[SF] In Another World (Part III)

In Another World
2PM, Sci-fi, PG-15

 

(PART I)

(PART II)

PART III

 

 

นิชคุณมองตามขบวนทัวร์เล็กๆที่มีแทคยอนเป็นไกด์นำผ่านทางหน้าต่าง ทุกคนออกไปเยี่ยมชมหมู่บ้าน ซึ่งฟังจากที่แทคยอนเล่า มันมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่โชคดีที่มีสถานพยาบาล และพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก รวมถึงการปศุสัตว์ พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้ ภายในรั้วสูงที่มีเวรผลัดเปลี่ยนการเฝ้าระวังล้อมรอบหมู่บ้าน

 

“แล้วฉันก็โชคดีที่มีบ้านหลังนี้อยู่ในพื้นที่ มันไม่มีผู้อพยพมาถึงที่นี่มากนักหรอก คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่คือคนดั้งเดิมของพื้นที่ พวกเขามีบ้าน พวกเขาสร้างอาณาเขตที่ปลอดภัยสำหรับบ้านของพวกเขา ส่วนฉัน..เป็นเหมือนคนหลงทาง เป็นพวกไร้บ้าน โชคดีที่คฤหาสน์ขนาดสิบห้องนอนนี้ว่างอยู่ ฉันเดาว่าคงเป็นบ้านพักตากอากาศของใครสักคน ฉันกับผู้อพยพบางส่วน จึงย้ายเข้ามา”

 

แทคยอนเล่าให้เขาฟังตอนมื้อเช้า ตอนที่แนะนำให้พวกเขารู้จักครอบครัวนึงที่อาศัยอยู่ในห้องชั้นบน เป็นคุณยายวัยเจ็ดสิบกับหลานสาวตัวเล็กที่อายุไม่น่าจะเกินแปดขวบ พวกเขาทักทายกัน พร้อมกับรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของเด็กหญิง แต่พวกเขาพอจะรู้คำตอบของมัน แทคยอนบอกเพียงแค่ว่า “ฉันช่วยดูแลพวกเขา”

 

ตอนนี้แทคยอนนำคนอื่นๆออกไปข้างนอก ครอบครัวของคุณยายและหลานสาวขอตัวกลับไปที่ห้อง นิชคุณซึ่งไม่สามารถเดินรอบหมู่บ้านได้ด้วยขาของตัวเอง จึงตัดสินใจนั่งอยู่ในบ้านที่เงียบสงัด มันไม่ใช่ว่าไม่มีใครอาสาจะพยุงเขา หรือหารถเข็นให้ แทคยอนถึงกับบอกว่าเขามีรถลากสำหรับขนน้ำอยู่ที่หลังบ้าน และเขายินดีจะเข็นนิชคุณออกไปข้างนอก ในขณะที่ชานซองเสนอให้เขาขี่หลังไปได้ แต่นิชคุณต้องการเวลาสำหรับตัวเอง เขานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เขานั่งกับแทคยอนเมื่อคืนก่อน อาจเป็นเพราะเขาเชื่อมั่นในความหวังที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้ เขาไม่ได้เตรียมใจที่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น หลังจากเขารับทราบข่าวร้าย เมื่อเขาหลบหนีไปประเทศไทยโทรทัศน์ทุกช่องออกข่าวว่าเกาหลีใต้อยู่ในภาวะวิกฤติ โซลถูกบุกเข้าไปแล้ว ไม่มีค่ายกักกัน ที่เขาเพิ่งแยกกับอูยองเมื่อสิบชั่วโมงที่แล้วทั้งๆที่พวกเขาสัญญาว่าจะเข้ามาพร้อมกัน ทั้งๆที่ภาพข่าวในมุมสูงเต็มไปด้วยเปลงเพลิงที่โหมกระหน่ำ คนในเขตกักกันทั้งหมดถูกประกาศว่าไม่มีผู้รอดชีวิต นิชคุณเชื่อว่าอูยองจะต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง อูยองจะต้องปลอดภัย และเขาต้องทำตามสัญญาที่จะไปรับอูยองกลับมา

 

“แทคยอน..” นิชคุณแค่นหัวเราะออกมาก เมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทของตัวเอง เจ้าบ้านั่น เป็นผู้รอดชีวิต ในเหตุการณ์ที่ถูกประกาศว่าไม่มีผู้รอดชีวิตได้ยังไงกันนะ แถมยังอยู่อย่างสบายในคฤหาสน์หลังโตในแดกูอีกต่างหาก นิชคุณมองไปรอบๆ ทีนี่ไม่ใช่บ้านพักทั่วไปเลยนะ มันถูกตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปซึ่งหาได้ยากในย่านชนบทของเกาหลี บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านน่าจะเป็นคนมีฐานะ ที่สนใจในศิลปะและวรรณกรรม นอกจากจะมีห้องหนังสือขนาดใหญ่ที่นิชคุณใช้เป็นห้องนอนอยู่ในตอนนี้ นิชคุณเห็นชิ้นงานศิลปะบางส่วน รูปวาดด้วยสีน้ำ ตกแต่งประดับในโถงทางเดิน สายตาของนิชคุณหยุดลงที่เตาผิง พวกเขาไม่ได้จุดมันในเช้านี้ เพราะเป็นบ้านที่ประยุกต์แบบเกาหลีและตะวันตกเข้าด้วยกัน มันถูกวางระบบความร้อนด้วยท่อเล็กๆที่กระจายไปทั่วตัวบ้านส่งความอบอุ่นมาจากชั้นใต้ดิน บ้านทั้งหลังจึงอุ่นเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยฮีตเตอร์ หรือการจุดไฟในเตาผิงเพิ่มขึ้นไปอีก ผนังห้องทาด้วยสีส้มนิ่งสงบไม่มีลวดลายจากเปลวไฟที่พลิ้วไหวเหมือนเมื่อคืนก่อน ไม่แปลกหรือ ทั้งๆที่บ้านนี้ถูกตกแต่งด้วยรูปภาพ รูปถ่ายมากมาย แต่ที่เหนือเตาผิง ที่ๆคนทั่วไปมักใช้เป็นที่แขวนอวดรูปที่ดีที่สุด ที่สวยที่สุด ที่สำคัญที่สุด มันกลับว่างเปล่า.. ว่างเปล่าเหมือนกับว่า มีคนย้ายมันออกไป

 

นิชคุณลุกขึ้นยืน เขามีไม้เท้าที่แทคยอนบอกอย่างติดตลกว่าไปขโมยมาจากคุณลุงข้างบ้านมาให้เป็นที่พยุงตัว เขาลากขากระเผลกๆของตัวเองไปในห้องนั่งเล่น ถึงแม้จะเป็นห้องนั่งเล่นในบ้านพักตากอากาศที่ไม่ได้อาศัยประจำ อย่างน้อยก็ควรมีรูปภาพของเจ้าของบ้าน ของครอบครัว หรืออะไรที่พอจะบอกได้ว่าเจ้าของบ้านเป็นใครไม่ใช่หรือ อะไรบางอย่างที่ดูจะขาดหายไป ทำให้นิชคุณรีบกึ่งเดินกึ่งเขย่ง ซึ่งเป็นท่าที่ตลกสิ้นดีกลับไปที่ห้องนอนชั่วคราวของตนเอง ของบางอย่างที่เหมือนจะหายไป นิชคุณหรี่ตามองที่ชั้นหนังสือที่ฝั่งหนึ่ง ทั้งๆที่หนังสือในห้องถูกวางซ้อนจนเต็มชั้น ทำไมชั้นวางชั้นนั้นถึงว่างเปล่า ขณะที่เขาขยับไปที่ชั้นวางนั้น เขารู้สึกหนาว ลมเย็นพัดวูบเข้ามาในห้อง นิชคุณหันกลับไปมองผ้าม่านที่พริ้วไหว เขาไม่ได้เปิดประตู หรือหน้าต่างทิ้งไว้และจำไม่ได้ว่ามีใครเข้ามาเปิดมัน นิชคุณเปลี่ยนทิศทางจากชั้นวางหนังสือ หันกลับไปที่ม่านสีแดงเข้มที่สั่นไปมาตามแรงลม และกระชากมันให้เปิดออก หลังม่านผืนหนักเป็นประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื้อชวนให้แสงจากข้างนอกส่องเข้ามาพร้อมกับอากาศเย็นจัดซึ่งแอบลักลอบไหลเข้ามาผ่านประตูที่เปิดแง้มอยู่ มือของเขาจับที่ลูกบิดทองเหลืองที่อมความเย็นเอาไว้ เขาไม่เคยเปิดม่านออก และไม่เคยรู้ว่าประตูที่ห้องเชื่อมต่อกับพื้นที่สวนด้านนอก เขากำลังจะปิดมันลง เมื่อเขาเห็นพวงหางสีขาววิ่งลับไปที่มุมสวนหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง

 

“เหลวไหลน่าคุณ” นิชคุณนึกถึงสีหน้าของแทคยอนที่พูดกับเขาเมื่อคืน ดวงตากลมโตของเขาหรี่ลง เขาเปิดประตูออกไป และตัดสินใจวิ่งตามหมาป่าสีขาวตัวนั้น

