letitrain

[Fiction] Let The Rain Fall 5/?

letitrain

“ฉันผ่านการออดิชั่นล่ะ” น้ำเสียงของจุนโฮดูตื่นเต้นขณะที่บอกกับเขา

นิชคุณต้องใช้เวลาสักพัก เพื่อที่จะจับต้นชนปลายจากสิ่งที่จุนโฮกำลังบอกเล่า จุนโฮเคยบอกกับเขาว่าจะมีงานออดิชั่นจากค่ายเพลงที่เกาหลีมาคัดเลือกเด็กจากที่นี่  แต่เท่าที่เขาจำได้ จุนโฮไม่เคยบอกว่าตัวเองจะไปเข้าร่วมด้วย

“ยินดีด้วยนะ” นิชคุณตอบกลับไปทั้งที่ยังสับสน

จุนโฮยิ้มให้เขา ก่อนที่ต่างคนต่างก็ปล่อยให้ความเงียบลอยตัวอย่างเนิบช้าระหว่างการสนทนา เหตุผลที่ทำให้เขาไม่คาดคิดถึงมันมาก่อน มันเป็นเพราะว่า หากจุนโฮผ่านการออดิชั่นขึ้นมา มันก็หมายความว่า…

“ฉันต้องกลับเกาหลี” จุนโฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ เหมือนกับว่ากำลังพูดเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป “ต้องเข้าไปเป็นเด็กฝึก”

ดวงตาเรียวหัวเราะจนเป็นเส้นขีดเล็กๆ “จะได้เดบิวต์รึป่าวก็ไม่รู้”

นิชคุณพยายามจะยิ้มบ้าง แต่มันกลับดูเหมือนว่าเขากำลังกระตุกริมฝีปากแทน ที่จุนโฮพูดออกมาได้อย่างนั้น มันอาจเป็นเพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆก็ได้ เขาเองก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรอ จุนโฮผ่านการออดิชั่น จุนโฮต้องไปเป็นศิลปินฝึกหัด ต้องบินกลับไปที่เกาหลี ความคิดที่กำลังเรียบเรียงอย่างช้าๆ เหมือนเขากำลังจัดเรียงจิ๊กซอว์เข้าด้วยกัน แต่น่าแปลกที่ไม่ว่าจะมองเท่าไหร่ เขาก็ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าภาพที่เขากำลังต่อนั้นคือรูปอะไร ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่อาจเป็นเพราะไม่อาจทำใจให้เข้าใจมันก็เป็นได้

“นายต้องไปเมื่อไหร่”

ริมฝีปากเม้มบาง ก่อนจะตอบออกมาในที่สุด “อาทิตย์หน้า”

“ฉันรู้ว่ามันกระทันหันไปหน่อย แต่พวกเขาอยากให้ฉันเข้าไปเร็วที่สุด…” แววตาของจุนโฮเผยความตื่นเต้นออกมาอีกครั้ง เขาบอกเล่าอย่างกระตือรือร้น

“แล้วฉัน กับนาย..” นิชคุณกำลังจ้องมองจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย นิ้วมือของเขาสั่นเทาที่จะวางมันลงไป

แววตาของจุนโฮวูบไหว ก่อนที่รอยยิ้มอ่อนจางจะระบายบนกลีบปาก “ฉันอยากจะตั้งใจกับมันให้ดีที่สุด”

ภาพที่ถูกประกอบจนเสร็จ แต่นิชคุณไม่เข้าใจ อันที่จริงตอนนี้นิชคุณไม่เข้าใจอะไรเลย

“ฉันคิดว่าพอไปถึงที่นั่นแล้ว ฉันคงยุ่งๆ”

นิชคุณมองสบตาของจุนโฮ เขาไม่เข้าใจ และจะไม่มีวันเข้าใจ ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องแยกกัน อะไรทำให้จุนโฮตัดสินใจไปเกาหลีอย่างง่ายดาย อย่างรวดเร็ว โดยไม่บอกอะไรเขาเลย อะไรที่ทำให้จุนโฮนัดเขาออกมา พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและดวงตาที่เปล่งประกาย ทั้งๆที่สิ่งที่พูดออกมาไม่ต่างจากการบอกลา อะไรถึงยังทำให้จุนโฮยิ้มให้เขาได้ ทั้งๆที่เขากำลังจะเสียคนที่เขารักที่สุดไป

.

