดูแลอย่างเขาแทบไม่ได้หายใจ ยิ่งช่วงไหนกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปากกันหน่อย นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลกันมาจนล้นเกาะ แต่พอช่วงจะเงียบเข้าหน่อย ก็เงียบเหงาซะจนเขาเกือบนึกว่าตัวเองอยู่บนเกาะร้างเสียอย่างนั้น

นิชคุณถอนหายใจ เมื่อมองเมฆฝนครึ้มซึ่งกำลังตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หน้ามรสุมอย่างนี้ นักท่องเที่ยวก็หายหมด เขาเลือกหนังสือออกจากชั้นวาง ลองฝนมาอย่างนี้คงไม่มีเรือข้ามมาที่เกาะแล้ว นั่นก็หมายถึงอีกวันที่ไม่มีแขกเข้าพัก และเขาคงจะได้อ่านหนังสือให้จบไปอีกเล่มหนึ่ง มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์เองก็ยังขาดๆหายๆ ถ้าเขาได้ข้ามฝากเข้าไปในเมือง เขาไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาบนเกาะทีละสองสามเล่มทุกครั้ง เพราะมันดูเป็นความบันเทิงเดียวทีเขาพอจะหาเสพย์ได้บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ เขาอ่านหนังสือเยอะ จนพอที่จะแยกแยะได้ว่า เขาชอบงานเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ นักเขียนคนโปรดของเขาคือ เปาโล โคเอลโญ นักเขียนชาวบราซิล เขามีสะสมไว้ทุกเล่ม และยังคงหยิบออกมาอ่านซ้ำๆ มันเหมือนการได้รับการบำบัด ในขณะที่หนังสือเล่มอื่นอาจจะพาคุณเข้าไปในโลกจินตนาการ ทำให้ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวในหนังสือ และใจจดใจจ่ออยู่กับบทถัดไป หนังสือของเปาโลทำให้คุณค้นพบตัวเอง มันทำให้เขาได้ทบทวนความคิด ในทุกหน้าที่เขาพลิกเปิด มันเหมือนการเดินทางสั้นๆ ที่พาเขาให้รู้จักตัวเองมากขึ้น สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการค้นพบความคิดของตัวเองที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเมื่อมันจบลง ความคิดเล่านั้นจะยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในจิตใจของเขา ค่อยๆหลอมรวมเข้าไปในตัวเขา มันเหมือนกับว่าเขาได้ถือกำเนิดใหม่ทุกครั้ง กับนิชคุณคนใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ

บ่ายวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อเม็ดฝนเริ่มลงเม็ด นิชคุณปล่อยตัวเองให้จมไปกับงานเขียนของนักเขียนชาวบราซิลคนโปรด โดยไม่คาดคิดว่าจะมีใครเข้ามาขัดจังหวะอีกแล้ว เขาไม่มีลูกจ้างมากนัก เพราะที่นี่เองก็เป็นเพียงรีสอร์ทแนวโฮมสเตย์เล็กๆ เขาดูแลเองเสียส่วนใหญ่ แม่บ้านทำความสะอาดเสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า และเพราะว่ายังไม่มีใครเข้ามาพัก เขาเลยอนุญาตให้กลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงแล้ว เขาคิดว่าคงไม่มีอะไรมากวนเวลาอ่านหนังสือของเขา จนเมื่อเขาได้ยินเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เหนือประตูสั่นไหว ประตูเปิดแง้มออก ทำให้เขาได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่ข้างนอก ดูท่าว่ากำลังก่อตัวเป็นพายุหนักทีเดียว เด็กหนุ่มพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้ามายืนอยู่หน้าประตูทางเข้า ดวงตาคู่เล็กแต่กลมใสมองไปรอบๆ อาคารที่ตัวเองเพิ่งเข้ามา ก่อนจะปลดเป้ลงกับพื้น หยดน้ำหยดลงมาจากเส้นผมที่ดูเปียกปอน

“สวัสดีครับ”