 

มันไม่ง่ายเลยที่จะวิ่งด้วยขาที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว บนพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่เริ่มละลายจนชื้นแฉะ เขาวิ่งกระโผลกกระเผลกมาถึงจุดที่เขาเห็นพวงหางนั้นลับหายไป มันเป็นพื้นที่นอกทางเดินของสวนย่อมที่จะเดินชื่นชมได้อย่างง่ายๆ กิ่งไม้โผล่ขึ้นมาพันเกี่ยวกันแน่นขนัด หากเป็นฤดูใบไม้ผลิมันคงเป็นพุ่มไม้ที่เขาไม่มีทางเดินผ่านได้ เขาก้มลง และทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อน เขาส่งเสียงเรียกสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นมนุษย์หมาป่า

 

“นายอยู่ในนั้นรึป่าว ฉันจะเข้าไปนะ” เขาได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

 

เขาอาจจะบ้าไปแล้ว อาจจะบ้าไปแล้วจริงๆก็ได้ เขาได้รับบาดเจ็บทางจิตใจ หรืออาจไม่ใช่มินจุนคนเดียวที่บาดเจ็บจากการกระแทกที่ศีรษะ แต่เขาไม่ได้หวาดกลัวเลย ทั้งๆที่หากสุนัขตัวนั้น เป็นร่างของมนุษย์หมาป่าจริงๆ มันต้องพร้อมจะกระโจนมาขย้ำเขาทันทีที่เขาเข้าไปใกล้ แต่แทนที่เขาจะวิ่งหนี แทนที่เขาจะร้องหาความช่วยเหลือ เขากลับตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปหามัน เขาใช้ไม่เท้าแหวกทางเข้าไปก่อนจะแทรกตัวผ่านกิ่งไม้ที่แห้งแกร็นของฤดูหนาว เขาวางขาข้างที่เป็นปกติอย่างระมัดระวังก่อนจะพาขาอีกข้างที่ไม่สามารถควบคุมได้มากนักแทรกตามเข้ามา เขายังไม่เห็นตัวเจ้าของเส้นขนสีขาวราวหิมะ แต่เขารู้สึกได้ว่ามันรอคอยเขาอยู่ไม่ไกลนัก รอคอย น่าแปลกที่เขาคิดถึงคำนี้ขึ้นมา เขากำลังโดนซุ่มทำร้ายรึป่าวนะ รอคอยที่จะล่อเหยื่อให้เข้าไปหา เขาหัวเราะในลำคอ มันคงเป็นเกียรติของเขา หากเขาจะตายด้วยแผนอันแยบยลของมนุษย์หมาป่า เพราะมันคงเป็นครั้งแรกที่พวกมันโจมตีแบบมีแผนการณ์ที่มากไปกว่าการพุ่งเข้าโจมตีอย่างหิวกระหายและกัดด้วยคมเขี้ยวอย่างโหดร้าย เขาคงจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่เคราะห์ร้ายจากการพัฒนาทางสมอง ไม่ใช่สัญชาตญาณของสัตว์ร้าย

 

นิชคุณเดินผ่านดงไม้ จนพบว่าตัวเองยืนอยู่ในพื้นดินโล่งๆในที่สุด เขาสงสัยว่าเขาเดินออกนอกเขตที่ถูกคุ้มกันของหมู่บ้านไปรึยังนะ ต้นไม้ตรงนี้เป็นต้นไม้ใหญ่ที่สูงโปร่ง ไม่ใช่พุ่มไม้เหมือนที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา เขาได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลนัก เขาหันตามเสียงนั้นไป มันมีธารน้ำเล็กๆอยู่ตรงนั้นชั้นน้ำแข็งบางๆลอยอยู่ด้านบนเริ่มแตกออกจากกันเพราะอากาศที่อุ่นตัวขึ้นมากในวันนี้ เขาเดินกระโผลกกระเผลกไปที่โขดหินริมธารน้ำ ก่อนจะนั่งลง ขาของเขาเริ่มไม่ได้อย่างใจ อาจเป็นเพราะเขาลงน้ำหนักมากเกินไป มันถึงเริ่มมีอาการปวดที่ชวนให้น่าหงุดหงิด เขามองไปรอบๆ และไม่เจอสุนัขสีขาวที่ไหนเลย เหลวไหล คิดไปเอง ประสาทหลอน เขาอาจจะต้องกลับไปเช็คร่างกายของตัวเองเสียใหม่

 

เขานั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก เขาไม่ได้ใส่เสื้อโค้ทออกมา เขาสวมเสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อไหมพรม มันให้ความอบอุ่น แต่มันไม่กันลมหนาวที่คอยพัดมาอยู่เรื่อยๆ แต่เขากลับชอบความรู้สึกของมัน ราวกับลมหายใจอันเย็นเฉียบกำลังกระซิบกระซาบเป็นเพื่อนเขา ให้ตายเถอะ เขาคิดถึงอูยอง นิชคุณหลับตาลง แล้วความทรงจำมากมายก็ไหลท่วมท้นเข้ามาจนเขาแทบทนไม่ได้ ดวงตาของเขาร้อนผ่าว ในขณะที่ก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอ เขาปล่อยเสียงร้องที่ดูน่าสมเพชออกจากริมฝีปากอิ่มหยักที่เหยเก เป็นครั้งแรกที่นิชคุณร้องไห้อย่างสิ้นหวัง ครั้งแรกนับจากวันที่พวกเขาแยกกัน

 

นั่นเป็นตอนที่มันปรากฏตัวขึ้น หมาป่าสีขาวที่สวยสง่าก้าวออกมายืนอยู่อีกฝากของธารน้ำ มันจ้องมองมาที่เขาด้วยดวงตาสีน้ำตาลทองราวกับสีของน้ำผึ้งในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งชวนให้นิชคุณนิ่งงัน เขาตื่นตะลึงกับการเผชิญหน้าอย่างกระทันหัน แต่ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวเลย หากแต่เป็นเพราะความงดงามของมันต่างหาก เส้นขนที่ดูอ่อนนุ่มเป็นสีขาวบริสุทธิ์เปล่งประกายยิ่งกว่าสีขาวโพลนของเกล็ดหิมะที่สะท้อนแสงแดดอ่อนๆซึ่งส่องลอดมาจากกิ่งไม้เบื้องบน นิชคุณขยับตัวเล็กน้อย และเหมือนว่านั่นจะทำให้มันตกใจ และก้าวถอยกลับไป

 

“เฮ้..” นิชคุณเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างอ่อนโยน ขณะที่ยืนมือออกไปอย่างเป็นมิตร “มาสิ”

 

อุ้งเท้าทั้งสี่ของมันขยับอย่างลังเล ก่อนที่จะกระโดดข้ามธารน้ำมา การเคลื่อนไหวทำให้เห็นกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แบบภายใต้เส้นขนที่หนานุ่ม มันใกล้จนเขาได้ยินเสียงลมหายใจของมันชัดเจน

 

เขาจ้องเข้าไปในนัยตาสีดำที่กลมใส ซึ่งให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ก่อนที่ปลายจมูกชื้นเย็นจะดุนที่มือของเขาเบาๆ เขาลูบเส้นขนที่สันจมูกของมัน เสียงครางเบาๆอย่างพึงใจ ทำให้นิชคุณอมยิ้มออกมา เขาเคลื่อนมือไปสัมผัสเส้นขนที่อ่อนนุ่มบนศีรษะของมัน หางสีขาวเป็นพวงฟูแกว่งไปมาเมื่อเขาเกาให้ที่หลังหู

 

“หึๆ” นิชคุณหัวเราะ กับท่าทางที่ออกจะน่ารักหากเทียบกับขนาดตัวที่ใหญ่โตและน่าเกรงขาม ดวงตาสีทองหันกลับมามองเขาราวกับจะบอกอะไรบางอย่าง ร่างกายที่ปกคลุมด้วยเส้นขนสีขาวขยับยืน ก่อนจะกระโดดตุ้บมานั่งข้างเขาบนโขคหิน ดวงตากลมมองสบสายตาของเขาอย่างออดอ้อน ก่อนจะวางศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นขนปุกปุยลงบนหัวเข่าข้างที่เป็นปกติของเขา และหลับตาลง นิชคุณโน้มตัวลงและกอดร่างที่อบอุ่นนั้นไว้ เส้นขนสีขาวเล็กละเอียดในขณะที่นิ้วมือของเขาสัมผัสและลูบผ่าน มันมีกลิ่นหอมอ่อนๆที่เหมือนจะเป็นกลิ่นของไอดินชื้นๆ และดอกคาโมมายล์ ไม่ใช่กลิ่นเหม็นสาปเหมือนสัตว์ร้ายที่เขาเคยเผชิญ แต่กลับเป็นกลิ่นที่บริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกของฤดูหนาว

 

 


 

 

 

