[SF] In Another World (Part II)

In Another World
2PM, Sci-fi, PG-15

 

(PART I)

PART II

 

จุนโฮได้รับคำสั่งให้มาดูแลเครื่องบินขนเสบียงจากสหประชาชาติที่นำมาส่งมอบให้กับผู้รอดชีวิตที่ยังอยู่ที่นี่ พวกเขาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทหารจากอเมริกาเข้ามาสมทบ เกิดสงคราม เพียงแต่กองกำลังของอีกฝ่ายมิใช่มนุษย์ พวกมันแข็งแกร่ง ดุร้าย แต่มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายที่สุดก็เป็นได้ พวกเขาตีต้อน และยึดเมืองใหญ่ๆคืนได้แล้ว รวมทั้งที่นี่ เมืองปูซาน พวกเขา จุนโฮ ชานซอง และมินจุน ถูกส่งมาช่วยรบที่ปูซานในช่วงท้ายๆหลังจากที่พวกเขาผ่านการฝึกระยะสั้นและประจำการที่นี่หลังจากที่ยึดเป็นที่มั่นแห่งสองรองจากโซลได้สำเร็จ

 

จุนโฮยิ้มออกมาเมื่อบานประตูที่ตัวเครื่องเปิดออก มันไม่ใช่แค่การส่งเสบียง แต่นี่คือภารกิจใหม่ ซึ่งพวกเขากำลังรอคอยการมาถึง

 

“ยินดีต้อนรับครับ” จุนโฮเดินเข้าไปหา ชายหนุ่มที่ก้าวลงมาพร้อมทีมงานคนอื่นๆ พวกเขาจับมือกัน ก่อนที่จุนโฮจะปลดด้ามปืนที่สะพายอยู่ลง ก่อนจะโอบกอดพี่ชายที่เขาเคยคิดว่าจะไม่ได้เจออีกแล้ว นิชคุณกลับมา ทั้งๆที่มีสิทธิที่จะหนีไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยที่บ้านของตัวเอง แต่นิชคุณกลับเข้ามาเป็นอาสาสมัครในองค์กรสหประชาชาติ และกลับเข้ามาในเกาหลีอีกครั้ง ด้วยความสามารถทางภาษา และศักยภาพทางร่างกายที่มีความพร้อมอย่างโดดเด่น ทำให้นิชคุณกลายเป็นบุคคลที่องค์กรต้องการตัวเพื่อภารกิจในครั้งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

“คนอื่นๆล่ะ” นิชคุณเอ่ยถาม เมื่อพวกเขาเดินเข้าสู่พื้นที่พักพิง

 

“ชานซอง กับพี่มินจุน ดูแลผู้หลบภัยอยู่ที่เต๊นท์ทางนู้นครับ” จุนโฮตอบ

 

“แทคยอน.. อูยองล่ะ”

 

จุนโฮหยุดนิ่ง นิชคุณถามถึงสองคนนั้นเสมอ ทุกครั้งที่เขาเดินทางมาพร้อมเครื่องบินที่บรรทุกอาหารและยาสามัญมาเต็มลำ ราวกับว่าเขารอคอยให้สักวันหนึ่งคำตอบนั้นจะเปลี่ยนไป

 

“เรายังไม่ได้ข่าวพวกเขาเลยครับ” จุนโฮตอบเหมือนทุกครั้ง และยังคงไม่เคยกล้าสบตานิชคุณแม้แต่สักครั้งเดียว เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขา ราวกับเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน พวกเขานั่งรวมกันอยู่ในห้องประชุมของบริษัท ต่างคนต่างเป็นกังวลในเรื่องของตนเอง พวกเขาเติบโตมาด้วยความใฝ่ฝันของการเป็นนักร้อง แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป สงครามเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า และยื่นมือมาเชื้อชวนให้เขาเข้าร่วมอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ พนักงานของบริษัทได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต่อประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาล แต่พนักงานบางส่วนซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวของพวกเขา ยังคงทำงานให้เขาอย่างเต็มใจเพื่อดูแลเขาในฐานะศิลปินเป็นครั้งสุดท้าย รวมถึงดูแลไปถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย ทุกอย่างถูกจัดการภายใต้ข้อจำกัดมากมายในภาวะการณ์เช่นนี้เพื่อรับรองความปลอดภัยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แก่ครอบครัวของศิลปินในค่าย พี่มินแจกลับเข้ามาราวๆหนึ่งทุ่ม หลังจากไปส่งนิชคุณที่สนามบิน เครื่องของนิชคุณออกไปได้ไม่นาน ก่อนที่ข่าวร้ายจะถูกถ่ายทอดผ่านทางสื่อทุกทางเท่าที่ยังสามารถปฏิบัติงานได้ พวกมันบุกเข้ามาแล้ว ไม่มีพื้นที่เขตกักกันที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมาในตอนเช้าอีกแล้ว ทุกคนที่อยู่ที่นั่น ถูกประกาศว่าไม่มีผู้รอดชีวิต รวมถึงแทคยอนและอูยองด้วยเช่นกัน

 

มันเริ่มมีการพูดคุยเกี่ยวกับภารกิจนี้ตั้งแต่พวกเขามาประจำการที่ปูซาน แดกูคือเป้าหมายต่อไปที่เกาหลีใต้ต้องการเคลียร์พื้นที่และยึดกลับคืน ไม่เหมือนภารกิจที่ปูซาน แดกูเก็บงำความหวังบางอย่างเอาไว้ ที่ดึงดูดให้พวกเขาเข้าร่วมภารกิจในทันที การประชุมเริ่มขึ้นหลังอาหารเย็น ถึงแม้บรรยากาศจะเคร่งเครียด แต่กลับผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาด ราวกับบรรยากาศของสงครามทั้งหมดมันบางเบาลง เมื่อพวกเขามานั่งล้อมวงกันอีกครั้ง นิชคุณ ชานซอง มินจุน และจุนโฮ เกือบจะเหมือนสมัยที่พวกเขายังเป็นนักร้อง ที่พวกเขาจะพูดคุยกันถึงเพลงในอัลบั้มใหม่ คอนเซปต์จะเป็นยังไง พวกเขาพูดคุยถึงเพลง ท่าเต้น รวมถึงเสื้อผ้า และทรงผม ในขณะที่หัวข้อในวันนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างลิบลับ

 

“ในช่วงที่เราถูกโจมตี2-3อาทิตย์แรก มีรายงานว่ามีการกระจายข่าวเรื่องสถานที่หลบภัยในแดกู และจากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่ออาทิตย์ก่อน เราเชื่อว่ามีผู้รอดชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นกลุ่มใหญ่” นิชคุณทำหน้าที่ในการเป็นล่ามแปลในการประชุมครั้งนี้

 

“แต่ที่น่าสนใจคือ เรายังตรวจพบว่ามีการกระจุกตัวอยู่ของพวกหมาป่าอย่างน่าสนใจ”

 