“ในที่สุดแม่ก็ได้เห็นหน้าเห็นตาลูกชายตัวเองบ้าง”

หญิงสูงวัยเอ่ยทักเด็กหนุ่มที่เดินลงมาจากห้องนอนที่ชั้นบน ก็ปกตินิชคุณลงมากินข้าวเช้าซะที่ไหน ถ้าไม่รีบร้อนออกจากบ้านแล้วหายตัวไปทั้งวัน ก็คงเป็นวันที่เจ้าตัวกลับบ้านมาดึกดื่นกว่าจะตื่นก็บ่ายคล้อย แล้วยังไม่วายจะออกไปข้างนอกต่ออีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนคนเป็นแม่ก็ได้แต่เหนื่อยใจ

นิชคุณเดินมาหอมแก้มแม่เป็นการต้อบรับคำทักทายอย่างเกี่ยงงอนนั้น ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็น

“วันนี้จะออกไปไหนอีกรึป่าว”

“ยังไม่รู้เลยครับ”

มือที่ยกขวดนมขึ้นดื่มโดนฟาดเบาๆ

“จะกินก็เทใส่แก้วดีๆสิ”

นิชคุณเดินถอยหนี ยังคงไม่ยอมวางขวดนมในมือ

“ถ้าว่างก็ไปเป็นเพื่อนน้องหน่อย”

นิชคุณเลิกคิ้วขึ้น

“เห็นว่าวันนี้จะเอาลูกเป็ดไปฉีดวัคซีน แมวก็แมวเรา ดูแลหน่อย ตอนอยากเลี้ยงทำมาเป็นขอแม่อย่างนู้นอย่างนี้ ตอนนี้ละ ปล่อยให้น้องดูแลอยู่คนเดียว”

นิชคุณวางขวดนมที่ดื่มจนหมดลง ยิ้มให้ผู้เป็นแม่ ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้ง

“ไม่ต้องมายิ้มเลย รู้ทั้งรู้ว่าน้องติดเราจะตาย ยังจะปล่อยให้น้องเขามารอเก้อได้ทุกวัน”

“ก็ผมรู้ว่าแม่ชอบอูยอง ก็เลยให้ปล่อยโอกาสให้แม่ได้อยู่กับอูยองไงครับ”

มือขาวฟาดแขนลูกชายเข้าให้อีกที

“ไม่รู้ล่ะ วันนี้ไปกับน้องด้วยเข้าใจมั้ย”

“ครับแม่” นิชคุณขานรับ

.

.

อูยองไม่ชอบกลิ่นของโรงพยาบาลมาตั้งแต่เด็ก มันเหมือนกลิ่นที่บอกเราว่า เอาล่ะ ไม่ว่าตอนนี้แกจะรู้สึกแย่ขนาดไหน ก็เตรียมตัวเจ็บตัวได้เลย และเขาก็คิดว่าเจ้าทาโร่ก็คงคิดเหมือนกัน เจ้าแมวขนปุยพองตัวขณะยืนหมอบอยู่บนโต๊ะตรวจ กำลังมองเขาด้วยดวงตากลมโตอย่างน่าสงสาร

“ไม่เป็นไรนะทาโร่ ฉีดยาแป๊ปเดียว เดี๋ยวก็เสร็จ” อูยองลูบหัวเจ้าเหมียวเป็นการปลอบประโลม