“ผมยังไม่เข้าใจ” แจคสันดูจะเต็มไปด้วยความสงสัย หลังจากกลับมาจากการเดินชมหมู่บ้านในตอนเย็น “ไม่ใช่ว่าผมอยากให้มันโจมตีหรอกนะ แต่ผมไม่คิดว่าแค่การสร้างรั้วสร้างกำแพงจะป้องกันพวกมันได้ พี่ดูอย่างที่โซลสิ ทั้งๆที่วางกำลังทหารไว้เยอะขนาดนั้น ยังเกือบเอามันไม่อยู่”

 

“ฉันมีทฤษฎี” แทคยอนตอบ “ฉันเชื่อว่าพวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูง และมันไม่ก้าวก่ายฝูงอื่นถ้าไม่จำเป็น”

 

“แล้วยังไงครับ”

 

“การที่พวกเราอยู่รวมกัน ทำให้พวกมันไม่ค่อยอยากยุ่งกับเรานัก มันมองเหมือนว่าเราเป็นฝูงๆหนึ่ง”

 

“แล้วค่ายกักกันที่โซลไม่ใช่การอยู่รวมกันหรอ” แจคสันย้อนถาม

 

“ฉันคิดว่าตอนนั้นพวกมันกำลังแตกตื่น พวกมนุษย์หมาป่าน่ะ มันจึงโจมตีอย่างบ้าคลั่งในช่วงแรกของการระบาด แต่หลังจากนั้น ลักษณะการล่าของพวกมันเปลี่ยนไป นายจะเห็นมันจับตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น เห็นการล่าในลักษณะฝูงมากขึ้น เหมือนอย่างที่นายเล่าตอนที่รถของพวกนายถูกโจมตี”

 

แจคสันกอดอก เขายังไม่ค่อยพอใจกับคำตอบมากนัก แต่เขาก็ไม่คิดว่าแทคยอนจะรู้อะไรมากไปกว่านี้ คนๆเดียวที่อาจจะรู้ได้ ก็คงเป็นคิมอูบินที่หายสาปสูญไปแล้วละมั้ง

 

“นายเป็นยังไงบ้าง” มินจุนหันมาหานิชคุณที่พวกเขาทิ้งให้อยู่ในบ้านเพียงลำพังทั้งวัน เขาไม่ได้เป็นห่วงเพียงสภาพร่างกายของนิชคุณเท่านั้น แต่รวมถึงจิตใจของนิชคุณด้วย พวกเขาใช้เวลาทำใจและยอมรับเรื่องของอูยองมานาน และมันยังคงเจ็บปวด แต่สำหรับนิชคุณมันเหมือนกับว่าเขาเพิ่งถูกบังคับให้ยอมรับอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้เมื่อคืนก่อนเท่านั้น เขานึกไม่ออกเลยว่าความรู้สึกของนิชคุณจะเลวร้ายแค่ไหน แต่เท่าที่เห็นนิชคุณดูสงบกว่าที่เขาคิดไว้

 

“ก็ดี” นิชคุณตอบ เอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ถึงแม้ว่าเขาอยากจะเล่าว่า เขาออกไปเจอสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นมนุษย์หมาป่านะ และเขาก็นั่งเล่นกับมันตลอดทั้งวัน แต่เขาคิดว่ายังไม่ควรเล่าจะดีกว่า

 

“งั้นหรอ” แทคยอนหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนประหลาดใจ

 

นิชคุณยิ้มตอบที่มุมปาก “ก็เบื่อๆนิดหน่อย”

 

 

 


 

 

 

แทคยอนก้าวลงบันไดชันใต้ดินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ถาดอาหารที่ถืออยู่หล่นกระจาย เขาได้ยินเสียงเพลงถูกเปิดเบาๆ พร้อมเสียงบางๆที่ร้องคลอ มันเป็นเพลงของพวกเขา เพลงของทูพีเอ็ม อูยองหันมายิ้มหวานเมื่อเห็นเขา แทคยอนวางถาดลงเพื่อจะไขกุญแจเข้าไป แต่มันไม่ได้ล้อก ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

 

“นายหนีออกไปอีกแล้ว”

 

อูยองฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข พวงแก้มขาวเรื่อสีแดงจางๆ

 

“นิชคุณ?” แทคยอนเอ่ยถาม ก่อนจะได้รับรอยยิ้มจนตาปิดของคนเป็นน้องออกมา อูยองหัวเราะในลำคอ

 

“ผมมีความสุขจัง” อูยองยิ้มกว้าง จนแทคยอนไม่รู้จะดุต่อไปได้ยังไง เขาวางถาดอาหารให้บนโต๊ะ อูยองเลื่อนเก้าอี้เข้ามาก่อนจะนั่งกินอย่างมีความสุข

 

“นายต้องหัดควบคุมตัวเองมากกว่านี้นะ” แทคยอนพูดขึ้น อูยองหันมาทำแก้มพองใส่เขา

 

“ฉันรู้ว่านายอยากเจอนิชคุณ อยากเจอคนอื่นๆ แต่การจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องแน่ใจ แน่ใจจริงๆว่านายจะสามารถควบคุมมันได้”

 

“ผมทำได้น่า” อูยองตอบอย่างดื้อรั้น

 

“ตอนนี้นายจะเที่ยวกลายร่างแล้วเดินไปไหนมาไหนไม่ได้”

 

“แต่ผม…”

 

“ไม่มีแต่อูยอง”

 

อูยองช้อนสายตาขึ้นมอง

 

“การที่นายทำหูโผล่หางโผล่ใส่ฉันมันไม่ช่วยอะไรขึ้นมาหรอกนะ” แทคยอนเอ่ย เมื่อคนตรงหน้าช้อนตามองเขาด้วยดวงตากลมใสแป๋ว พร้อมหูปุกปุยสีขาวที่โผล่ขึ้นเหนือศีรษะ พวงหางกลมโตกระดิกไปมา

 

“ฮยองอ่า” อูยองทำหน้ามุ่ย ก่อนจะกลับไปเป็นเพียงเด็กหนุ่มเหมือนเดิม

 

“อ้อนพี่คุณสนุกกว่าตั้งเยอะ” อูยองแลบลิ้นใส่แทคยอนที่เดินมาตบหัวเขาเบาๆ

 

“ฉันไม่ใช่พี่คุณของนายนี่” แทคยอนหัวเราะ

 

“ผมไปหาเขาไม่ได้หรอครับ” อูยองพูดเสียงแผ่วเบา แทคยอนเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยตอบ

 

“ฉันพูดไม่ได้ว่าฉันอนุญาตหรอกนะ แต่นายเคยเชื่อฟังฉันที่ไหนกันล่ะ”

 

 

 


 

 

 

เช้าของวันที่ห้า แทคยอนเข้ามาเช็คขาให้เขา หลังจากที่ถอดเฝือกให้จุนโฮ และเปลี่ยนไปพันหัวไหล่ของจุนโฮด้วยผ้าแทน จุนโฮบาดเจ็บที่เส้นเอ็น ไม่ใช่ที่กระดูกเหมือนเขา จึงสามารถถอดเฝือกได้อย่างรวดเร็ว “ฉันกำลังเรียนหมอด้วยตัวเองอยู่น่ะ” แทคยอนหัวเราะ ขณะที่เล่าให้นิชคุณฟังว่าหลังจากเข้ามาอยู่ที่นี่ เขาได้อ่านหนังสือด้านการแพทย์หลายเล่ม และทำหน้าที่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากมีใครบาดเจ็บ

 

“ชางบ้านที่นี่เรียกฉันว่าหมออ๊คแล้วนะเชื่อมั้ย” นิชคุณไม่แปลกใจหรอก แทคยอนเป็นคนเก่ง เก่งถึงขั้นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ หากว่าเขาสนใจอะไร เขาก็ศึกษามันจนเชี่ยวชาญได้ทั้งนั้น

 

“แปลกนะ นายอ่านหนังสือจากในนี้หรอ” นิชคุณเอ่ยถาม “ฉันสงสัยว่าเจ้าของบ้านเป็นใคร ถึงได้เก็บหนังสือการแพทย์ไว้มากมาย”

 

“ไม่รู้สิ” แทคยอนตอบ “อาจจะเป็นหมอมั้ง”

 

“หรือนักวิทยาศาสตร์”

 

“ก็ทำนองนั้น” แทคยอนยักไหล่ “นายน่าจะต้องใส่เฝือกไปอีกสักเดือนนึง”

 

นิชคุณพยักหน้า

 

“และก็ช่วยเดินน้อยๆด้วยนะ”

 

“ฉันจะไปไหนได้” นิชคุณยิ้มตอบ

 

 

 


 

 

 