“ทั้งๆที่มีผู้คนอยู่ ทำไมมันถึงไม่โจมตี” มินจุนพูดความคิดของตัวเองออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

 

“นั่นคือสิ่งที่แปลกใช่มั้ยล่ะ” ศาตราจารย์โรเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวพันธุกรรมยิ้มให้มินจุน เขาเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ เป็นมันสมองหลักของกองทัพเกาหลีใต้เพื่อต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้กลายเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งสุนัข

 

“มันรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น หนาแน่นจนเกินไป ในขณะเดียวกัน ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน”

 

“เหมือนกับว่าปกป้องอะไรบางอย่างอยู่” นิชคุณแปล “ไม่ให้พวกเราเข้าไปถึง”

 

ศาตราจารย์โรเบิร์ตยกยิ้มที่มุมปาก เขาเลื่อนสไลด์เผยให้เห็นภาพของชายชาวเกาหลีคนหนึ่ง

 

“คิมอูบิน ศาตราจารย์คิมอูบิน ถูกลักพาตัวเข้าไปในเกาหลีเหนือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และหนีออกมาได้ เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทีอยู่ในปัจจุบันของเขามากนัก ไม่มีรายงานว่าเขาเสียชีวิตแล้วหรือไม่ แต่มีเบาะแสที่บ่งชี้ว่าหลังจากเขาหนีกลับมาที่เกาหลีใต้ เขาหลบไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่แถบชนบทแถวเมืองแดกู”

 

“จากรายงานที่ได้บันทึกข้อความของเขาไว้ในช่วงที่เขาหลบหนีออกมาได้ใหม่ๆ เขาได้ช่วยเกาหลีเหนือคิดค้นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่ง”

 

จุนโฮขยับตัวอย่างสนใจ เมื่อได้ยินคำพูดของนิชคุณที่แปลออกมาอย่างรวดเร็ว

 

“คิมอูบินมีความหลงใหลเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านของเกาหลี”

 

“กูมิโฮ” จุนโฮปล่อยให้คำที่คุ้นริมฝากเล้นออกมา “ปีศาจจิ้งจอก ครึ่งมนุษย์ ครึ่งสุนัข”

 

นิชคุณพยักหน้า เขาเลื่อนสไลด์ถัดไป

 

“ความหลงใหลของเขา ทำให้เขาเขียนงานวิจัยชิ้นหนึ่งขึ้นมา ‘ความเป็นไปได้ของกูมิโฮในศตวรรษที่20’ มันถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง เขาศึกษาความเป็นไปได้ของการตัดแต่งพันธุกรรมของมนุษย์และสุนัขป่าเข้าด้วยกัน มันเป็นที่ฮือฮาทีเดียวในช่วงแรกๆทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และจริยธรรม แต่มันก็เงียบหายไป พร้อมๆกับการหายตัวไปจากเกาหลีใต้ของคิมอูบิน”

 

ภาพบนสไลด์แสดงผลงานวิจัยของอูบินซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงพันธุกรรมในมนุษย์

 

“แล้วเขาอยู่ที่นั่น?” ชานซองเอ่ยถาม

 

“นายคิดว่า พวกมนุษย์หมาป่ากำลังปกป้องอะไรอยู่ล่ะ อะไร หรือใคร ที่อาจจะรู้ความลับ รู้จุดอ่อน ใครที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา”

 

นิชคุณเปิดคลิปเสียงการให้ปากคำของคิมอูบิน ในช่วงที่หนีกลับมาได้ เสียงแหบแห้งนั้นพูดด้วยน้ำเสียงลุกลน มันอาจฟังดูคล้ายคนที่ตื่นกลัว แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ทำให้ทุกคนในห้องขนลุกชันขึ้นมาคือความตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น

 

“พวกเขารู้ รู้ว่าผมทำมันได้ และเขาต้องการมัน เขาดูแลผมอย่างดี พวกเขาจัดห้องแลปให้ผม ผมได้ทุกสิ่งที่ผมต้องการสำหรับการสร้างงานชิ้นนี้ มันแทบจะสมบูรณ์แบบเลยล่ะ อาวุธหรอ ไม่ๆ มันยิ่งกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ซะอีก มันคือการวิวัฒนาการ… อีกครั้ง… ของมนุษย์”

 

 

 

นิชคุณพลิกตัวไปมาภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่ดูจะไม่เพียงพอสำหรับเดือนธันวาคมของประเทศเกาหลี ขาเตียงลั่นเอี๊ยดตามการขยับตัว หัวใจของเขาเต้นถี่เร็วเมื่อความคิดดำเนินไปถึงการเดินทางในวันพรุ่งนี้ โดยไม่รู้ตัวเขาสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงนาฬิกาปลุกซึ่งบอกเขาว่ามันได้เวลาแล้ว

 

เมื่อเขาก้าวออกจากเต๊นท์ลมหนาวพัดวูบมาทักทายเขาเป็นอย่างแรก ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากกำแพงโดยรอบค่ายที่เปิดสว่างตลอดคืนเพื่อเฝ้าระวัง เขากระชับเสื้อคลุมและสะพายกระเป๋าก่อนจะเดินไปที่จุดนัด ฮวางชานซอง และจุนโฮอยู่ที่นั่นแล้ว พวกเขากำลังจัดสัมภาระ และมินจุนก็ตามมาอีกไม่นานนัก ชานซองขนของขึ้นรถ ร่วมกับทหารอาสาสมัครคนอื่นๆ

 

“อย่างที่รู้ว่าเราไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มร้อยนักสำหรับภารกิจนี้” มินจุนเอ่ย

 

“เรามีอาวุธพอแค่ป้องกันตัว ไม่ใช่ออกรบ”

 

นิชคุณหัวเราะเมื่อรับปืนพกจากมินจุน “ฉันไม่ได้คิดไปรบกับใครอยู่แล้ว”

 

“แต่ข้างนอกนั่น ไม่ต่างอะไรกับสนามรบหรอกนะ” มินจุนถอนหายใจ

 

“พี่แน่ใจนะ ผมหมายถึงพี่ไม่จำเป็นต้องออกไป”

 

“ภารกิจนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหประชาชาติไม่ใช่หรอ ถ้าฉันไม่ไป แล้วใครจะเขียนรายงานล่ะ” นิชคุณตอบจุนโฮที่มองมาอย่างเป็นกังวล

 

ชานซองบีบบ่าของนิชคุณโดยไม่พูดอะไร

 

จุนโฮเอ่ยอีกครั้ง ด้วยเสียงแผ่วเบา พอให้พวกเขาได้ยินกันแค่สี่คน

 

“พี่คิดว่าอูยองกับแทคยอนจะอยู่ที่นั่นใช่มั้ยครับ” เหตุผลที่พวกเขากระโดดมาร่วมในภารกิจนี้ในทันที มันเป็นเพราะข่าวลือที่ว่ากันว่าแดกูเป็นจุดมุ่งหมายสุดท้ายสำหรับผู้รอดชีวิต ก่อนจะถูกปิดล้อมด้วยฝูงหมาป่า จนไม่มีใครเดินทางเข้าไปได้อีก พวกเขาได้ยินเรื่องนั้น และนิชคุณก็คงได้ยินมาเช่นกัน