“คุณมีห้องว่างมั้ย” เด็กหนุ่มตอบกลับมา ด้วยภาษาอังกฤษง่ายๆ

ว่าง ว่างหมดทุกห้องนั่นแหละ! นิชคุณอยากจะตะโกนออกมา

“มีครับ ไม่ทราบต้องการห้องพักสำหรับกี่คืนครับ”

“อืมม…” นิชคุณเพิ่งสังเกตว่าคนตรงหน้า ถึงแม้จะเป็นเด็กหนุ่มดูแล้วอายุก็น่าจะราวๆยี่สิบปี แต่กลับมีแก้มยุ้ยจนดูน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังครุ่นคิดอย่างนี้ “สักอาทิตย์…”

นิชคุณทำเป็นเช็คห้องว่างไปงั้น ใช่ว่าจะมีคนจอง อันที่จริงมันว่างตลอดทั้งเดือน

“ขอทราบชื่อด้วยครับ”

“อูยอง.. จาง อูยอง”

นิชคุณเลิกคิ้วขึ้น “คนเกาหลีหรอครับ”

“คุณพูดเกาหลี?” อูยองเอ่ยอย่างประหลาดใจ เมื่อเขาได้ยินภาษาเกาหลีจากคนไทยตรงหน้า

“ผมเรียนจบจากมหาลัยที่เกาหลีน่ะ” นิชคุณฉีกยิ้ม

“อ่า” เด็กหนุ่มชาวเกาหลีพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่นิชคุณจะสังเกตสายตาที่ดูเหมือนจะเหม่อลอยอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาทำงานกับคนมามากพอ ที่จะรู้ได้ว่าใครที่เขาชวนคุยเล่นได้ และใครที่เขาไม่ควรรบกวน

“มาครับ ผมจะพาไปห้องที่ดีที่สุดของเรา” นิชคุณเรียก เมื่อเขาหยิบกุญแจออกจากที่แขวนหลังเค้าต์เตอร์ ก่อนจะคว้าเป้ของอูยองขึ้นจากพื้น ปกติเขาไม่ได้บริการอะไรลูกค้ามากนักหรอก แต่อูยองเป็นลูกค้าคนแรกในรอบสิบวัน และอีกอย่างตัวเล็กแค่นี้กับเป้ใบเบ้อเร่อดูแล้วเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ถ้ามีอะไรเรียกได้เลยนะครับ” เขาส่งอูยองที่ห้อง อูยองยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าขาวมนของเด็กหนุ่มดูเหนื่อยอ่อน นิชคุณปล่อยให้อูยองได้พักผ่อน

ฝนตกยาวตลอดช่วงบ่าย หลังจากพาอูยองไปส่งที่ห้อง นิชคุณก็กลับมาร่วมเดินทางกับเปาโลอีกครั้ง เขาเคยอ่านจบไปแล้ว แต่ทุกครั้งมันก็ยังคงเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งใหม่ เขาพลิกปิดหน้าสุดท้าย เหมือนเช่นทุกครั้ง หนังสือของเปาโลทิ้งความคิดและความรู้สึกมากมายเอาไว้ ซึ่งเขายังไม่สามารถเรียบเรียงด้วยประโยคหรือคำพูดใดที่จะสามารถอธิบายมันออกมาได้อย่างครบถ้วน เขาจะครุ่นคิดถึงมันทั้งคืน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน จนกว่าความคิดเหล่านั้นจะเริ่มตกตะกอน และเขาจะสามารถกล่าวได้ว่าเขาได้เติบโตขึ้นอีกแล้ว เขาเชื่อว่ามนุษย์สามารถเติบโตได้ไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ในทางกายภาพ แต่ในทางความคิด ยิ่งได้พบ ได้รู้สึก ได้ครุ่นคิด และพบตัวเอง เราก็จะยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น