นิชคุณออกไปที่สวนหลังบ้านในช่วงสายๆ ที่ทุกคนต่างก็แยกย้ายออกไป ในหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนว่าพวกเขาจะสามารถหาตำแหน่งหน้าที่เล็กๆน้อยๆเพื่อช่วยเหลือกันได้หมด ยองแจกับจุนโฮไปช่วยงานที่สวนผัก ในขณะที่ชานซองและแจคสันวนเวียนอยู่แถวหน่วยเฝ้าระวัง แทคยอนออกไปคลีนิค และบางทีก็ออกไปเยี่ยมคนที่ป่วยตามบ้านต่างๆ เขาเป็นเหมือนหมอประจำหมู่บ้านจริงๆนั่นแหละ มินจุนไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟังมากนัก นอกจากเรื่องที่เขาไปนั่งอ่านหนังสือให้พวกเด็กๆฟัง นิชคุณไม่เคยบอกใคร แต่เขากลับมาที่ธารน้ำทุกวัน ไม่นานนัก ร่างของสุนัขสีขาวตัวโตก็วิ่งมาหา มันกระโจนสองขาราวกับจะกอดเขา จนเขาต้องเซถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องหงอยๆราวกับรู้สึกผิดที่เขายังบาดเจ็บอยู่ และเกือบโดนมันทำให้ล้มลง เส้นขนสีขาวแผ่กระจายออกเมื่อมันนอนหมอบลงข้างหน้าเขา ดวงตากลมมองจ้องไม่กระพริบอย่างไร้เดียงสา นิชคุณค่อยๆนั่งลง และลูบลำตัวของมัน เช้าวันนี้อากาศเย็น และมีหิมะปรอยลงมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ร่างกายที่เต็มไปด้วยขนฟูหนาสีขาวก็อุ่นสบาย นิชคุณเอนตัวลงเขากอดมันไว้อย่างหลวมๆเหมือนเช่นที่เขาทำทุกวัน ร่างกายของเขาได้รับความอบอุ่นจากไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของมัน เขาลูบไล้เส้นขนนุ่มละเอียด โดยไม่รู้ตัวนิชคุณเริ่มฮัมเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมา มันเป็นเพลงที่เขากับอูยองแต่งร่วมกัน มันไม่ดีพอที่จะถูกนำไปวางขายหรือใส่ไว้ในอัลบั้ม แต่เขาก็พอใจกับมัน พวกเขาไม่ใช่นักแต่งเพลง พวกเขาแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ และเพลงนี้ได้บอกเล่าถึงทุกอย่างที่เป็นเขาทุกอย่างที่เป็นอูยอง มันเป็นเพลงของพวกเขา และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มันมีค่ามากที่สุด หมาป่าสีขาวขยับตัว ทำให้นิชคุณหันไปมอง เขามองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลทองที่เป็นประกายสว่างไสว และเขาแน่ใจว่าเขารู้จักคนในนั้น

 

“อูยอง” นิชคุณปล่อยให้ความคิดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก

 

ร่างสีขาวลุกขึ้นยืน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองมาที่เขาอย่างตื่นกลัว ก่อนที่มันจะเริ่มเดินถอยหลัง

 

“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน” นิชคุณพยายามจะลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทะเลด้วยขาที่ต้องเข้าเฝือกของเขา แต่มันวิ่งหนีไปแล้ว หมาป่าสีขาวตัวโตกระโดดพรวดหายเข้าไปในป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของธารน้ำ

 

ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยดังก้องไปทั่วบริเวณ

 

 

 

 

นิชคุณได้ยินเสียงโวยวายอยู่ที่ประตูด้านหน้า เขากลับเข้ามาในห้อง ไม่สนใจที่จะปัดเศษดิน และหิมะที่ติดอยู่ตามตัว ก่อนจะเดินออกไปตามเสียง แทคยอนอยู่ที่นั่นด้วยหน้าตาเคร่งเครียด มีคนในหมู่บ้านอยู่กับเขาอีกสี่ห้าคน มินจุนกลับมาถึงก่อนเขาได้ไม่นาน ทำให้เขาทันได้ยินมินจุนเอ่ยถามแทคยอน ตอนที่เขาเดินลากขาออกจากตัวบ้าน

 

“เกิดอะไรขึ้นแทค”

 

“พวกมนุษย์หมาป่ามีการเคลื่อนไหว เราอาจถูกโจมตี” แทคยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

 

“ไหนฮยองบอกว่ามันไม่โจมตีถ้าเราอยู่รวมกัน” ชานซองที่เดินเข้ามาพร้อมจุนโฮเอ่ยขึ้น แจคสันกับยองแจตามมาหลังจากนั้นไม่นานนัก พวกเขามีสีหน้าที่ตกใจและงุนงงเช่นกัน

 

“เรายังไม่แน่ใจในเรื่องนั้น โดยปกติมันไม่โจมตี แต่ถ้ามันฝูงใหญ่กว่าเรามากๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันจะบุกเข้ามา อาหารเหลือน้อยลง ในขณะที่มนุษย์หมาป่าเพิ่มมากขึ้น มันอาจต้องกำจัดฝูงอื่นๆ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด”

 

“เราต้องตรึงกำลังไว้ก่อน” แทคยอนหันไปพูดกับชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้น

 

พวกเขาขมวดคิ้วลงด้วยสีหน้าเป็นกังวล ชายผิวสองสีคนหนึ่งพูดขึ้น “เขาหายตัวไป”

 

แทคยอนมองมาที่นิชคุณ นิชคุณหรี่ตาลง เขารู้ว่าแทคยอนปิดบังอะไรบางอย่างกับเขาอยู่ บางอย่างที่ทำให้แทคยอนมองมาที่เขาอย่างเป็นกังวล

 

“เขาน่าจะยังไปได้ไม่ไกล เราจะตามตัวเขากลับมา” แทคยอนถอนสายตากลับไป เขาหันไปพูดคุยและสั่งการกับคนในหมู่บ้าน และทำท่าจะเดินจากไป

 

“เดี๋ยวแทค” นิชคุณเรียกไว้ “นายหมายถึงใคร ใครหายไป”

 

นิชคุณกำมือที่เริ่มสั่นระริกของตัวเอง เขารู้คำตอบ เขาคิดว่าเขารู้คำตอบ

 

“อ๊คแทคยอน..” เขากดเสียงลงต่ำ เพื่อข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเอง

 

แทคยอนหันกลับมา สายตาที่เหมือนจะเอ่ยขอโทษทำให้นิชคุณรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก ชายหนุ่มร่างสูงที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขา ตะโกนออกคำสั่งด้วยเสียงที่แข็งกร่าว “ตรึงกำลังไว้รอบหมู่บ้าน”

 

ชาวบ้านเหล่านั้นพยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างกายซึ่งเป็นมนุษย์จะยืดขยายออก เสื้อผ้าถูกฉีกขาด ต่อหน้าของพวกเขา ชาวบ้านเหล่านั้นกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าขนาดมหึมาห้าตัว จุนโฮเบิกตาอย่างตื่นตะลึงพร้อมกับดึงร่างชานซองที่ยืนอ้าปากค้างให้มายืนด้วยกัน

 

“แจ้งหน่วยลาดตระเวน ให้ตามหาตัวอูยอง” แทคยอนกล่าวกับหมาป่าพวกนั้น มันพยักหน้ารับ และวิ่งออกไป มันไม่ได้มีแค่ห้าตัว พวกเขาได้ยินเสียงวิ่ง เงาร่างขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวพร้อมกันอยู่รอบหมู่บ้าน

 

“นี่มันอะไร” มินจุนที่พอจะรวบรวมสติได้คนแรก ตะโกนใส่แทคยอน

 

แทคยอนยิ้มบางๆที่มุมปาก “หมาป่าไม่โจมตีฝูงอื่น” เขากางแขนออก “ที่นี่คือฝูงหมาป่า”

 

“เป็นไปได้ยังไงกัน” ชานซองถามอย่างสับสน “ทำไมพวกเขาถึงสามารถใช้ชีวิตมนุษย์ได้ ทำไมเขาถึงปกป้องเรา”

 

เพราะมนุษย์หมาป่าที่เขารู้จักจะโจมตีพวกเขาทันที่ที่เห็น แต่นี่มนุษย์หมาป่าอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้งั้นหรือ?