 

“ฉันหวังอย่างนั้น” นิชคุณตอบ ด้วยลมหายใจซึ่งปะทะความเย็นจนเป็นควันไอ

 

 

รถหุ้มเกราะที่บรรจุพลทหารห้านาย และเจ้าหน้าที่พิเศษจากองค์กรสหประชาชาติ แล่นอย่างช้าๆ ผ่านด่านทหารที่ตั้งกั้นเป็นระยะ พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกัน จนเมื่อถึงประตูสุดท้าย ซึ่งเปิดให้พวกเขาออกสู่ภายนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มกันอย่างสมบูรณ์ อากาศเย็นจัด ในขณะที่มือของพวกเขาชื้นเหงื่อ มินจุนมองสบตากับนิชคุณ ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

“เหมือนสมัยก่อนเลยนะ”

 

นิชคุณยิ้มตอบ เมื่อนึกถึงสมัยก่อนที่พวกเขาจะเดบิ้วต์ พวกเขาผ่านรายการโชว์ซึ่งจับพวกเขาไปฝึกทหารท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบ พวกเขาถูกปลุกให้ออกไปวิ่งอยู่กลางหิมะแต่เช้ามืด นิชคุณมองผ่านหน้าต่างรถหิมะเริ่มโปรยลงมาเบาๆ พวกเขากำลังเริ่มออกวิ่งในเช้ามืดของวันที่อากาศเย็นเฉียบอีกครั้ง

 

“ผมเคยดูด้วยนะ” ทหารคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกัน “รายการนั้นน่ะ”

 

“อ่า พวกเราดูน่าอนาถมากเลยนะ” ชานซองหัวเราะออกมา

 

“จะว่าไปก็คิดถึงตอนนั้นเหมือนกันเนอะ” จุนโฮร่วมด้วย

 

เสียงหัวเราะทำให้บรรยากาศในรถเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น จากการนิ่งเงียบอย่างเป็นกังวล พวกเขาเริ่มพูดคุยถึงอดีต ความทรงจำกลายเป็นสิ่งมีค่าที่ใช้เพื่อปลอบโยนปัจจุบันที่โหดร้าย มีประโยคที่ขึ้นต้นด้วย จำได้ไหม ตอนนั้นที่… หรือฉันเคยทำอย่างนั้นด้วยนะ… แล้วตอนนั้นก็…. เรื่องเล่ามากมายถูกเล่าออกมาเพื่อเปลี่ยนแปลงถนนที่ว่างเปล่าในอากาศที่หนาวเหน็บให้อบอุ่นขึ้นได้บ้าง ไฟสองข้างทางที่เคยเปิดสว่างดับไปหมดแล้ว ไม่มีการจ่ายไฟฟ้าที่พื้นที่นอกเมืองอีกต่อไป ตึกแถวนี้ถูกทำลายด้วยผลจากการรบเพื่อชิงพื้นที่ ระเบิดหลายลูกลงจนอาคารก่อนสร้างเหลือเพียงแต่เสายืนอยู่ไม่กี่ต้น รวมทั้งถนน ที่ในที่สุดพวกเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากถนนพังจนไม่สามารถขับผ่านได้ ล้อรถบดลงบนพื้นดินปนก้อนกรวดซึ่งเริ่มปกคลุมด้วยหิมะบางๆ

 

มินจุนกำลังพูดถึงบ้านเกิดของตัวเองที่แดกู ตอนที่จู่ๆรถก็หักเลี้ยวอย่างกระทันหัน เสียงคำรามดังขึ้นจากด้านนอก ถึงแม้ว่าในห้องผู้โดยสารด้านหลังจะมองไม่เห็น แต่พวกเขาแน่ใจได้ว่าพวกเขากำลังหักหลบอะไร ทั้งหมดปลดล็อกไกปืนอย่างอัตโนมัติ ขณะที่รถทำความเร็วพุ่งตรงขึ้นทางทิศเหนือ เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยจางหายไปแล้ว ราวกับหายนะมาเคาะประตูเรียกพวกเขาให้ตื่นจากความฝัน

 

ตึง!

 

เสียงของวัตถุขนาดใหญ่ที่กระแทกเข้ากับตัวรถ จนพาหนะที่วิ่งมาด้วยความเร็วส่ายเซ มันหมุนอยู่ครึ่งรอบ ก่อนจะกลับมาทรงตัวได้อีกครั้ง แต่ช่วงขณะนั้นเอง น้ำหนักมหาศาลก็กระโจนขึ้นบนหลังคา ขนท้ายทอยของสิบชีวิตในรถลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงกรงเล็บตะกุยลงบนโลหะเหนือศีรษะของพวกเขานี่เอง ล้อบดลงบนพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะบางๆเพื่อพาชีวิตของพวกเขาให้รอดอย่างไร้ทิศทาง พวกเขากลั้นลมหายใจ มันยังเกาะอยู่ข้างบนนั่น และยังมีอีกนับสิบตัวที่วิ่งตามมา

 

รถขับส่ายเซไปมาราวกับเป็นสุนัขเหล็กที่พยายามสลัดเห็บบนตัวออก มินจุนลุกขึ้นยืนพร้อมกระบอกปืนที่บรรจุกระสุนพร้อม หลังคารถมีประตูหมุนเพื่อเปิดขึ้นไปด้านบน

 

“ฉันจะนับสาม” เขาบอกจุนโฮ ถึงแม้ว่าใบหน้าของจุนโฮจะซีดเผือด เขาก็พยักหน้ากลับอย่างมุ่งมั่น จุนโฮหมุนปลดเกลียวล็อกของช่องด้านบนมันส่งเสียงดังคลิ้ก มินจุนถือปืนจ่อไปที่ประตูก่อนจะนับ “1… 2… 3..”

 

จุนโฮเหวี่ยงประตูเปิดออก ศีรษะขนาดใหญ่โตที่ปกคลุมด้วยเส้นขนหยาบกระด้างมุดเข้ามามันส่งกลิ่นเหม็นสาบอย่างน่าสะอิดสะเอียน ดวงตาสีแดงก่ำจ้องมองอย่างกระหายเลือด เป็นครั้งแรกที่นิชคุณได้เห็นมันใกล้ๆขนาดนี้ เขามองสบดวงตาอันน่าหวาดกลัวของมันตอนที่มินจุนลั่นไกปืน กระสุนโลหะพุ่งเข้าไปกลางใบหน้าที่กำลังแสยะเขี้ยวอย่างน่าสมเพช หัวใจของเขากระตุกและร่างกายก็พลันเย็นเฉียบ วูบหนึ่งของแววตาของสัตว์ร้ายก่อนจะสิ้นชีวิต มองจ้องมาที่เขาราวกับจะอ้อนวอน ก่อนจะกลายเป็นว่างเปล่า เลือดสีข้นที่ส่งกลิ่นเหม็นไหลปนมากับเศษสมองหยดลงที่พื้นรถ ชานซองใช้ด้ามปืนดันซากที่เหม็นเน่านั่นออกไป รถหยุดส่ายแล้ว แต่ยังคงวิ่งด้วยความเร็วสูง พวกเขาได้ยินเสียงหอน และเสียงคำรามระงมจากข้างนอก