นิชคุณหมุนคอที่เพิ่งรู้สึกตัวว่ามันยึดตรึงจากการนั่งก้มอ่านหนังสือในท่าเดียวนานเกินไป เขามองนาฬิกาข้อมือ หลังจากบิดขี้เกียจเสียชุดใหญ่ หกโมงเย็นแล้ว ฝนยังคงตกอยู่ข้างนอกหนักบ้างเบาบ้างจนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะหยุดได้ง่ายๆ นิชคุณเกือบลืมไปแล้วว่าเขามีแขก ถ้าไม่ได้เหลือบไปเห็นคราบน้ำที่หน้าประตูทางเข้า และต้องสั่งตัวเองให้ไปเช็ดมัน มีรอยเท้าคู่เล็กที่เลอะโคลนตลอดทางจากหน้าประตู บนบันได จนถึงหน้าห้องที่ชั้นสอง อูยองไม่ได้ออกมาจากห้องเลย อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางด้วยละมั้ง ถ้าให้เขาเดาคงจะนั่งเรือเที่ยวสุดท้ายแล้วเจอฝนกลางทะเลเอาน่ะสิ ทั้งมาจากต่างประเทศ ไหนจะต้องเปียกฝนจนเหมือนลูกหมาตกน้ำ นิชคุณหยุดที่หน้าประตูห้อง ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดจะเคาะประตู จะหิวมั้ยนะ เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้มันคืออะไร ทั้งที่เขาเองก็เพิ่งพบหน้าและพูดคุยกันไม่ถึงสิบนาที เพราะอูยองเป็นคนเกาหลีงั้นหรือ เขาที่เคยอาศัยอยู่ที่เกาหลีอยู่หลายปี อูยองเลยทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเป็นคนรู้จัก เหมือนกับว่าเป็นน้องชายที่มาเยี่ยมบ้าน นิชคุณส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่มีสิทธิ์จะไปเคาะห้องแขกที่เข้าพักแล้วเที่ยวถามว่าหิวหรือเปล่า อยากทานอะไรมั้ย ยังไงซะจางอูยองก็เป็นแขกของเขา ถ้าอูยองพักผ่อนอยู่ เขาก็ไม่ควรจะรบกวน

จางอูยองไม่ได้ออกมากินข้าว หรือร้องขออะไรจากเขาเพิ่มเลย ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยสู่ช่วงค่ำ เขาปิดล็อกประตูที่ด้านหน้า และดับไฟบางดวงที่โถงชั้นล่าง ห้องนอนของเขาอยู่ไม่ไกลไปทางด้านหลัง ปกติแล้วหากแขกต้องการอะไรในกลางดึก พวกเขาสามารถโทรมาที่ล้อบบี้ หรือลงมากดกริ่งที่วางอยู่บนเค้าต์เตอร์ และเขาก็สามารถวิ่งออกมาได้ทันที วันนี้เขามีแขกเพียงคนเดียวซึ่งดูเหมือนว่าคงไม่ต้องการอะไรจากเขาอีกไปจนเช้า นิชคุณจึงตัดสินใจเลิกงานเร็วกว่าปกติ และกลับไปที่ห้อง

ยิ่งตกดึก ฝนก็ยิ่งดูเหมือนจะหนักขึ้น จนกลายเป็นพายุ ลมพัดอย่างรุนแรงจนกิ่งไม้โยกโอนอย่างน่าวิตก สลับกับท้องฟ้าที่กระพริบวูบวาบ ก่อนจะส่งเสียงคำรามติดกันหลายครั้ง เขามองเห็นแสงสว่างวาบทั่วฟ้า ก่อนที่เสียงฟ้าเปรี้ยงจะดังสนั่นไปทั่วทั้งเกาะ เพียงชั่วพริบตา เขาก็ตกอยู่ในความมืด ไฟทุกดวงดับพรึ่บลงพร้อมกัน

 

แสงเทียนอุ่นอยู่ในมือทั้งสองข้าง ขณะที่เขาก้าวเดินขึ้นบันได เขาใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงสลัว ระบบไฟฟ้าบนเกาะแม้ในยามปกติก็เอาแน่เอานอนไม่ได้มากนัก ถึงแม้จะไม่มีพายุอะไรก็ตาม เขาจึงมีเทียนไขเตรียมไว้เสมอ สำหรับตัวเขาเอง และแขกที่เข้าพัก เขาหยุดที่หน้าห้องของอูยอง แล้วเคาะมันอยู่สองครั้ง ภายหลังประตูนิ่งเงียบ จนเขาคิดว่าคนข้างในอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ ประตูก็เปิดแง้มออก