 

“เรามีเวลาไม่มาก ฉันจะเล่าให้พวกนายฟังอย่างนี้แล้วกัน คิมอูบินไม่ได้สร้างอาวุธ” แทคยอนเอ่ย “แต่ศัตรูของเรานำความสามารถของมันไปใช้เป็นอาวุธ มนุษย์หมาป่าก็เหมือนพวกเรา มีจิตใจ และความคิดเฉกเช่นมนุษย์ แต่การดัดแปลงพันธุกรรมเป็นการขยายขีดความสามารถของมนุษย์ออกไปต่างหาก แข็งแรงขึ้น อายุยืนขึ้น และได้ยินได้ดีขึ้น และนั่นแหละที่กลายเป็นช่องโหว่ที่ทางฝ่ายนั้นใช้ในการควบคุมมนุษย์หมาป่า และสร้างให้กลายเป็นปีศาจที่ดุร้าย”

“เราคิดว่าเรากำลังต่อสู้กับอาวุธชีวภาพ ไวรัสที่สามารถเปลี่ยนดีเอ็นเอของมนุษย์ให้กลายเป็นปีศาจ แต่อาวุธที่แท้จริงที่พวกมันใช้คือการสะกดจิต การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทำให้มนุษย์หมาป่าได้ยินเสียงได้มากกว่ามนุษย์ พวกมันสามารถสื่อสารกันด้วยคลื่นเสียงที่เราไม่ได้ยิน คลื่นเสียงจึงถูกปล่อยมาเพื่อกระตุ้นให้มนุษย์หมาป่ากลายเป็นสัตว์ดุร้าย และโจมตีเรา”

“คิมอูบินฝึกให้ผู้ติดเชื้อที่นี่ควบคุมมัน มันเหมือนการรักษาอาการทางจิต พวกเขาเรียนรู้ที่จะฟัง และไม่ปล่อยให้เสียงนั้นครอบงำตัวเอง ในที่สุดพวกเขาสามารถควบคุมการกลายร่างได้ และควบคุมการได้ยินได้ด้วย”

 

“แปลว่าเขาอยู่ที่นี่จริงๆ ศาตราจารย์คิมอูบิน” แจ็คสันพูดขึ้น

 

“เขาเคยอยู่ที่นี่” แทคยอนหันกลับไปที่ตัวบ้านซึ่งตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่นในพื้นที่ของหมู่บ้าน

 

“เกิดอะไรขึ้นครับ” เป็นยองแจบ้างที่ถามออกมา

 

“เราหนีออกมา ฉันกับอูยอง แต่เขาโดนกัด ฉันไม่รู้จะทำยังไง เราเจอรถบรรทุกคันหนึ่งที่เต็มไปด้วยยาสลบ ฉันคิดว่าทหารเตรียมไว้ยิงใส่ไอ้หมาป่าพวกนั้น พวกเขาคงคิดจะจับเป็นมัน ฉันขังอูยองไว้ท้ายรถ และขับออกมา พอเขาเริ่มกลายร่างฉันฉีดยาสลบให้เขา ฉันไม่รู้ว่านั่นทำให้อาการของเขายิ่งแย่ ฉันคอยให้ยาเขาเพิ่มทุกครั้งที่เขาเริ่มได้สติ เขาตกอยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ในขณะที่เสียงพวกนั้นดังในหัวตลอดเวลา กว่าเราจะมาถึงที่นี่ อาการของเขาก็แย่มากแล้ว ศาสตราจารย์พยายามจะช่วยเขา แต่อูยองสับสนมาก เขาไม่เหมือนคนที่นี่ พวกเขามีครอบครัว พวกเขามีคนที่เขารัก ศาสตราจารย์เรียกมันว่า ‘เจ้านาย’ สุนัขทุกตัวมีเจ้านาย คนที่เขาจะรักและเชื่อฟัง มันช่วยพวกเขาอย่างมากที่จะฝึกการควบคุมตัวเอง อูยองมีแค่ฉัน และฉันไม่ใช่เจ้านายของเขา วันหนึ่งอูยองควบคุมตัวเองไม่ได้ และเขาฆ่าคิมอูบิน”

 

คำบอกเล่าจากปากแทคยอนทำให้ทุกคนตกตะลึง

 

“ฉ..ฉัน.. ไม่เข้าใจ นายหมายถึง อูยอง.. ของพวกเรา เป็นมนุษย์หมาป่า?” มินจุนพูดอย่างสับสน

 

แทคยอนพยักหน้า

 

“เขาฆ่าคน.. อูยอง.. อูยองเนี่ยนะ”

 

“มันไม่ใช่ความคิดของเขา เขาถูกสั่งให้ทำ” แทคยอนตอบ มีความขื่นขมอยู่ในน้ำเสียงของเขา “ฉันเชื่อว่าวันนั้นมีการปล่อยเสียงกระตุ้นอย่างรุนแรง ตามที่พวกนายเล่า มันน่าจะเป็นช่วงที่กองทัพพยายามจะบุกยึดปูซาน พวกมันเลยยิ่งกระตุ้นให้หมาป่าบ้าคลั่งมากขึ้น”

 

“แล้วอูบินไม่ได้กลายเป็นมนุษย์หมาป่าหรอครับ” แจคสันถามขึ้น

 

อ๊คแทคยอนยิ้มออกมาบางๆ เขาส่ายศีรษะ “เขาไม่สามารถรับเชื้อรอบสองได้หรอก เมื่อเขาคิดค้นมันได้ เขาเป็นคนแรกที่ทดลองมัน เขาทดลองมันกับตัวเอง เขาเป็นมนุษย์หมาป่าอยู่แล้ว เขาถึงรู้ว่าจะสามารถควบคุมตัวเองได้ยังไง และสามารถฝึกคนอื่นๆได้”

 

“เกิดอะไรขึ้นกับอูยอง” นิชคุณสบตาของแทคยอน

 

“ชาวบ้านโกรธเขามาก พวกเขายืนกรานจะฆ่าเขาทิ้ง แต่สำหรับฝูงหมาป่า พวกเขาต้องมีหัวหน้าฝูง แน่นอนว่าอูบินเคยเป็นหัวหน้าฝูงของที่นี่ หมาป่าตัวใดที่เอาชนะหัวหน้าฝูงได้จะกลายเป็นหัวหน้าแทน นั่นคือกฎ ชาวบ้านกลุ่มที่เป็นมนุษย์หมาป่าเลยปกป้องเขา ฉันรับปากกับทุกคนว่าฉันจะฝึกให้เขาควบคุมตัวเองให้ได้ และเราขังเขาไว้ที่ห้องใต้ดิน”

“อูยองเป็นคนนำฝูงของเขาไปช่วยพวกนาย ตอนที่พวกนายถูกโจมตี” แทคยอนสบตาของทุกคน “เขาดีขึ้นมากแล้ว จนบางทีฉันก็ปล่อยให้เขาออกมาเล่นข้างนอก แต่วันนี้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง พวกมันกำลังปล่อยเสียงกระตุ้นที่รุนแรง เสียงที่บอกให้จู่โจม เหมือนกับวันที่เกิดเรื่องขึ้นกับคิมอูบิน”

 

“เขากลัว…” นิชคุณสบตาของแทคยอน เมื่อนึกถึงดวงตาสีน้ำตาลทองที่จ้องมองเขาอย่างหวาดกลัวก่อนจะวิ่งหนีไป “เขากำลังตื่นกลัว”

 

“ใจเย็นก่อนคุณ ฉันส่งคนออกไปแล้ว พวกเขาจะต้องหาอูยองพบ เขาปลอดภัยในระดับนึง ตราบใดที่เขาอยู่ในร่างหมาป่า พวกมันไม่โจมตีกันเอง”

 

“แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกมันต้องการทำลายที่นี่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเป็นเป้าหมายของการโจมตี จะเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าฝูง…” นิชคุณรู้สึกถึงลำคอที่ฝืดขม

 

“เขาจะต้องไม่เป็นอะไร ร่างหมาป่าของเขาแข็งแรงมาก เขาไม่ได้ได้รับการยอมรับเป็นหัวหน้าฝูงเพียงเพราะว่าเขาฆ่าคิมอูบินได้ แต่เพราะว่าไม่เหมือนใคร เขามีลักษณะพิเศษ ลักษณะของการเป็นหัวหน้า เขาเป็นหมาป่าที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่ฉันพบมา เขาว่องไวที่สุด และเขาฉลาดเกินกว่าจะวิ่งไปเผชิญหน้ากับพวกมัน”

 

“แทค คุณ..” มินจุนส่ายศีรษะ ดวงตาของเขามีน้ำตาที่เอ่อคลอ “นายบอกว่าพวกมันส่งคลื่นเสียงกระตุ้น ตอนที่ทหารพยายามเข้ายึดปูซานใช่มั้ย และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง? ฉันติดต่อพวกเขาได้แล้วนะ ฉันติดต่อไปที่ฐานทัพได้”

 

มินจุนจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาที่เหมือนจะแตกสลาย

 

“ฉันเจอวิทยุเก่าๆที่บ้านของลุงคนนึง แล้วฉันก็ซ่อมมัน กองทัพกำลังมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านแห่งนี้ พวกเขาวางแผนจะเข้ายึดแดกูภายในสิ้นอาทิตย์นี้ เขาจะกำจัดมนุษย์หมาป่าทุกตัวที่พวกเขาพบ และพวกเขาไม่สนหรอกว่ามนุษย์หมาป่าตัวนั้นจะแตกต่างยังไง ถ้าอูยองเป็นมนุษย์หมาป่าเขาตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้จริงๆว่าเขา..”

 

“เราจะต้องเจอตัวเขาก่อนที่เขาจะเจอกับทหาร” นิชคุณเอ่ย

 

“คุณ..”