 

“มีพวกที่วิ่งตามมาอยู่” ชานซองพูด “ต้องสลัดมันออก”

 

“เราไม่ได้มารบนะ” จุนโฮแย้ง

 

“เราก็ไม่ได้มาเป็นอาหารของพวกมันเหมือนกัน วิ่งกรูมาขนาดนั้น ได้รุมกินโต๊ะเราแน่”

 

ชานซองปีนขึ้นไปที่ช่องเหนือตัวรถ อากาศภายนอกเย็นจัด แต่เหงื่อกลับซึมชื้นทั่วไรผม ดวงตาวาวโรจน์วิ่งอยู่รอบพาหนะของพวกเขา นิ้วมือเย็นเฉียบของเขาเกี่ยวไกปืน ขณะที่เล็งออกไปในความมืด กระสุนของชานซองแม่นยำ แต่ร่างกายของสัตว์ประหลาดที่หลุดมาจากนรกไม่ใช่สิ่งที่ยอมศิโรราบต่อคำตัดสินชีวิตได้ง่ายๆ พวกมันไม่รู้จักความเจ็บปวด ทางเดียวที่จะปลิดชีวิตมันคือกระสุนต้องพุ่งตัดอวัยวะสำคัญสมองหรือหัวใจ หรือไม่เช่นนั้นพวกมันจะหยุดก็ต่อเมื่อร่างกายถูกทำลายจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก ชานซองจัดการทุกตัวที่อยู่ในรัศมีที่เข้าใกล้รถจนล้มลงหมด ระยะห่างของตัวที่ใกล้สุดพอให้แน่ใจได้ว่ามันจะไม่กระโจนเข้ามาเมื่อพวกเขาเปิดประตูที่ท้ายรถ นิ้วมือที่แข็งแกร่งยังคงวางเล็งพร้อมลั่นไก หากมีอะไรไม่คาดคิดพุ่งออกมาจากทิศทางใดก็ตาม ประตูด้านหลังเปิดออก มินจุนเล็งเครื่องยิงระเบิดไปด้านหลัง ที่ๆดวงตากระหายเลือดเหล่านั้นซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดที่หนาวเย็น เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมแสงไฟสว่างวาบ ไอเพลิงลุกโชน ดูดอากาศเย็นยะเยือกเข้าไปในห้วงไฟร้อนระอุ วิญญาณร้ายกรีดร้องเมื่อถูกเปลวเพลิงเผาไหม้

 

“กลับเข้าไปในรถ ปิดประตูๆ” ในขณะที่พวกเขากำลังเฝ้ามองภาพความเสียหายของการระเบิดที่กำลังทิ้งห่าง ชานซองซึ่งเฝ้าระวังอยู่ด้านบนก็ตะโกนขึ้น ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เขาไม่เคยเห็นพวกมันมากขนาดนี้ กำลังวิ่งมาจากทุกทิศทาง

 

นิชคุณซึ่งยืนอยู่ด้านในสุด กำกระบอกปืนด้วยนิ้วมือที่ชื้นเหงื่อ ท่ามกลางกองเพลิงที่ลุกไหม้ เบื้องหลังเป็นเงาดำของฝูงหมาป่านับสิบนับร้อยตัวที่กำลังวิ่งไล่หวดสุดชีวิต พวกมันกระโจนข้ามเปลวไฟ ส่งเสียงคำรามและเห่าหอนอย่างบ้าคลั่ง

 

จุนโฮคว้าบานประตูเหล็กด้วยมือข้างเดียว เขาใช้แรงทั้งหมดเพื่อจะกระชากให้มันปิดลง เขาเคยบาดเจ็บจากการซ้อมเต้นเมื่อนานมาแล้ว อดีตที่บางเบาราวกับความฝัน ถูกกระตุ้นขึ้นอีกครั้งด้วยความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาจากการออกแรงอันผิดท่าผิดทาง เขากัดฟันในขณะที่ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมาที่เขาในขณะที่เขาเหวี่ยงบานประตูให้ปิดลง

 

ชานซองพยายามเคลียร์พื้นที่ด้านหน้า เพื่อให้พวกเขาสามารถวิ่งต่อไปได้ เพราะการหยุดชะงักแม้เพียงเสี้ยววินาที นั่นหมายถึงว่าพวกเขาจะถูกล้อมอย่างสมบูรณ์ แต่เพราะจำนวนของพวกมันที่มากเกินไป หมาป่าตัวนึงกระโจนขึ้นมาที่หน้ารถ เขาได้ยินเสียงโลหะซึ่งถูกกระแทกจนบุบ รถที่สูญเสียการควบคุมในฉับพลันหมุนเคว้ง ชานซองมีเวลาตัดสินใจเพียงไม่กี่เสี้ยววิ เขาต้องกลับเข้าไปในตัวรถ ก่อนที่รถจะกลายเป็นกระป๋องเหล็กที่ตีลังกาหมุนตลบ และร่างของเขาจะถูกเหวี่ยงออกไปเป็นอาหารสัตว์ ในไม่กี่เสี้ยววินั้น ตอนที่เขาปลดล้อกตัวเองให้กลับลงไปด้านล่าง เขาเห็นหมาป่าตัวหนึ่งเส้นขนสีขาวแตกต่างจากตัวอื่นๆ ดวงตาสีน้ำตาลทองเป็นประกาย กระโจนเข้าใส่หมาป่าสีดำที่รุมอยู่หน้ารถ มันเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาที จนเหมือนกับเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ตัวเขาสร้างขึ้นเองจากจิตใต้สำนึกที่โหยหาความหวังอันริบหรี่ เขากลับเข้ามาในรถ คาดเข็มขัดเข้ากับที่นั่ง ทุกคนหลับตาแน่นและเริ่มภาวนาเมื่อพาหนะของพวกเขาเริ่มพลิกกลับด้าน

 

 

 

 

ในชั่วขณะเล็กๆ เขาเชื่อจริงๆว่าเขาอยู่ที่โรงแรมสักแห่งหนึ่งระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต เตียงที่เขานอนนุ่มสบายและอบอุ่น เสียงฝีเท้าเดินย่ำไปมาอยู่ที่ปลายเตียง ไม่บ่อยนักที่อูยองจะตื่นก่อนเขา อูยองจะเริ่มแปรงฟันในห้องน้ำ เดินออกมาหยิบเสื้อผ้า นั่งลงที่ปลายเตียง เขาได้ยินเสียงที่เหมือนจะพูดคุยกับเขา เป็นประโยคคำถาม แต่เขาจับใจความของมันไม่ได้ เขาพยายามขยับตัว แต่ความง่วงงุนกำลังจะกลืนเขาไปอีกครั้ง เขาอยากคุยกับอูยองก่อน เขาพยายามจะตอบ พยายามจะลืมตา ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่าความทรงจำเหล่านั้น มันอยู่ห่างไกลจากโลกที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้แค่ไหน มันน่าตลกที่ในความฝันเขาพยายามจะตื่นเพื่อที่จะได้เจออูยอง แต่เมื่อเขาตื่นจริงๆอูยองกลับกลายเป็นได้แค่ความฝัน