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ คืนนี้พายุเข้าแรงจริงๆ ไฟเลยดับน่ะครับ ผมเอาเทียนมาให้” นิชคุณกล่าว ก่อนที่ฟ้าจะเริ่มกระพริบแปลบปลาบ แสงสว่างขึ้นมาวูบนึงทำให้เขาสังเกตเห็นจมูกบวมแดง และดวงตาเปียกชื้นของคนตรงหน้า

“เป็นอะไรรึป่าว” ประโยคคำถามของเขาถูกกลืนกลบด้วยเสียงฟ้าร้องที่ตามมาในทันที

ฟ้าผ่าเปรี้ยงทำให้ อูยองสะดุ้ง มือเล็กสีขาวนุ่มคว้าจับข้อมือของเขาไว้ ก่อนจะหลับตาปี๋

อูยองหายใจสั่นเทา แพขนตาที่เปียกชื้นค่อยๆปรือขึ้น

“ขอโทษครับ” อูยองที่เพิ่งรู้ตัวกำลังจะปล่อยมือ แต่เสียงฟ้าครืนขึ้นมาอีก ทำให้อูยองหลับตาลงอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มบาง จนแก้มยุ้ยกลม มือบางจับข้อมือของนิชคุณไว้อย่างสั่นเทา

“ถ้ากลัว ไปนั่งด้วยกันข้างล่างก่อนมั้ยครับ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน” เขาไม่ทันได้คิดหรอกว่าทำไมถึงเอ่ยชวนไปอย่างนั้น แต่แววตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าดูตื่นกลัว และขวัญหายมากจริงๆ

 

ห้องที่ทำเลดีและสามารถมองเห็นวิวภายนอกได้ ถูกทำเป็นห้องพักแขกทั้งหมด เพราะฉะนั้นห้องนอนของนิชคุณจึงมองไม่เห็นอะไร หน้าต่างหลังห้องมองออกไปเห็นเพียงตะไคร่น้ำที่เกาะบนกำแพงด้านหลังเท่านั้นแหละ พอเป็นเวลาที่พายุเข้าอย่างนี้ อูยองถึงได้ผ่อนคลายขึ้น เขาไม่ต้องเห็นท้องฟ้าแลบไปมา ไม่ต้องมองเห็นกิ่งไม้ไหวโอนเอน หรือลมที่พัดกรรโชกแรง อูยองนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวซึ่งทำจากไม้หวายสานตรงมุมที่นิชคุณจัดไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ในขณะที่นิชคุณนั่งอ่านหนังสือ ด้วยแสงจากเชิงเทียนที่โต๊ะทำงาน

“ถ้าอยากอ่านหนังสือ ก็หยิบได้เลยนะ” นิชคุณพยักเพยิดไปทีชั้นวางหนังสือด้านหลังของอูยอง มีชั้นวางหนังสือด้างหลัง มีหนังสืออยู่บนโต๊ะรับแขกข้างหน้าเขา หนังสือบนโต๊ะข้างเตียง มีตู้หนังสือที่ด้านหลังของนิชคุณ มีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะทำงาน อูยองแน่ใจว่านิชคุณต้องชอบอ่านหนังสือมากทีเดียว ห้องของนิชคุณมีหนังสือหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และที่ทำให้อูยองเห็นแล้วโล่งใจที่สุดคือเกาหลี อูยองตัดสินใจหยิบหนังสือภาพเล่มเล็กๆที่เป็นภาษาเกาหลีขึ้นมา มันเป็นหนังสือเด็กสำหรับหัดอ่านภาษาเกาหลี ซึ่งนิชคุณเคยใช้ฝึกภาษาเมื่อนานมาแล้ว