 

“แทคยอน ฉันทนรออยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกนะ ฉันจะตามหาเขา”

 

“ผมไปด้วย”จุนโฮพูดขึ้น

 

“ผมไปด้วย” ตามด้วยชานซอง

 

แทคยอนสบสายตาของสมาชิกทีละคน สมาชิกของวงที่เป็นเหมือนครอบครัวของเขา พวกเขาคือครอบครัว ครอบครัวที่จะไม่มีวันทอดทิ้งกัน

 

“มีเรนจ์โรเวอร์จอดอยู่ที่หลังบ้าน เราจะออกไปกัน” เขาเอ่ยในที่สุด

 

 

 


 

 

 

 

ความเร็วของเขาทำให้เขาเห็นภูมิทัศน์รอบข้างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่สายตาของเขากลับพัฒนาให้สามารถจับรายละเอียดของภาพต่างๆได้อย่างชัดเจนจนน่ากลัว เขาเห็นกระทั่งรายละเอียดของเกล็ดหิมะซึ่งตกหนักขึ้นทุกที จมูกของเขาได้กลิ่นของต้นสนซึ่งอยู่ไกลออกไปมีกลิ่นของควันไฟอยู่ทางทิศตะวันตกและกลิ่นสาปของมนุษย์หมาป่าอยู่ข้างหน้า เขาจึงตัดสินใจที่จะเลี้ยวเปลี่ยนทิศ สิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการคือวิ่งไปเผชิญหน้ากับมนุษย์หมาป่าสักตัว และอาจจะต้องต่อสู้กับมัน ประสาทสัมผัสของเขาถูดขยายขีดความสามารถออกจากที่เคยเป็นในร่างมนุษย์ รวมถึงการได้ยินซึ่งไม่ว่าเขาจะวิ่งหนีไกลเท่าไหร่ มันก็คงยังดังชัดในโสตประสาท มันบอกให้เขาฆ่า มันบอกให้โจมตี มันเป็นถ้อยคำซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและกระหายเลือด

 

ไม่มีใครที่ไว้ใจได้

การฆ่าเท่านั้นที่จะช่วยได้

แสดงให้คนเหล่านั้นเห็นถึงพละกำลังของพวกเจ้า

จู่โจม

รสเลือดจะดับความหิวกระหายของเจ้าได้

พวกคนเหล่านั้นไม่มีค่า

จงทำลาย จงทำลายพวกมัน

 

เสียงหอนที่น่าขนลุกของพวกมันดังขึ้นพร้อมๆกัน เสียงร้องระงมที่น่าขนลุกขนพอง พวกมันกำลังจัดกำลังทัพ พวกมันจะโจมตี ไม่พ้นคืนนี้เลือดมนุษย์จะต้องหลั่งริน อูยองหยุดฝีเท้า เสียงเหล่านั้นยังคงดังซ้ำๆอยู่ในหัวของเขา แต่มีเสียงหนึ่งซึ่งดังกว่าเสียงทั้งปวง

 

เขามีคนที่เขาต้องปกป้อง เพื่อนๆของเขา พี่น้องของเขา ครอบครัวของเขา คนที่เขารัก คนที่เขาห่วงใย

 

เขาส่งเสียงดังกังวานจากในลำคอ ไม่ใช่การร้องโต้ตอบ แต่เป็นเสียงที่แตกต่างจากหมาป่าทุกตัว ท่ามกลางเสียงเห่าหอนของฝูงหมาป่าที่บ้าคลั่ง เขาร้องเรียกฝูงของเขา ออกคำสั่ง ให้ปกป้องคนของเขา ขณะที่เขาวิ่งย้อนกลับไปในทางที่จากมา เสียงการเคลื่อนไหวของบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคยดังชัดขึ้นทุกที เมื่อเขาเข้าใกล้หมู่บ้าน ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร และลังเลที่จะหลบเลี่ยง แต่สมาธิของเขากลับจดจ่อกับการพยายามฟังเสียง และดมกลิ่นของนิชคุณ ทำไมเขาถึงไม่ได้กลิ่นล่ะ ทำไมถึงไม่ได้ยิน พวกเขาควรอยู่ที่หมู่บ้านไม่ใช่หรอ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้วิ่งเข้าใกล้เสียงแปลกๆเหล่านั้น จนเมื่อแสงไฟสว่างจ้าจากหน้ารถหุ้มเกราะส่องมาที่เขา เงาร่างขนาดใหญ่ของเขาทอดยาวให้เห็นเป็นร่างมนุษย์หมาป่าขนาดโตเต็มไวลงไปที่พื้นหิมะสีขาวเบื้องหลัง อาวุธปืนถูกเล็งมาที่เขาและพร้อมจะลั่นไก

 

เขาส่งเสียงขู่ด้วยสัญชาตญาณเมื่อตกอยู่ในอันตราย เส้นขนสีขาวของเขา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเลที่จะยิง แต่เขารู้ว่ามันคงซื้อเวลาได้อีกไม่นาน

 

“อย่ายิงนะ!” เขาได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น รถคันหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาจอดพร้อมกับเจ้าของเสียงที่วิ่งกระโผลกกระเผลกมาหาเขา ทหารบางส่วนหันกระบอกปืนไปที่การปรากฎตัวของหมาป่าอีกสองตัวซึ่งวิ่งขนาบรถคันนั้นมา ฝูงหมาป่าของเขา พวกมันก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อเคารพเขา ก่อนจะยืนทำหน้าที่ตามคำสั่ง ปกป้องครอบครัวของเขา ทูพีเอ็มของเขา

 

“อย่าเข้าไปใกล้มัน” เสียงจากโทรโข่งดังขึ้นเพื่อเตือนนิชคุณซึ่งเดินลุยบนพื้นหิมะอย่างยากลำบากเพื่อมาหาเขา

 

ถอยไป มันอันตราย ถ้อยคำที่เขาอยากเอ่ยกลายเป็นเพียงเสียงร้องครางที่น่าสมเพช ยิ่งเขาตื่นกลัว การกระทำของเขายิ่งดูน่าหวาดกลัวในสายตาของมนุษย์ เขาส่งเสียงขู่แก่พวกทหาร เพราะเขาไม่อยากให้นิชคุณได้รับลูกหลง เขาเคลื่อนไหวเหมือนสุนัขที่จนตรอก

 

“ถอยออกมา!!” เสียงแตกๆของโทรโข่งกล่าวอย่างหัวเสีย

 

แต่นิชคุณไม่หยุด

 

“อย่ายิง” นิชคุณพูด เสียงหายใจของเขาหอบเหนื่อย ขาของเขากำลังแย่ลง และความเจ็บปวดกำลังแผ่กระจายไปทั่ว “เขาไม่ใช่ศัตรู”

 

นิชคุณยืนขวางระหว่างเขา และกระบอกปืนที่เล็งมาหมายชีวิต ยิ้มให้เขา

 

“เขาคืออูยอง จางอูยองของผม”

 

นั่นเป็นภาพสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเบลอ และดับวูบลง

 

 

 

 


 

 

 

“คุณจะบอกว่ามนุษย์หมาป่าสามารถใช้ชีวิตร่วมกันมนุษย์ได้?” นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษถามขึ้นในห้องประชุม

 

“ใช่ครับ” อ๊คแทคยอนซึ่งอยู่ด้านหน้าห้องและกำลังพรีเซ้นต์ผลการศึกษาของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาศึกษาต่อจากการทดลองของอูบินด้วยตัวเอง

 

“การได้รับเชื้อไม่ได้ทำให้พวกเขาดุร้าย เหมือนกับที่คิมอูบินกล่าวไว้ เขาไม่ได้สร้างอาวุธ มันเป็นเพียงการพัฒนาการอีกขั้นของมนุษย์ พวกเขาถูกขยายขีดความสามารถต่างๆออกไป พวกเขาได้ยิน ได้เห็น ได้กลิ่น ได้ดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น และสามารถซ่อมแซมร่างกายได้เร็วกว่ามนุษย์ปกติเป็นสิบเท่า พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ หรืออาจจะดีกว่าพวกเราด้วยซ้ำไป”

 

“นายบอกว่าเขาเป็นคนฆ่าศาตราจารย์คิมอูบิน เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะควบคุมตัวเองได้” เป็นแพทย์ในกองทัพคนหนึ่งที่เอ่ยถามขึ้น

 

“หมาป่ามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ ยิ่งกว่ามนุษย์ พวกเขาจะซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นนายของเขา และอูยองก็เจอเจ้านายของเขาแล้ว เขาจะไม่มีวันทำร้ายเจ้านายของเขา”

 

แทคยอนมองไปที่จอเบื้องหลัง อูยองนอนอยู่บนเตียงร่างกายของเขามีสายระโยงระยาง เพื่อตรวจวัดระดับค่าต่างๆ และการทำงานของร่างกาย ที่ข้างเตียงมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย นิชคุณนั่งเฝ้าอูยองตั้งแต่ที่พวกเขามาถึง อูยองยังคงไม่ฟื้นจากฤทธ์ยาสลบที่เขาเป็นคนยิง เขาไม่ได้อยากจะทำร้ายอูยอง แต่ในนาทีนั้นเขารู้ว่าถ้าเขาไม่ยิง ทหารจะต้องสั่งยิงอูยอง และนิชคุณจะต้องได้รับลูกหลงไปด้วย เขาต้องทำให้พวกทหารมั่นใจว่าอูยองไม่สามารถโจมตีได้จริงๆ แล้วจึงเริ่มการเจรจา เขาแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถฝึกให้มนุษย์หมาป่าควบคุมตัวเอง และใช้ชีวิตปกติได้ เขายื่นข้อเสมอให้จับเป็นอูยอง และเขาจะช่วยในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์หมาป่า

 

 

 


 

 

“แทคยอนฮยอง” กลีบปากสีแดงกระซิบขณะเริ่มขยับตัวอย่างงุนงง เขาโดนแทคยอนฉีดยาสลบใส่นับครั้งไม่ถ้วน และเขารู้ดีว่ามันรู้สึกยังไงเมื่อตื่นขึ้น

 

“มันน่าน้อยใจนะ ที่นายตื่นมาเรียกชื่อคนอื่นอย่างนี้น่ะ” เสียงที่ตอบกลับมา ทำให้ความทรงจำค่อยๆไหลกลับมาอย่างช้าๆ

 

“นิชคุณ..”