 

“อ..อูยอง” นิชคุณสะดุ้งตื่นขึ้นในห้องที่ไม่มีอะไรคุ้นตาเขาเลยสักอย่างเดียว เขานอนอยู่บนเตียงที่นุ่ม และอุ่นจริงๆ แต่นอกจากนั้นห้องที่รายล้อมด้วยชั้นหนังสือเต็มผนัง เว้นแต่เพียงผนังด้านเดียวที่ถูกคลุมด้วยม่านกำมะหยี่สีเลือดหมู แสงที่ลอดมาตามขอบของผ้า ทำให้เขาเดาว่าหลังม่านนั้นเป็นประตู หรือหน้าต่างบานใหญ่ ห้องนี้ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะบอกได้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

 

เมื่อเขาเริ่มขยับตัว นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกถึงความติดขัดที่ผิดปกติ เขารั้งผ้าห่มออกจากตัว ในขณะที่พยายามยันตัวขึ้นนั่ง ขาขวาของเขาถูกปกคลุมด้วยเฝือกสีขาวเหมือนดักแด้ ภาพเหตุการณ์สุดท้ายที่เขาจดจำได้หลั่งไหลกลับเข้ามาในความทรงจำของเขาอย่างรวดเร็ว จนชวนให้คลื่นไส้ รถของพวกเขาพลิกคว่ำ เขาจำความเจ็บปวดที่ขาข้างขวาได้เมื่อมันหันไปผิดรูปผิดร่างจากการหมุนกระแทก เสียงเห่าหอน และเสียงคำรามดังก้องไปในโสตประสาท ความหวาดกลัวที่อัดอั้นอยู่ในกล่องโลหะที่ตีลังกาพลิกคว่ำ ชานซองและจุนโฮสะอื้นไห้เบาๆในขณะที่พวกเขาเอื้อมมือไปหากัน ร่างของมินจุนไม่ไหวติงถูกรั้งให้อยู่ติดกับเบาะที่นั่งด้วยเพียงเข็มขัดนิรภัย ศีรษะของเขาพับห้อยลงพร้อมบาดแผลจากแรงกระแทกที่มีเลือดไหลซึม มินจุนสลบไปในทันที โดยที่พวกเขาไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบาดแผลของพี่ใหญ่ของพวกเขานั้นรุนแรงแค่ไหน พวกเขาไร้ซึ่งทางหนี และอีกไม่นาน พวกเขาจะกลายเป็นเพียงอาหารกระป๋องสำหรับมนุษย์หมาป่า

 

มันเป็นช่วงเวลาที่ทรมาณที่สุดในชีวิต เหมือนกับว่าเขากำลังเดินเข้าสู่ความตาย พวกเขาหวาดกลัว จนไม่อาจหวาดกลัวได้อีก เจ็บปวดจนไม่อาจรู้สึกเจ็บปวดได้อีก อากาศเย็นยะเยือกปกคลุมราวกับจะแช่แข็งพวกเขาทั้งเป็น สมองเริ่มเฉื่อยชาและง่วงงุน ขาของเขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อบานประตูเปิดออก และแสงแดดอุ่นๆส่องลอดเข้ามา เขามีเพียงคำถามเดียวในใจ ความตายมันก็เป็นเพียงแค่นี้ใช่มั้ย พวกเขาเพียงแค่ตายจากโลกหนึ่ง เพื่อไปใช้ชีวิตต่ออีกโลกหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ตัวว่าได้ตายจากโลกใบเก่าไปแล้ว

 

 

“พี่ตื่นแล้ว” เสียงสดใสของจุนโฮปรากฏขึ้นจากประตูบานเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางชั้นหนังสือ แขนขวาของจุนโฮถูกเข้าเฝือกไว้ทั้งหมด มีผ้าคล้องแขนเพื่อประคองไว้ แต่จุนโฮดูร่าเริงทีเดียว

 

“ได้เวลาข้าวเย็นพอดี”

 

“เราอยู่ที่ไหน” นิชคุณพบว่าเสียงตัวเองแหบแห้ง เขาเริ่มสงสัยว่าเขาหลับไปนานเท่าไหร่

 

“ยินดีต้อนรับสู่แดกู โฮมมี่” อีกเสียงแทรกเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

“แทคยอน..” นิชคุณมองร่างสูงที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ถึงแม้สีผิวดูจะคล้ำลงไปบ้าง แต่เขามั่นใจได้ในทันที ว่าไม่มีทางเป็นใครอื่นได้ แทคยอนตอบรับการทักทายอย่างสับสนของเขา แล้วเดินเข้ามาสวมกอด แทคยอนผอมลง และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ

 

“นายอยู่ที่นี่จริงๆ” นิชคุณเอ่ย เขาตบหลังเพื่อนรักของเขา

 

แทคยอนปล่อยเขา แต่ยังคงใช้มือจับหัวไหล่ของเขาเพื่อพยุงร่างที่มีขาใช้งานได้เพียงข้างเดียวไม่ให้เซล้มไป นิชคุณมองไปที่ประตู เขาคาดหวังให้ใครอีกคนเดินเข้ามา รอยยิ้มที่ซีดจางลงของจุนโฮที่ยืนอยู่ข้างประตู ทำให้ความหวังเหล่านั้นสลายไป

 

“อูยองล่ะ” เขาสบตาของแทคยอน ฝ่ามือหนาของแทคยอนบีบที่หัวไหล่เขาเบาๆ ก่อนจะส่ายศีรษะ แทคยอนก้มหน้านิ่ง ในขณะที่จุนโฮหันมองไปทางอื่น

 

“ตอนที่พวกมันบุกเข้ามาในค่ายกักกัน ฉันพลัดหลงกับอูยอง ฉันหนีออกมาได้ แต่เขา…”

 

“นายทิ้งเขาหรอ นายบอกว่าจะดูแลอูยองไง นายบอกว่านาย..” นิชคุณตะคอกใส่แทคยอน

 

“พี่คุณ” จุนโฮจับแขนของนิชคุณไว้ เสียงของเขาสั่นสะอื้น

 

นิชคุณมองหน้าแทคยอน แววตาที่มองตอบกลับมาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดซึ่งเขาไม่ควรไปซ้ำเติมลงไปอีก เขาผิดหวังแต่เขาไม่ได้ผิดหวังในตัวแทคยอน ไม่เลย เขาเชื่อว่าแทคยอนทำดีที่สุดแล้ว และเขาไม่ควรเอาความเจ็บปวดที่เขาถือไว้ไปลงที่ใคร มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มันไม่ใช่ความผิดของแทคยอนเลย “ฉันขอโทษแทค ฉันขอโทษ”