นิชคุณอ่านหนังสือจนลืมเวลาอีกแล้ว จนเขารู้สึกว่าไม่สามารถฝืนเปลือกตาตัวเองอยู่ไหว เขาจึงวางมันลง ฝนข้างนอกเริ่มซาแล้วหากจะบอกจากเสียงที่ไม่ได้รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้ เขามองเลยไปที่เงาร่างเล็กซึ่งนอนกอดหนังสือที่มีรูปตุ๊กตาหมีบนปกอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว อูยองดูจะหลับสนิทเลยทีเดียว นิชคุณลุกขึ้นไปหา ลังเลว่าจะปลุกดีหรือไม่ แสงเทียนส่องให้เห็นเงาหน้าซีกหนึ่ง แพขนตาทาทาบบนพวงแก้มสีขาวเนียน ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เขารู้สึกว่าอูยองกำลังหลับอย่างมีความสุข อูยองที่มีดวงตาแสนเศร้าให้เขาสังเกตเห็นอยู่เสมอกำลังอมยิ้มอยู่ในความฝัน นิชคุณหยิบผ้าห่มมาคลี่ห่มให้คนตัวเล็ก ไม่กล้าปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา

 

พายุฝนเพิ่มงานให้เขามากทีเดียวในเช้าวันถัดมา นิชคุณต้องตื่นก่อน เพราะต้องออกมาคุมคนงาน เพื่อจะเก็บกวาดเศษกิ่งไม้ใบไม้ที่ถูกลมพัดหนักเมื่อคืนนี้ เขาสั่งให้แม่บ้านเตรียมข้าวต้มไว้ให้แขก ซึ่งมีอยู่เพียงคนเดียวก็คืออูยอง เป็นอาหารสำหรับมื้อเช้า เมื่อเขาเสร็จงานในช่วงสายๆ และเดินกลับเข้ามาหน้าหาด จางอูยองก็ตื่นแล้ว เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีครีมและเสื้อยืดสีขาว นั่งเล่นจนแทบจะกลมกลืนกับพื้นทรายสีขาวที่ริมชายหาด

“กินอะไรรึยัง” นิชคุณเอ่ยทัก นั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบริมหาด ไม่ไกลจากอูยองเท่าไหร่นัก

“กินแล้วครับ” อูยองตอบ

ถึงแม้ตอนนี้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัว เมฆก้อนหนายังคงแผ่ปกคลุมท้องฟ้า ทำท่าจะตกลงมาอีกไม่นานนัก น้ำทะเลเป็นสีขุ่นจากพายุที่พัดเมื่อคืนนี้ มองออกไปไม่เห็นเรือสีสันสดใสแล่นผ่านไปมาเหมือนวันอื่นๆ คงเพราะพายุฝนที่ทำให้เรืองดออกจากฝั่ง นิชคุณมองอูยองที่ทอดสายตาเหม่อมองออกไปในทะเลที่เงียบเหงา ไม่แน่ใจว่าระหว่างอูยอง กับทะเลในวันนี้ อะไรดูเศร้า และเหงากว่ากัน

“อยากเล่นน้ำมั้ย” นิชคุณพูดขึ้น เรียกสายตาจากคนตัวเล็กให้หันมามองด้วยดวงตาเศร้าๆคู่นั้น

 

นิชคุณพาอูยองซ้อนมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาในตัวเกาะ พื้นดินขรุขระเล็กน้อยเมื่อเขาขับลงจากถนนลาดยางสู่พื้นดินลูกรังแคบๆ ที่พาเลาะเข้าไปในป่า นิชคุณรู้สึกถึงนิ้วมือเล็กๆที่เกาะเสื้อตรงเอวของเขาไว้อย่างหลวมๆ เมื่อวิ่งจนสุดทาง เขาก็จอดรถ มันไม่มีทางให้รถไปต่อได้ และไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นไม้สูงใหญ่ อูยองมองไปรอบๆ พวกเขาเหมือนคนที่หลงทางเข้ามาในป่า และวิ่งมาเจอทางตันซึ่งเป็นหน้าผาชันขวางอยู่ข้างหน้า แต่นิชคุณหันมายิ้มให้เขา ในขณะที่เขายังคงงุนงง นิชคุณก็เดินหายไปในทางแคบที่ลาดชันลงสู่เบื้องล่าง นิชคุณใช้ต้นไม้ในการยึดตัวให้ยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนจะยื่นมือให้เขา มือใหญ่คว้าจับมือของเขาทันทีที่เขาเริ่มปีนตามลงไป พวกเขาค่อยๆไต่ลงไปข้างล่างอย่างระมัดระวัง เพราะดินยังคงเฉอะแฉะจากฝนที่เพิ่งตก อูยองค่อยๆได้ยินเสียงน้ำชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ลงต่ำ นิชคุณปล่อยมือของเขาเมื่อพื้นลาดเอียงน้อยลง และในที่สุดพวกเขายืนอยู่บนโขดหินราบเรียบ