 

“จางอูยอง” นิชคุณส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้เมื่อพวกเขาสบตากัน

 

“เป็นยังไงบ้าง” นิชคุณเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากของอูยอง การได้รับเชื้อทำให้ลักษณะทางกายภาพของอูยองเปลี่ยนแปลงไปด้วยเล็กน้อย สีผิวของเขาขาวซีดลง รวมถึงเส้นผมและดวงตาที่กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน

 

“ผมอยู่ที่ไหนครับ”

 

“โซล” นิชคุณตอบ “มันอาจจะน่าอึดอัดนิดหน่อยนะ แต่พวกเขาต้องการที่จะศึกษาร่างกายของนาย”

 

นิชคุณชี้ไปที่เครื่องมือมากมายซึ่งรายล้อมเขาอยู่ข้างเตียงและมีสายโยงมาติดไว้ตามตัวเขา มันแข่งกันส่งเสียงติ๊ดเบาๆซึ่งฟังดูค่อนข้างน่ารำคาญ

 

“พวกเขาอยากจะเฝ้าดูพฤติกรรมของนายสักพัก” นิชคุณหันไปโบกมือให้กล้องซึ่งติดไว้บนผนังซึ่งเขาคงจะไม่สังเกตเห็นถ้านิชคุณไม่บอก อูยองหัวเราะ เขาโบกมือบ้าง

 

“นายไม่ว่าอะไรใช่มั้ย เพราะฉันคิดว่านายยังไม่รับความคุ้มครองสิทธิ์ในฐานะมนุษย์อยู่นะ ถ้านายไม่ยินยอม ฉันคิดว่าเราต้องมีการคุยกันเรื่องสิทธิมนุษยชนกับพวกเขาแล้วล่ะ”

 

“ไม่ ไม่เป็นไรครับ” อูยองยิ้ม “ผมเป็นไอดอลนะ ผมเคยชินกับการมีกล้องคอยตามถ่ายอยู่แล้ว”

 

“โอเค” นิชคุณมองมาที่เขาอยู่สักพัก ก่อนจะถามขึ้น

 

“นายหนีไปทำไม”

 

อูยองสบตาของนิชคุณ

 

“ผมกลัวว่าผมจะทำร้ายพี่”

 

ดวงตาของอูยองเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาถูกบังคับให้ฆ่า และความโหดร้ายนั้นสร้างบาดแผลทิ้งไว้ในจิตใจของเขา เมื่อเขาได้ยินเสียงแห่งความกระหายนั้นดังขึ้นอีก เขากลัว.. กลัวจะถูกมันครอบงำอีกครั้ง

 

“ผมไม่อยากจะทำร้ายใคร ไม่อยากให้มีใครต้องตายเพราะผมอีก” อูยองหลับตาลง ความทรงจำที่เต็มไปด้วยเลือดให้รสขมพร่าในลำคอ

 

เสียงพวกนั้นไม่เพียงแต่ทำให้อูยองทำร้ายคนอื่น แต่มันทำร้ายอูยองด้วยเช่นกัน

 

มือที่เย็นชื้นของเขาถูกคว้าไปกุมด้วยมือใหญ่ที่อบอุ่น นิชคุณบีบมือของเขาเบาๆ “มันจะไม่เกิดขึ้นอีกอูยองอ่า”

 

“เราจะคอยปกป้องกันและกัน” นิชคุณยิ้มให้อูยองซึ่งจ้องมองตอบกลับมา “มันไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วนะ”

“ไม่ว่าเสียงพวกนั้นจะบอกอะไรกับนาย ฉันขอให้นายตั้งใจฟังเสียงของฉันเอาไว้ โอเคมั้ย”

 

อูยองพยักหน้า น่าแปลกที่ตอนนี้เขาไม่ได้ยินเสียงของพวกมันเลย ไม่มีความคิดที่โกรธแค้น ถ้อยคำที่กระหายชีวิต ความคุ้มคลั่ง ที่ถูกปลุกกระตุ้นอยู่เสมอ มันอาจจะเบา หรือถูกเร่งให้รุนแรงในบางที แต่ตอนนี้ในเวลานี้ เขาไม่ได้ยินมันอีกแล้ว มีเพียงเสียงของคนตรงหน้าเท่านั้นที่ดังชัดเจนอยู่ในหัวใจ

 

“ผมจะฟังแต่เสียงคุณฮยองคนเดียว” อูยองยิ้มตอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

End.

 

 


 

อ่านฟิคเรื่องนี้ต้องอย่าคิดมากนะคะ พอดีเป็นหนังไตรภาคแบบโปรดัคชั่นต่ำ 5555
พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่คุณอูเยอะที่สุดละ แต่ฉากหวานที่สุดอูยองเป็นหมาป่า -*-
แต่อย่างน้อยเรื่องนี้อูยองก็ไม่ตายนะ จบแฮปปี้สุดๆๆๆ ^^

 

 

11 comments

  1. อร้ากกกกกกกก เอาอีกกกกก ชอบมากอ่า สนุกมากกกกก
    ขอสเปเชียลด้วยค่ะ #หลบเท้า
    ในที่สุดก็แฮปปี้ เย้ๆๆๆ คุณไรท์อธิบายหลักการอย่างกะในหนังเลย เก่งมากๆ ^^
    อูยองเป็นหมาป่าสีขาวขนปุยน่ารักเหมือนกันนะเนี่ยยยย ขี้อ้อนด้วยยย จะอาวววว
    ชอบตอนคุณอูอยู่ด้วยกันจริงๆ ความอ่อนโยนมันละมุนออกมาชัดเจน ดูอบอุ่นมากๆ เลิฟฟฟ
    มิตรภาพของเพื่อนในวงด้วย ทุกคนรักและดูแลห่วงใยกันเสมอเลย พี่แทคก็เท่มากๆ แอร้ยยย

    ขอบคุณมากๆ นะคะ เอาไปชิบจอม 10 >_<

  2. ฮึกกกกกกกกกกกก อิลูก ในที่สุดก็ได้รู้สักทีว่าหมาป่าขาวตัวนั่นคือ พี่ด้ง…

    กลับมาเข้าแวบดูบลอคบ่อยๆ นึกว่าไรท์จะลงปีหน้าจริงๆ ขอบคุณมากนะคะ พาร์ทสุดท้ายกระจ่างเลย หมาป่าสีขาว เป็นจ่าฝูวเสียด้วย นึกว่าหมาป่าจะร้ายแต่ที่ไหนได้… เป็นการพัฒนายีนของคนให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้คลั่งคือเสียงนั่น เสียงแห่งความกระหายเลือด เสียงแห่งความโกรธแค้น สงสารพี่ด้งอ่า ควบคุมตัวเองไม่ได้จนฆ่าดอกเตอร์เลย ชาวบ้านเกือบฆ่านางละ แต่พี่แทคขอไว้ นางเป็นจ่าฝูงแทนแต่ก็ต้องถูกขัง…..แอบออกไปเล่นบ้าง.. เล่นไปอ้อนพี่คุณ งืออออออออออออ สงสารพี่คุณตอนที่ต้องทำใจเรื่องพี่ด้งอ่าาา ต้องทำใจว่าตายไปแล้ว แต่พอมาเจอน้องมา มาเล่นด้วยกัน ตอนพี่คุณเผลอเรียก อูยอง… คือมัน ฮึก โอ้ยยยยย ทั้งพี่ทั้งน้อง แล้วไหนจะเสียงนั่นอีก น้องมันคงกลัวจะควบคุมไม่ได้ ถอยเลย แล้วทหารก็เกือบแล้วอ่า ขอบคุณที่พี่คุณยิงยาสลบพี่ด้งนะคะ ในที่สุดพี่แทคผู้มีสติปัญญเป็นเลิศก็ได้สานต่อโครงการและนำเจรจา พี่ด้งต้องเป็นผู้ถูกทดลอง อดทนเอาอีกนิดนะพี่ด้ง ชอบอีกตรงที่จะสามารุควบคุมตัวเองได้ต้องมีเจ้าของ และเจ้าของคนนั้นคือ พี่คุณ… กรี๊ดดดดดด เจ้าของคือพี่คุณ!!!!
    ขอบคุณสำหรับโมเม้นคุณวูในเรื่องนี้มากๆ นะคะ ขอบคุณแนวเรื่องแปลกใหม่ ขอบคุณเรื่องราวมิตรภาพของบ่าย ขอบคุณที่เอามาลงก่อนปีหน้า อ่านละคือซึ้งในความรักทั้งเพื่อน ทั้งคุณวูเลยคะ ขอบคุณไรท์มากๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สนุกมาก ชอบมากคะ

    ปล. จะมีสเปเชียลคุณวูไหมเอ่ย??