 

“ไปเถอะ อาหารเย็นพร้อมแล้ว และฉันเชื่อว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลย”

 

ระหว่างทางไปห้องอาหาร ไม่ได้ไกลจากห้องที่เขาพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมานัก แต่เขาเชื่อว่าเขาอยู่ในคฤหาสถ์ขนาดย่อมๆเลยทีเดียว ทุกคนอยู่ที่นั่นแล้ว เป็นภาพที่ถึงแม้หัวใจของเขาจะเหนื่อยล้ามากเพียงไหน แต่การได้กลับมารวมกันอย่างนี้มันก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้ มินจุนนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ศีรษะของเขามีผ้าพันแผลพัน ในขณะที่ชานซองที่ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บอะไร กำลังจัดจานอาหารบนโต๊ะ ทหารอีกสองนายที่มากับพวกเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาแนะนำตัวว่าชื่อแจ็คสันและยองแจ ยองแจมีรอยถลอกที่หัวคิ้วเล็กน้อย ในขณะที่แจ็คสันมีเพียงรอยฟกช้ำ จุนโฮที่เดินนำเข้ามาก่อนเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างมินจุน

 

“เฮ้ คุงคุงงี่” เขาหัวเราะออกมา นานแค่ไหนแล้วที่มินจุนไม่ได้ทักทายเขาอย่างนี้ อันที่จริงเขาค่อนข้างเป็นกังวลเกี่ยวกับมินจุนทีเดียว แรงกระแทกที่ศีรษะของมินจุนดูรุนแรง แต่มินจุนที่ทักทายเขาอย่างสนุกสนานทำให้เขาโล่งใจ

 

ขาของนิชคุณไม่ได้เอื้อให้เขาเดินไปไหนมาไหนนัก และเขาก็ไม่อยากให้แทคยอนต้องพยุงเขาไปไหนมาไหน นิชคุณจึงคว้าเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดและนั่งลง

 

บรรยากาศระหว่างการทานอาหารเป็นไปอย่างผ่อนคลาย หรือถ้าจะเรียกให้ถูกค่อนข้างเอะอะโวยวาย ซึ่งเขาเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาคิดถึงความวุ่นวายอย่างนี้มากแค่ไหน จุนโฮทานข้าวด้วยมือซ้ายเป็นปกติอยู่แล้ว การเข้าเฝือกที่แขนอีกข้างจึงไม่เป็นอุปสรรคมากนัก ยกเว้นต่อการหั่นหรือตัด นิชคุณจึงช่วยตักอาหารเป็นคำๆไว้ให้จุนโฮ ซึ่งก็โดนชานซองแย่งไปทานในเวลาไม่นานนัก ก่อนที่จะโดนจุนโฮที่ถึงแม้จะมีแค่มือเดียวฟาดหลังจนสำลัก การทะเลาะกันของคู่มังเน่เรียกเสียงหัวเราะให้แก่สมาชิกที่เหลือ

 

“ผมอายุยี่สิบเอ็ด” แจ็คสันตอบ เมื่อแทคยอนเอ่ยถาม

 

“ผมเด็กกว่าพี่เขาปีนึงครับ” ยองแจกล่าว

 

“พวกนายยังเด็กอยู่เลย” มินจุนพูดขึ้น “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ”

 

“ครอบครัวของผม.. พ่อ แม่ และพี่ชายของผม” ยองแจใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจาน “พวกเขาหายไปตอนที่มันเริ่มขึ้น ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมยังอยู่เฉยๆ ผมไม่มีทางเจอพวกเขาแน่ เพราะฉะนั้นถ้าผมมีโอกาส ผมเลยอยากจะออกตามหาพวกเขาครับ พอผมได้ยินเรื่องการตามหาผู้รอดชีวิตที่แดกู อย่างน้อยผมก็มีความหวัง”

 

โดยไม่พูดอะไร นิชคุณ จุนโฮ ชานซอง และมินจุน พวกเขาต่างก็เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มข้างหน้า พวกเขาต่างออกเดินทางบนเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายด้วยความหวังเพียงน้อยนิดว่าจะได้พบคนที่พวกเขาทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

“ผมไม่มีครอบครัวหรอกครับ ผมไม่มีใครอยู่แล้ว” แจคสันยิ้ม “ผมไม่มีใครต้องห่วง พอผมได้ยินอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ผมก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมด้วย”

 

“บางอย่างที่น่าสนใจ?” แทคยอนเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ

 

“ผมก็แค่.. สงสัยน่ะครับ” แจคสันมองสบตาของแทคยอน “เรากำลังเดินผิดทางอยู่รึป่าว กองทัพประกาศสงครามเพื่อรบกับไอ้ตัวพวกนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เราสู้อยู่เลย ผมเลยคิดว่าถ้าเราเจอตัวคิมอูบินก็คงดี ถ้าเราได้เจอเขาเราก็คงได้รู้อะไรมากขึ้น”

 

“คิมอูบิน”แทคยอนทวน

 

“ใช่ ศาตราจารย์คิมอูบิน เราเชื่อว่าเขาเป็นผู้สร้างไวรัสตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อดัดแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ให้กลายเป็นมนุษย์หมาป่า และเราเชื่อว่าเขาอยู่ที่นี่ ที่แดกู” มินจุนหันไปหาแทคยอน

 

“ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาก่อนเลย” แทคยอนเอนพิงพนักเก้าอี้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะครุ่นคิด

 

“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่งั้นหรอ” นิชคุณถาม

 

“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนที่ฉันมาถึงแน่ๆ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเขาเลย” แทคยอนตอบ

 

“งั้นเราก็มาเสียเที่ยวน่ะสิ” จุนโฮถอนหายใจออกมา

 

“เฮ้” มินจุนเตือนน้อง “อย่างน้อยเราก็ได้เจอแทคยอน และผู้รอดชีวิตคนอื่นๆนะ”

 

“เราต้องแจ้งไปที่ฐาน ว่ามีคนอยู่ที่นี่” นิชคุณพูดขึ้น ก่อนจะหันไปถามแทคยอน “นายมีวิทยุสื่อสารมั้ย”

 

“ไม่ ไม่มี เราติดต่อใครไม่ได้เลย” แทคยอนส่ายศีรษะ “พวกเขาสร้างกำแพงล้อมหมู่บ้าน ที่นี่มีทุกอย่างพอเพียงสำหรับการอาศัยอยู่ข้างใน แต่ก็ตัดขาดกับการติดต่อภายนอกโดยสิ้นเชิง”

 

“ที่รถของพวกเรามีวิทยุสื่อสาร มันเป็นไปได้มั้ยที่เราจะออกไปที่นั่น” ชานซองเอ่ยถาม รถของพวกเขาถูกทิ้งไว้ตรงจุดที่พลิกคว่ำ เท่าที่เขาจำได้ตอนถูกช่วยออกมา เขาถูกหามออกจากรถ และขึ้นรถอีกคันนึงเพื่อเดินทางมาที่นี่