สระน้ำสีฟ้าอมเขียวกระจ่างใสปรากฎต่อสายตา สะกดให้อูยองได้แต่จ้องมอง และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มันเป็นสระน้ำตามธรรมชาติขนาดเล็กกักเก็บน้ำที่ซึมขึ้นมาจากใต้ดิน รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ขณะที่อูยองยังคงตื่นตะลึงกับความงดงามของมัน เสียงน้ำแตกกระจายเป็นวงตู้มใหญ่ก็ดังขึ้น

“ลงมาสิ” นิชคุณตะโกนขึ้นมา เขาถอดเสื้อทิ้งไว้บนโขดหิน น้ำใสจึงเผยให้เห็นร่างกายท่อนบนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างชัดเจน

อูยองยกแขนขึ้นเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน เขาเองก็เพิ่งรู้จักนิชคุณได้ไม่นาน ถึงแม้เมื่อคืนพวกเขาจะนอนในห้องเดียวกัน แต่เขาคุยกันนับประโยคได้ การจะให้เขาลงไปเล่นน้ำกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ก็ทำให้เขารู้สึกเคอะเขินแปลกๆ

“เร็วสิ” นิชคุณกล่าวด้วยสำเนียงภาษาเกาหลีที่ไม่ชัดนักขณะว่ายเข้ามาหาเขา “น้ำไม่ลึกหรอกน่า”

อูยองขบริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เมื่อนิชคุณก้าวขึ้นมาจากน้ำ ผิวขาวที่เปียกชื้นเป็นประกายเมื่อหยดน้ำแพรวพราวต้องแสงแดด

“มาเร็ว” นิชคุณหัวเราะ ก่อนจะรวบตัวเขาจากพื้นอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันที่อูยองจะได้ดิ้นหนี ท่อนแขนแข็งแรงก็โอบตัวเขาไว้เหมือนเข็มขัดรัดตัว ก่อนจะพาเขากระโจนลงน้ำไปพร้อมกัน น้ำเย็นไหลแทรกเข้ามาในอ้อมแขนที่ให้สัมผัสอุ่น นิชคุณหัวเราะ เมื่อพาร่างของพวกเขาถีบตัวขึ้นพ้นน้ำ อูยองเปียกชุ่มไปทั้งตัว เสื้อยืดขาวเปียกแนบลู่ไปกับลำตัวบาง เส้นผมม้ายาวปรกดวงตา เขาสำลักน้ำเล็กน้อย เพราะถูกโยนลงน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว

“ย๊า” อูยองโวยวาย เมื่อนิชคุณทำท่าจะว่ายหนี

มือเล็กออกแรงคว้าแขนคนตัวโตไว้ “คุณแกล้งผมหรอ”

คนตัวเล็กที่ทำท่าโวยวาย ยิ่งทำให้นิชคุณหัวเราะฉีกยิ้มกว้าง อูยองดึงแขนของนิชคุณไว้ มืออีกข้างกวักน้ำขึ้นสาดใส่เป็นการลงโทษ

“พอแล้วครับ ขอโทษๆ” นิชคุณรีบตะโกนเมื่อโดนน้ำสาดใส่หน้ารัวๆ จนเข้าปากเข้าตาไปหมด

อูยองหยุดสาดน้ำ เมื่อได้ยินเสียงตัวเองหัวเราะ รอยยิ้มยังคงระบายอยู่บนเรียวปาก

“เวลาคุณยิ้มแล้วค่อยดูสดใสขึ้นหน่อย” นิชคุณยิ้มตอบ เขากวักน้ำใส่อูยองเบาๆ ก่อนจะลอยตัวถอยมา เมื่ออูยองค่อยๆคลายมือที่จับแขนเขาไว้ อูยองเม้มริมฝีปากที่ยังคงอมยิ้มน้อยๆ เขาก็แปลกใจในตัวเองเหมือนกัน