“ฉีดวัคซีน นายจะได้แข็งแรงๆไง ไอ้ลูกเป็ด” มือใหญ่เอื้อมมาขยี้ขนสีเทาบนศีรษะของแมวลูกเป็ด นิ้วมือที่สัมผัสกันเพียงครู่ ราวกับจะส่งกระแสไฟฟ้ามาได้อย่างนั้นล่ะ อูยองถอนมือออก เพราะหัวใจที่จู่ๆก็ถูกช้อตจนเต้นผิดจังหวะไป

“วันนี้กำลังใจดีเชียวนะ มากันทั้งครอบครัวเลย” เสียงของเจบอมคุณหมอประจำตัวของลูกเป็ดเอ่ยแซวขึ้นมา ยิ่งทำให้พวงแก้มขาวของอูยองแต่งแต้มสีเพิ่มขึ้นไปใหญ่ ก็ตอนนี้พวกเขาเหมือนพ่อแม่ลูกเลยนี่นา สายตาเหลือบมองนิชคุณที่เล่นกับเจ้าเหมียวขนปุยอย่างอ่อนโยน แก้มก็ยิ่งร้อนผ่าวๆจนต้องแอบหันหนี ไปผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ

“นี่นายเรียนจบแล้วหรอเนี่ย” เจบอมเอ่ยทักนิชคุณ พวกเขารู้จักกันดีตั้งแต่เด็ก เพราะอยู่ในระแวกเดียวกัน ถึงแม้ว่าเจบอมจะอายุมากกว่านิชคุณอยู่สองปี แต่พวกเขาพูดคุยกันเหมือนเพื่อน ครอบครัวเจบอมเปิดคลีนิครักษาสัตว์ และนิชคุณก็มาวนเวียนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะก่อนเลี้ยงลูกเป็ด นิชคุณก็มักจะอุ้มสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บมาให้พ่อของเจบอมรักษาเสมอ

“พ่อนายล่ะ นี่เดี๋ยวนี้นายรักษาสัตว์เองแล้วหรอ เชื่อถือได้รึป่าวเนี่ย”

“น้อยๆหน่อยไอ้คุณ ฉันก็เรียนจบสัตวแพทย์มานะเว้ย”

นิชคุณหัวเราะ “ฉันแค่อยากสวัสดีพ่อนายน่ะ ไม่ได้เจอท่านนานแล้ว”

“พ่อไม่อยู่หรอก ตั้งแต่ฉันเรียนจบมาช่วยงาน พ่อกับแม่ก็บินไปเที่ยวต่างประเทศกันประจำ” เจบอมเดินอ้อมโต๊ะมากอดทักทายกับนิชคุณอย่างร่าเริง “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

“สักสองอาทิตย์แล้ว”

เจบอมชี้นิ้วไปที่อูยอง “นายรู้มั้ยว่า เด็กแถวนี้ดูแลลูกเป็ดแทนนายได้อย่างดีเยี่ยมเลยนะ มาตามนัดไม่เคยขาดเลย”

“ก็อูยองเป็นเพื่อนรักของลูกเป็ดนี่” นิชคุณขยี้เส้นผมบนหัวคนน้อง เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ ทำให้แก้มกลมอมยิ้มระเรื่อ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น นิชคุณหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง เขาจ้องมองชื่อของสายเรียกเข้า เสียงหัวเราะในลำคอเงียบหายไป เขายกมือขึ้นเป็นเชิงขอตัว ก่อนจะกดรับและปลีกตัวออกไป อูยองลูบลำตัวของลูกเป็ด ขณะมองตามร่างสูงที่เดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก

“อูยอง ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะฉีดยาให้เบามือที่สุดเลย ทาโร่ไม่เจ็บหรอก” เจย์หันไปยิ้มให้อูยองที่ยิ้มตอบกลับมาอย่างน่ารัก

“ช่วยฉันจับทาโร่หน่อยนะ”

“ครับ” อูยองขานรับอย่างตั้งอกตั้งใจ นิ้วมือขาวจับทาโร่ไว้อย่างกระชับแน่น แต่ก็ระมัดระวังไม่ให้จับแน่นจนเกินไป