  3. โอ้ว…เย..ในที่สุดภาคสุดท้ายก็มา น้องยองกลายเป็นมนุษย์หมาป่าขนปุกปุยสีขาว
    นึกภาพตาม โอ๊ย..น่าร๊ากกกกกกกกก ขนฟูๆนุ่มๆ ที่คุณฮยองได้กอด อยากกอดบ้างไรบ้าง😛

  4. ดีมากอ่ะ อ่านแล้วตื่นเต้นชวนติดตาม เหมือนอ่านหนังสือหรือดูหนังเลย ชอบอ่ะ ชอบมาก เป็นฟิคที่แหวกแนวสนุกและน่าติดตามที่สุด เป็นไตรภาคใช่ไม๊คะ รรรรรรรรรออ่านนะคะ ตอนแรกที่อูยองโดนกัด แล้วปิดประตูรถมองแทคด้วยสายตาเจ็บปวด โหยยยย น้ำตาหยดอ่ะ มันบีบหัวใจจริงๆ

    เนื้อเรื่องดีมากกกก คาแร็คเตอร์แต่ละคนก็เหมาะมาก เหมาะมากจริงๆ น้องกลายเป็นมนุษย์หมาป่าไปซะแล้ว นึกภาพหูโผล่หางปุยๆสีขาว ช้อนตาขึ้นออดอ้อน โอ้วววววว อคแทคยอนทนใจแข็งเข้าไปได้ยังงายยย

    ในที่สุดอูยองก็ได้เจอเจ้านาย หรือจะเรียกว่าเจ้าขอหัวใจดีนะ แอร๊ย~ ตอนที่พี่คุณบอกว่า “เขาคืออูยอง จางอูยองของผม” โหยยยยยย อบอุ่นทูดาแม็กซ์ งื้ออออออ

    น้องอูยองน่ารัก พี่คุณก็อบอุ่น ชอบมากกก “ผมจะฟังแต่เสียงคุณฮยองคนเดียว” >>> ยิ้มแก้มปริ โง้ยยยยย ระบำในทุ่งข้าวสาลี ชอบบบบอ่ะ ขออ่านอีกหลายๆรอบ งื้ออออออออ มีแผนจะพิมพ์ฟิคเรืีองนี้ไม๊คะ อยากเก็บ ชอบมากอ่าาา ปกติชอบเรื่องแนวนี้อยู่แล้วด้วย ยิ่งเป็นฟิคยิ่งชอบ ^^

  5. พี่เรียมเขียนฟิคเกินคาดเดาเสมอในทุกๆเรื่องทั้งด้านอารมณ์และตัวฟิค จะบอกว่าบางเรื่องบทบาทก็เกินคาด บางเรื่องบทบาทก็คือคนทั่วไปที่มีความรักธรรมดา แต่สิ่งที่คนอ่านอย่างแอนได้มันไม่เคยธรรมดาเลย สิ่งหนึ่งที่แอนชอบฟิคพี่เรียมมากๆเพราะคุณอูในเรื่องทุกๆเรื่องนั้นจริงเสมอ ต่อให้เป็นฟิคแฟนตาซีแค่ไหน ความเป็นไปได้น้อยก็แค่ไหนแต่แอนรู้สึกว่ามันมีจริงๆนะความรู้สึกนี้ เราได้รับรู้มันในโลกความจริงมาแล้วครั้งหนึ่งการอ่านฟิคก็เหมือนการย้ำเตือนความทรงจำของเรา รู้สึกดีมากจริงๆที่กลับมาอ่านฟิคพี่เรียมอีกครั้งก็ยังยิ้มได้ โดยปกติอ่านฟิคพี่เรียมนั้นต้องร้องไห้แต่เรื่องนี้มีแค่น้ำตาคลอ ไม่ใช่ไม่เศร้า มันคือฟิคที่เศร้าแต่ในความเศร้ามันมีความรักของคนสองคนมันเลยทำให้ไม่เศร้า ได้อ่านพาร์ทนี้คือยิ้มทั้งน้ำตา และก็ฉุกคิดคำพี่เรียมได้ว่า จริงๆต้องมีคนตายน่าจะพีค แอนว่ามันคงพีคมากๆเพราะถ้าอูยองตายนี่คงไม่ใ่แค่น้ำตาคลอแต่อาจจะถึงกับน้ำตาร่วงแบบที่ผ่านๆมา แต่ว่าการที่จบแบบนี้ก็พีคเหมือนกัน อย่างน้อยก็เป็นตอนจบที่แอนไม่เจอบ่อยนักในฟิคพี่เรียม เพราะบางทีการอ่านฟิคเราก็จะเดาทางไปเรื่อยๆของพี่เรียมแอนก็เดาทางไปเรื่อย มันทั้งตื่นเต้นและสนุก และขอบคุณมากๆค่ะที่จบแบบนี บางทีมันอาจเป็นบทจบที่สวยงามนะ และสิ่งที่มากกว่าคือรู้สึกว่าอบอุ่น ต่อให้เนื้อเรื่องเหมือนถูกอากาศอัดในที่แคบแต่เอาจริงๆมันก็ทำให้เรามีลมหายใจ อ่านฟิคจบก็ได้แต่คิดว่า.. ต่อให้ฟิคแฟนตาซีเหลือเชื่อยังไงแต่ความเป็นคุณอูมันจริงเสมอ.. ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ :))

    1. คุณอูมันจริงเสมอ เพราะคุณอูมันเรียลเสมอค่ะ ถึงแม้จะอยู่ในโลกแฟนตาซีที่มีมนุษย์หมาป่า ถึงแม้จะมีแฟน จะแต่งงาน… ก็ยังเรียลเสมอ 55555

      ตามชื่อเรื่อง in another world มันคือฟิคที่อิงความจริง อิงความสัมพันธ์ของ2pm แค่มีฉากหลังเป็นอีกโลกนึงเท่านั้นเอง🙂

      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ยาวๆนะคะ ไม่เศร้านะ ฟิคเรื่องนี้จริงๆไม่เศร้าน้าาา

  6. ได้มีโอกาสอ่านแล้วคะ.. โชคดีมาอ่านตอนที่จบไตรภาคแล้ว^.^
    ฟิคคุณเลียมไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆคะ.. แนวคุณเลียมแบบอ่านไปอึดอัดบีบตับไตไส้พุงมากกกกคะ
    เพราะสงสารน้องที่เป็นเมนเราด้วยหนึ่งแระ.. อีกอย่างแนวคุณเลียมเนี้ยมันแบบเศร้าลึกๆฝังในอ่ะคะ..
    แต่มาเรื่องนี้แนวแฟนตาซี่นี้.. แต่งได้อึ้ง&ตะลึงมากๆคะ.. ชอบบบบบคะเหมือนอ่านเรื่องจริงนะ..
    เรื่องจริงที่อาจเป็นไปได้..^_^ ทุกคนในเรื่องเป็นตัวจริงจนน่าตกใจคะ.. โดยเฉพาะคุนวู.. นี่เชื่อในคุนวูมากนะคะ
    และก็จะเชื่อตลอดไปถึงจะประกาสมีแฟนแล้วก็ไม่เกี่ยวคะ..555.. K&W always&forever ^++^
    ในบ่ายมันมีความสัมพันธ์หลายชั้นคะ.. เป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องเป็นครอบครัว.. ตามนั้นคะ..^_^

  7. เรื่องนี้เป็นฟิคที่มีทุกรส ทุกอารมณ์จริงคะ ความสัมพันธ์ของบ่ายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีอะไรจะมาทำลายลงได้ ความสัมพันธ์ที่อบอุ่น..ที่เหล่าฮอทสามารถสัมผัสได้ พี่คิมที่เป็นพี่ใหญ่ที่อบอุ่น พี่คุณที่มีความเป็นห่วงพี่ๆน้อง แทคที่สติปัญญาเป็นเลิศและร่างกายแข็งแกร่ง อูยองที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน จุนโฮที่กระตือรือร้นในทุกเรื่องเหมือนเด็กไฮเปอร์ (แซะเมน..^^) และ
    ชานซองที่แข็งแกร่ง…เชื่อว่าทุกๆเมมเบอร์จะสามารถร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคในทุกๆเรื่องได้..รออ่านภาคต่อไปนะคะ..

  8. แฮปปี้มากๆจริงๆคะ
    อูยองต้องกลับมาเป็นมนุษย์ได้ แต่ถึงไม่กลับมาพี่คุณจะรักอูยองตลอดไปใช่ไหมคะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s