 

“มันอันตรายเกินไป” แทคยอนค้าน “พวกนายโชคดีที่รถลาดตระเวนของเราไปเจอเข้า เราไม่ได้รับใครเข้ามาในหมู่บ้านนานแล้ว”

 

“นายพอจะมีวิทยุหรือเครื่องรับสัญญาณอะไรมั้ย ฉันคิดว่าฉันน่าจะลองประกอบมันขึ้นมาได้นะ”

 

“ใจเย็น พังซงแมน นายยังต้องงดการใช้สายตานะ สมองนายเพิ่งกระทบกระเทือนมานะ” แทคยอนเตือน “เอางี้ ฉันจะพยายามหาให้แล้วกัน ตอนนี้พวกนายพักผ่อนเถอะ ให้ดีขึ้นก่อน แล้วค่อยว่ากัน โอเคมั้ย”

 

 

 

คนอื่นๆแยกย้ายกลับห้องพักที่ชั้นบนกันหมดแล้ว แต่เพราะนิชคุณบาดเจ็บที่ขา เขาถึงได้พักในห้องนอนที่ชั้นล่างซึ่งเขารู้มาจากแทคยอนว่าจริงๆแล้วมันเป็นห้องหนังสือ หลังจากทานอาหารในห้องอาหาร พวกเขาย้ายมานั่งคุยกันในห้องนั่งเล่นอยู่สักพัก ก่อนที่ไฟจะดับลง ที่นี่มีไฟฟ้าอย่างจำกัด เพราะพวกเขาต้องปั่นไฟเพื่อใช้เอง มีการปล่อยไฟให้ใช้ตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น แทคยอนจุดเทียน และนั่งลงอ่านหนังสือที่เก้าอี้บุนวมข้างเตาผิง ราวกับเป็นเรื่องที่คุ้นชินดี มินจุนขอตัวกลับไปนอนพัก ก่อนที่คนอื่นๆจะค่อยๆทยอยกันตามออกไป นิชคุณจ้องมองเปลวไฟที่โลมเลียไม้ฟืนซึ่งส่งเสียงจากการเผาไหม้เบาๆ ห้องของเขาอยู่ไม่ไกล แต่เขาลังเลที่จะกลับไปนอน อาจเป็นเพราะว่าเขาเพิ่งตื่นไม่นาน หรือเพราะมีบางสิ่งที่รบกวนจิตใจของเขา

 

“นายอยู่ที่นั่นมั้ย”

 

แทคยอนหันมามอง เมื่อนิชคุณเอ่ยขึ้น ถึงแม้นิชคุณจะสามารถพูดเกาหลีได้คล่องแล้ว แต่เวลาที่เขาอยู่กับแทคยอน เขาก็มักจะพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

“ตอนที่มีคนไปช่วยพวกฉันออกมา”

 

“ไม่” แทคยอนตอบ “ฉันอยู่ที่นี่ ทั้งดีใจ ทั้งประหลาดใจ ที่เห็นพวกนายถูกหามเข้ามา”

 

“ฉันคิดว่าฉันเห็นอะไรบางอย่าง” นิชคุณพูดอย่างลังเล เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาพยายามจะแยกมันออกจากความฝัน หรือภาพลวงตาที่เขาคิดไปเอง

 

“นายเห็นอะไร” แทคยอนรอคอยคำตอบ

 

“หมาป่า มนุษย์หมาป่า”

 

“มันอยู่เต็มไปหมดข้างนอกนั้น มันไม่แปลก..”

 

“ไม่” นิชคุณแย้ง “ไม่เหมือนตัวอื่นๆ มันไม่ได้ดูดุร้าย”

 

มนุษย์หมาป่าที่ดุร้าย ที่โจมตีเขา มีเส้นขนสีดำทะมึน ดวงตาสีแดงวาวโรจน์กราดเกี้ยว แต่สิ่งที่เขาเห็น…

 

“ฉันเห็นหมาป่าตัวโตสีขาว มันอยู่ที่นั่น ยืนหลบนิ่งอยู่หลังต้นไม้ จ้องมองกลับมาด้วยดวงตาสีน้ำตาลทอง มันไม่ได้พยายามจะโจมตี มันแค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วมองมาที่ฉัน”

 

“อาจจะเป็นหมาป่าธรรมดาก็ได้”

 

“ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้น แต่ขนาดของมันไม่ใช่สุนัขทั่วไป มันเป็นมนุษย์หมาป่าแทค มนุษย์หมาป่าที่ดูสวย.. และสง่ากว่าตัวอื่นๆที่ฉันเคยเห็นมา”

 

แทคยอนถอดแว่นออก เขาครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะส่ายศีรษะ

 

“เหลวไหลน่าคุณ มันไม่มีอะไรอย่างนั้นหรอก”

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงจากตะเกียงไฟส่องกระทบ ทำให้เงาของลูกกรงเหล็กพาดลงบนร่างเล็ก เจ้าของผิวขาวราวน้ำนมเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตากลมใสสีน้ำตาลอ่อน กลีบปากสีชมพูแย้มเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะวิ่งเข้ามาหา

 

“พวกเขาปลอดภัยแล้วใช่มั้ย” น้ำเสียงตื่นเต้นเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น ขณะที่เขาไขลูกกรงเพื่อเข้าไปข้างใน

 

แทคยอนถอนหายใจ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวม ห้องในชั้นใต้ดินซึ่งถูกล้อมด้วยลูกเกร็งเหล็ก เงียบสงัดในยามค่ำคืน มีเพียงเสียงเครื่องทำความร้อน ซึ่งอยู่อีกฝั่งนึงกำลังทำงานเพื่อให้ความอบอุ่นแก่บ้านทั้งหลัง

 

“ฉันจะทำยังไงกับนายดี” แทคยอนเงยขึ้นมา “พวกเขาไม่พอใจนะ ที่นายหนีออกไปอย่างนั้น”

 

“แต่ว่าทุกคนอยู่ในอันตรายนะครับ”

 

“แต่เราตกลงกันแล้ว นายอยากให้ฉันต้องล่ามนายไว้รึไง เราไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นอีกครั้งไม่ใช่หรอ” แทคยอนขึ้นเสียงดุ

 

“ผมได้ยินทุกอย่าง พี่เข้าใจมั้ยครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น” เสียงที่เจ็บปวดตอบกลับมา “ผมทนไม่ได้หรอกครับ พี่คุณตกอยู่ในอันตรายนะครับ ผมต้องช่วยเขา”

 

“อูยอง..” แทคยอนถอนหายใจ เสียงของอูยองสั่นเทา ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา

 

“ผมปล่อยให้มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาไม่ได้”

 

“ฉันเข้าใจ” แทคยอนลุกขึ้น เขากอดอูยองที่เริ่มร้องไห้ “แต่นายต้องทำตามสัญญาเข้าใจมั้ย”

 

อูยองพยักหน้า

 