เจบอมค่อยๆแหวกผ่านเส้นขนสีเทาหนานุ่ม ก่อนจะใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดลงไปเบาๆบนผิวหนัง เจ้าทาโร่ส่งเสียงร้องเหมียวเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสเย็น

“จุ๊ๆ ไม่ร้องนะ” อูยองส่งเสียงปลอบเจ้าเหมียว ก่อนจะรีบหลับตาปี๋เสียเอง เมื่อเจบอมหยิบเข็มฉีดยาขึ้นมา

“เรียบร้อย”

อูยองรอจนได้ยินเสียงของเจบอมเอ่ยออกมา จึงค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น เพราะตัวเขาเองแค่เห็นเข็มฉีดยาก็รู้สึกมือไม้สั่นไปหมดแล้ว แต่เพื่อสุขภาพของทาโร่แล้ว เขาจะมัวกลัวอยู่ไม่ได้ นิ้วมือขาวลูบหัวแมวสีเทาเบาๆ

“นายเก่งมากเลยทาโร่”

ดวงตากลมโตของเจ้าแมวเหมียวจ้องตอบกลับมาอย่างออดอ้อน ให้อูยองอุ้มขึ้นมาปลอบ “เจ็บมากเลยสินะ”

“ทำเป็นอ้อนไป ฉันมือเบาจะตาย” เจบอมว่าไอ้แมวเจ้าเล่ห์ที่หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของอูยอง เขานึกถึงเรื่องที่นิชคุณเล่าให้ฟังว่าลูกเป็ดหนีออกจากบ้านไปเล่นกับอูยองเมื่อตอนเด็กๆ ตอนนั้นที่ฟังเขายังนึกขำว่าแมวที่ไหนกันจะเลือกเจ้านายให้ตัวเอง คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่อูยองไปเจอลูกเป็ดที่เดินหลงมาพอดี แต่ดูจากอูยองและลูกเป็ดตอนนี้ มันอาจจะจริงก็ได้ ที่ลูกเป็ดจะชอบอูยองเข้าจริงๆ และตั้งใจเดินไปเล่นกับอูยองเสียด้วยซ้ำ

“อูยอง” นิชคุณเดินกลับเข้ามาในห้องตรวจ ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสบายใจนัก “นายกลับบ้านเองได้ใช่มั้ย พอดีฉันมีธุระ”

ดวงตาสองคู่เงยขึ้นสบสายตาของนิชคุณ คู่หนึ่งของอูยองแน่ล่ะ อีกคู่เป็นของลูกเป็ดที่อูยองกำลังอุ้มอยู่ มันเงยขึ้นมองราวกับตัวเองฟังรู้เรื่องด้วยเสียอย่างนั้น

“อ่า ได้ครับ”

“อย่าดื้อกับอูยองล่ะ” นิชคุณย่อตัวลงเพื่อพูดกับลูกเป็ดในอ้อมกอดของอูยอง กลีบปากอิ่มยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่ดวงตากลมจะช้อนขึ้นมองเด็กหนุ่ม

“ถึงบ้านแล้วโทรบอกฉันนะ”

อูยองได้แต่พยักหน้า มืออุ่นหยิกแก้มนิ่มด้วยความเคยชิน ก่อนจะเดินออกไป

เมื่อร่างสูงพ้นสายตา อูยองถึงได้ปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ที่ไม่รู้ว่าเผลอกลั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยินเสียงเจบอมหัวเราะอยู่ข้างหลัง ดวงตาคู่เล็กจึงได้หันกลับไปมอง ส่งสายตาที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวว่ามันดูออดอ้อนเพียงใด

“ผมคิดว่าผมป่วย”

เจบอมเลิกคิ้วขึ้น เมื่อได้ยินอูยองพูด อูยองวางแมวลงบนโต๊ะตรวจ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าอก

“หัวใจผม มันเต้นเร็วมากเลยฮะ”