 

พวกเขาเล่นน้ำอยู่สักพัก ก่อนที่ฟ้าฝนจะเริ่มส่งเสียงครืนครางขึ้นมาอีก นิชคุณจึงตัดสินใจพาอูยองกลับ นิชคุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อสัมผัสอุ่นจากมือคู่เล็กของคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเลื่อนมาจับเอวเขาไว้แทนที่จะจับแค่ชายเสื้อเหมือนตอนขามา

“ผมน่าจะพกผ้าเช็ดตัวมาด้วย” นิชคุณพูดอย่างเป็นกังวล เมื่อพวกเขาจอดแวะที่ตลาดเพื่อซื้ออาหารสดสำหรับมื้อเย็น เขาตั้งใจจะทำอาหารทะเลเผาให้อูยอง มันไม่อยู่ในบริการของที่พักหรอก แต่ในเมื่อตัวเขาเองก็ต้องกินเหมือนกัน ก็ถือว่าซื้อไปนั่งกินด้วยกันก็แล้วกัน

“หนาวรึป่าว” นิชคุณเอ่ยถาม เสื้อผ้าของอูยองเปียกไปทั้งตัว จนเขาเองรู้สึกผิด ตอนนี้แดดก็หายไปหมด และลมก็เริ่มพัดแรง

“ไม่เป็นไรครับ เรารีบกลับเถอะ เดี๋ยวฝนก็จะตกแล้ว”

ถึงอย่างนั้น นิชคุณก็ซื้ออาหารสด กลับมาพร้อมเสื้อใหม่หนึ่งตัว มันเป็นเสื้อลายดอกแบบที่วางขายไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่นแหละ เขายื่นให้อูยองสวมทับเสื้อขาวที่เปียกจนบางเห็นผิวเนื้อสีขาว ถึงแม้ว่าบนเกาะกลางทะเล เขาจะได้เห็นผู้ชายเดินเปลือยท่อนบนเป็นเรื่องชินตา แต่อูยองที่ใส่เสื้อขาวแนบเนื้อกลับดูโป๊กว่าคนอื่นจนน่าเป็นกังวล

 

เมื่อกลับถึงรีสอร์ทฝนก็เริ่มลงเม็ด พวกเขาแยกกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง นิชคุณที่อาบน้ำเสร็จก่อน ต้องกลับไปทำงานต่อ หลังจากการแอบแว้บหนีเที่ยว ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่มีแขกเข้าพัก แต่พวกเขาก็ต้องเตรียมของให้พร้อม ของบางอย่างไม่สามารถหาได้บนเกาะ และต้องกลับขึ้นฝั่งไปซื้อเข้ามา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เขาจะต้องวางแผนให้ดี นิชคุณกำลังนับสต็อกของกับแม่บ้านอยู่ในห้องเก็บของใต้บันได ตอนที่สังเกตเห็นเด็กหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบน

“ป้าครับ เย็นนี้ช่วยทำน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดของป้าให้ด้วยนะ” นิชคุณบอกป้าแม่บ้านประจำรีสอร์ท เมื่อเขาเช็คของเสร็จ

“ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้คุณดูแลแขกดีขนาดนี้นะ” คนสูงวัยกว่าเอ่ยแซว ทั้งให้เตรียมข้าวต้มให้ ทั้งพาออกไปเที่ยว ไหนจะเตรียมมื้อเย็นให้อีก ไม่รู้ว่าแขกคนนี้ซื้อแพกเกจไหนของรีสอร์ท เมื่อเช้าถึงตื่นนอนมาในห้องของเจ้านายเธอได้

“ก็เด็กมันมาคนเดียว” นิชคุณตอบไป หันไปเห็นเด็กที่ว่านั่งเล่นอยู่ที่โซฟารับแขกหน้าล็อบบี้ รอยยิ้มก็ระบายกว้างบนใบหน้า