“นิชคุณไม่เป็นอะไรแล้ว ทุกคนไม่เป็นอะไร” แทคยอนปลอบอูยองเหมือนปลอบเด็กตัวเล็กๆที่กำลังหวั่นกลัว

 

“ผมอยากเจอเขา” อูยองเอ่ยเสียงแผ่วเบา

 

“อีกไม่นานหรอกอูยอง… อีกไม่นาน”

 

 

 

 

To be continue

 

ฟิคเรื่องนี้อัพเป็นหนังไตรภาคเลยนะครัช
มีปีละภาค เจอกันภาคจบปีหน้านะคะ ถือซะว่าดูหนัง 555555555

ฟิคเรื่องนี้ตั้งใจให้เล่ามิตรภาพของ2PM โดยมีฉากหลังเป็นโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ถ้าพีเอ็มไม่ใช่ไอดอลอีกแล้ว พวกเขาจะเป็นยังไง ความเป็นครอบครัวของพวกเขาจะเป็นยังไง
เป็นจินตนาการของเราที่สุดขั้วไปหน่อย แต่เราเขียนอิงวงจริงๆนะ ;p
ถึงจะตั้งใจเล่ามิตรภาพของทั้งวง แต่คุณอูชิปเปอร์ ก็ยังเป็นคุณอูชิปเปอร์อยู่วันยังค่ำ ขอเค้านิดๆหน่อยๆน่าาา

5 comments

  1. ไรท์แอบโหดอ่ะ ได้ยินว่าไตรภาคดีใจจะมีเรื่องหนุกๆให้อ่านเยอะ พอเจอประโยคต่อมา ปีละภาค 555++
    โอเคถ้าไรท์สัญญาว่าจะมาครบ รีดก็ตั้งตารอค่ะ ^^ น้องยองกลายเป็นมนุษย์หมาป่าขนสีขาวปุกปุยสินะ
    นี่แทคกำลังปกปิดอะไรเมมเบอร์อยู่ชิมิเนี่ย แล้วที่น้องยองยังไม่ดุร้ายเหมือนคนอื่นที่โดนกัด เป็นเพราะอะไรหนอ
    รึว่าแค่โดนกัดแบบถากๆอ่ะ แบบไม่โดนเต็มๆเลย ควบคุมตัวเองได้ไรงี้ รึว่ามีอะไรมากว่านั้น รอลุ้นเรื่องราวตอนต่อไปค่ะ

  2. ตำนานกูมิโฮ ฮรอลลลลลลล ดอกเตอร์คะสร้างทำม๊ายยยยยยยยยย สุดท้ายมาดูสิ ฮืออออ สงสารง่า
    เป็นความรู้สึกที่อ่านละสนุกไปกับลุคที่ดูแปลกๆ ไปของหนุ่มๆ ในเรื่องนี้ เท่ รักชาติ มันดูเป็นอะไรที่เข้มแข็ง ชอบมากเลยคะ นึกภาพแต่ละคนตามครอสไฟเออที่หนุ่มๆ แต่งชุดสายลับทหาร คือมันเลอค่า
    อ่านตอนนี้แล้วคือ ใจจะขาด หลงรักในมิตรภาพของหนุ่มๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า การช่วยเหลือกันในยามลำบาก การเป็นห่วงกัน น้ำตาจิไหลตอนที่พี่คุณถามหาพี่ด้ง… พี่แทคให้คำตอบไม่ได้ แล้วก่อนหน้านั้น สุดยอดมากบ่ายออกมาตามหากันเอง การคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่อ่านแล้วคิดตามเลย
    ด้วยความรักและความผูกพันธ์ของบ่ายที่เราเห็นกันมาคือบ่ายไม่เคยทิ้งกัน รักบ่ายตรงนี้เลย ดีใจที่พี่แทคยังไม่ตาย คิดใจตรงหมาป่าสีขาว…. พี่ด้งใช่ไหม? ฮืออออ มันต้องมีเงื่อนงำอะไรอีกแน่เลย พี่แทคจะทำอะไรพี่ด้ง สัญญานั้นคืออะไร อ๊ากกกกก อยากรู้แล้ววว งือออ พี่ด้งนะ ผมอยากเจอเขา… นิชคุณต้องไม่เป็นอะไร… ด้งรักพี่คุณมากใช่ไหม? เราเชื่อแบบนั้น (นี่คือสิ่งที่คุณวูชิปเปอร์อย่างเราคิด และเราชอบ งือออ) สงสารพี่ด้งงงงงง แล้วที่สะดุ้งอีกอัน อิแจ็คสันนน อิหวังงงงง ฮ่าๆๆ นางจะมาป่วงอะไรไหมคะ? นี่ยังรอลุ้นต่อไป

    ไรท์บอกมาเป็นไตรภาคปีละตอน 😭😭 น้ำตาจิไหล มาบอกกันอย่างนี้รอได้คะ รอ สงสารพี่ด้งง จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง… จะเจอกันแบบไหนนะ?? งืออออ อดใจรอ เป็นกำลังใจให้ไรท์ต่อไปคะ สู้ๆ ค่าา

  3. ตำนานรักกูมินโฮหรือนี่ อ๊ายยยย
    มิตรภาพสวยงามเสมอ หมาป่าตัวนั้นเป็นอูยองจริงๆด้วย
    เพราะอูยองได้รับเชื้อน้อยเลยไม่เป็นไรมาก จะรอติดตามต่อไปนะคะ
    ปีละครั้งก็ยังดี จะได้คิดถึงกับบ่อยๆ ^_^
    //ขอบคุณไรท์เตอร์นะคะที่ แต่งให้อ่าน

  4. เห้ยยยยย อะไรยังไง หมาป่าสีขาวตัวนั้นอูยองใช่มั้ย อูยองไปช่วยเพื่ิอนๆ สินะ แล้วทำไมน้องเป็นหมาป่าสีขาว ไม่ดุร้ายล่ะ หรือว่ารักษาทัน? หืมมมม อะไรยังไงเดาไม่ถูกเลย
    สุดยอดมากเรื่องนี้ อลังการ บู้สนั่น แฟนตาซีอีก ดราม่าเบาๆ อีก บรรยายลื่นไหลดีมากค่ะ ชอบอ่า สมเป็นหนังไตรภาคเลย ขอบคุณนะคะ >_<

  5. โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย.. นี่มันดราม่า งานน้ำตาต้องมา ถ้าถามว่าจะร้องไห้เพราะอะไรก็ความรักของทั้งสองคนนี่แหละ พี่คุณโคตรรักอูยอง เอาจริงๆการกระทำอยู่ในทุกบริบทเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ… อ่านบรรทัดไหนตอนไหนมันก็เป็นอยางนั้น พอเฟดมาที่ชีวิตจริงมันก็เป็นอย่างนี้ อินยิ่งกว่าอิน และโคตรสงสารอูยอง สงสารคนที่ต้องมาทนกับอะไรแบบนี้ สงสารนาง สงสารพี่คุณ… T__________T ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s