ปากที่เอ่ยออกมาเสียงแผ่ว พยายามหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก จนคนที่ยืนขำเมื่อครู่ เริ่มเป็นกังวลตาม นิ้วมือซีดขาวของคนเด็กกว่ายังคงกุมเสื้อตัวเองไว้จนยับยู่

“นั่งลงก่อนอูยอง แล้วค่อยๆหายใจ”

เจ้าทาโร่ หรือลูกเป็ดก็หันมามองเขาอีกคน เหมือนจะออกคำสั่ง ให้เจบอมรีบไปดูแลเจ้านายของมัน เจบอมถอนหายใจ ปกติก็เคยแต่ตรวจหมาแมว ยังดีที่เขายังพอมีความรู้เบื้องต้นของการรักษาคนอยู่บ้าง เขาใส่หูฟังแพทย์และแนบฟังเสียงจากหน้าอกของอูยอง

“นายเป็นอย่างนี้มานานรึยัง”

“ประมาณสองอาทิตย์… แต่ไม่ได้เป็นตลอดนะครับ”

เจบอมหยุด เขามองหน้าเด็กแก้มยุ้ยตรงหน้า พวงแก้มขาวอิ่มเรื่อสีชมพูจางๆขณะกำลังพูด

“หัวใจเต้นแรงมากเลยใช่มั้ย”

อูยองพยักหน้า

“โดยเฉพาะเวลาที่นิชคุณอยู่ใกล้ๆ”

อูยองพยักหน้ารัวๆ กลีบปากสีแดงเรื่อพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“บางทีก็รู้สึกชาไปทั้งตัว บางทีก็เหมือนจะหายใจไม่ออก แล้วก็ยังรู้สึกร้อนวูบอีกต่างหาก”

เจบอมหันไปมองแมวสีเทาบนโต๊ะตรวจที่นอนกระดิกหางอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันกลับมาที่น้องชายแก้มป่องของเขา

“อูยองอ่า”

“ครับ”

“ฉันว่านาย.. ตกหลุมรักเข้าแล้วล่ะ”

.

.

นิชคุณมองชายหนุ่มร่างสูงที่โต๊ะข้างๆอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก ถึงแม้ว่าชายคนนั้นจะดูไม่ได้ใส่ใจอะไร นอกไปจากเสียงเพลงจากหูฟังที่ตัวเองกำลังโยกหัวไปตามจังหวะก็ตามที

“ฉันอยากให้เราเคลียร์กัน”

นิชคุณหันกลับมาที่เด็กหนุ่มตรงหน้า จุนโฮยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ แว่นตาดำที่เจ้าตัวสวมอยู่เพื่อปิดบังใบหน้า ถูกใช้เป็นอุปกรณ์ในการปิดบังแววตาซึ่งควรจะแสดงออกถึงความรู้สึกให้ดูเย็นชาขึ้นไปอีก จุนโฮโทรหาเขา นัดให้เขาออกมาหา ตลอดเวลากว่าสามปีที่เขาเป็นฝ่ายวิ่งตามจุนโฮ ขอร้อง อ้อนวอน จุนโฮไม่เคยแม้แต่จะหันมามอง เพราะฉะนั้นตอนที่จุนโฮโทรมา ไม่ว่ามันจะเหมือนว่าเขางี่เง่าสักแค่ไหน เขาดีใจ  เขาปล่อยให้ความรู้สึกที่เหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆนั้นแล่นไปทั่วร่างกายของเขา ตอนที่ขับรถมาที่นี่ ความรู้สึกอุ่นๆเหมือนแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่อาบร่างกายอันเย็นเฉียบ เขาปล่อยให้ตัวเองดีใจไปกับมัน

“ฉันหมายถึงว่า เรายังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่หรอ”

เขาอยากให้รอยยิ้มของจุนโฮทำให้เขามีความสุขได้อีกครั้ง แต่มันกลับทำให้เขาเจ็บปวด เป็นอย่างนี้อีกแล้วสินะ ทำไมถึงยังยิ้มอยู่ได้ ยิ้มทั้งๆที่กำลังจะไล่เขาไปให้พ้นสายตา

“นายรู้สึกอะไรบ้างมั้ย” นิชคุณกระตุกยิ้มที่มุมปาก “เสียใจ เจ็บปวด คิดถึง โหยหา รัก?”