“มีอะไรให้ช่วย หรือต้องการรับอะไรเพิ่มมั้ยครับ” นิชคุณเดินเข้าไปหาอูยอง

“ไม่เป็นไรครับ” อูยองตอบ

“กลัวฝนล่ะสิ”

“เปล่านะครับ” นิชคุณหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินอูยองปฏิเสธ

“แล้วมานั่งข้างล่างทำไม มาหาผมหรอ”

“ป..เปล่า”

“ผมว่าคุณน่าจะต้องการอะไรบางอย่างนะ”

อูยองขมวดคิ้ว

“ไดร์เป่าผมมั้ย” นิชคุณหัวเราะ เขาสังเกตเห็นผมที่เพิ่งสระของอูยองยังเปียกชื้น เขาไม่ได้เตรียมไดร์เป่าผมไว้ให้ในห้องพัก แต่เขาก็มีเตรียมไว้เผื่อว่าจะมีใครร้องขอ ซึ่งความจริงแล้วเขาคิดค่าบริการเพิ่มหากจะยืมไปใช้ในห้องพัก แต่เขาจะถือว่าอูยองไม่ได้ยืมไปใช้แล้วกัน นิชคุณให้อูยองนั่งหันหลังให้ ขณะที่เขาปรับไดร์เป็นลมอุ่นๆ เขาขยี้เส้นผมเล็กละเอียดราวกับผมตุ๊กตาของอูยองอย่างเบามือ นิชคุณหัวเราะกับตัวเอง ดีที่แม่บ้านไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว ไม่งั้นนี่คงเรียกว่าเป็นบริการพิเศษทีเดียว

โชคดีที่ฝนซาลงในช่วงหัวค่ำ นิชคุณจึงได้เตรียมเตาปิ้งที่ริมหาดได้ เขาเรียงอาหารสดลงบนตะแกรง ขณะที่จิบเบียร์ไปด้วย หลังม่านควันที่สั่นระริก อูยองนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะ ดวงตาที่เหงาจับใจคู่นั้นชวนให้หัวใจของเขาเจ็บปวดตามไปด้วยอย่างง่ายดาย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อูยองพยายามหนีมามันคืออะไร แต่เขารู้ว่ามันตามมาทำร้ายอูยองได้ทุกครั้งที่อูยองอยู่คนเดียว

“มาแล้วครับ” นิชคุณยกกุ้งเผาจานแรกไปวางที่โต๊ะ โล่งใจขึ้นเมื่อเห็นอูยองเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

 

“นึกยังไงถึงมาที่นี่คนเดียวหรอ” นิชคุณเอ่ยขึ้น เมื่อพวกเขาทานเสร็จ และย้ายมานั่งจิบเบียร์บนชายหาด

อูยองยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถาม

“เขาบอกว่าคนมาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก”

คราวนี้อูยองหันไปสบตาของนิชคุณ รอยยิ้มเศร้าๆแต้มบนเรียวปากสีชมพูอ่อน

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ อุตส่าห์ไปเรียนจบจากเกาหลี คงไม่ได้เพื่อกลับมาติดอยู่บนเกาะ” อูยองถามกลับบ้าง “คุณหนีร้อน หรือหนีรักกันล่ะ”

นิชคุณก็ไม่ได้ตอบคำถามเหมือนกัน

 

.

.

.

To Be Continue

________________________________

ต่อในเล่มนะคะ
เรื่องนี้เป็นตอนพิเศษที่แต่งมาสำหรับเล่ม Sweet Sorrow ค่ะ
ขอลงสปอยล์พอเป็นกระสัยน้า อยากเก็บไว้ให้อ่านกันในเล่มค่ะ
ขอโทษด้วยน้า ที่ไม่ได้ลงจนจบ
ถ้าใครอยากอ่านต่อ อย่าลืมเมล์มาสั่งจองได้เลย
รายละเอียดตามนี้ >> เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน
หมดเขต 25 ธันวานี้ค่ะ

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s