นิชคุณจ้องมองจุนโฮคาดหวังหาคำตอบจากใบหน้าที่เรียบเฉย นิ่งงัน

“คนปกติที่ยังมีสามัญสำนึก เขาน่าจะรู้สึกกันบ้างนะ เวลาที่จะทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

“นายอยากให้ฉันพูดว่าอะไร ขอโทษ? ฉันขอโทษ พอใจมั้ย”

“ฉัน…อยากให้นายเจ็บปวด” นิชคุณก้มหน้าลง เขาส่ายศีรษะอย่างช้าๆ เปลือกตาที่หลุบต่ำ ค่อยๆลืมขึ้นมองคนข้างหน้าอย่างท้าทาย “ฉันจะได้พอรู้สึกได้บ้างว่านายก็แคร์ฉันเหมือนกัน”

ทั้งๆที่เขาสวมแว่นตาอยู่ แต่จุนโฮกลับรู้สึกราวกับว่าสายตาของนิชคุณสามารถมองทะลุเข้ามา ราวกับว่าเขาไร้เครื่องป้องกัน ยืนเป็นเป้านิ่งที่ถูกจับได้อย่างง่ายดาย

“ในสายตาของนาย ฉันคงแย่มากเลยใช่มั้ย” จุนโฮเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “ถ้าฉันบอกว่าฉันเองก็คิดถึงนาย นายก็คงไม่เชื่อฉัน”

“ทำให้ฉันเชื่อสิ” นิชคุณแย้งขึ้นมา “ฉันนั่งอยู่ตรงนี้แล้วไง ถ้านายยังแคร์ฉัน ถ้านายยังรักฉัน”

“ลืมมันซะเถอะ นิชคุณ” จุนโฮพูดขึ้นในที่สุด “มันจะมีความหมายอะไรในตอนนี้ล่ะ ฉันรักใครไม่ได้ ไปเดทกับใครที่ไหนก็ไม่ได้ แค่จะออกมาหานายตามลำพังฉันยังทำไม่ได้เลย”

“มันเป็นสิ่งที่นายเลือกเองนี่ นายก็แค่ต้องเลือก”

“แล้วฉันต้องเลือกนายงั้นสิ”

“แล้วฉันมีค่าพอให้นายเลือกมั้ยล่ะ”

“ฉันเลือกไปแล้ว” จุนโฮตอบกลับอย่างแน่วแน่ น้ำเสียงที่ไม่แม้แต่จะลังเลเลยด้วยซ้ำ เขาเลือกไปแล้ว เลือกที่จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นนักร้องที่นี่ เลือกที่จะทิ้งความรักไว้เบื้องหลัง เลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ไม่มีทางย้อนกลับ

“ต่อให้นายจะให้ฉันเลือกอีกกี่ครั้ง ฉันก็คงจะตัดสินใจเหมือนเดิม”

“ถ้านายทำให้ฉันรู้สึกได้สักนิดว่านายรักฉัน ทำให้ฉันรู้สึกได้สักนิดว่านายยังคงต้องการฉัน ต่อให้ไกลแค่ไหนฉันก็จะวิ่งตามนายไป ไม่ว่านายจะเป็นดวงดาวที่อยู่สุดฟ้าเกินเอื้อมมือ ฉันก็จะหาทางปีนขึ้นไปเอานายกลับมา แต่นาย… คนที่ไร้ความรู้สึกคนนี้ ฉันควรทำยังไงกับนายดี”

“ลืมฉันไป ปล่อยฉันไป” จุนโฮพูดออกมาอย่างราบเรียบ “ฉันคงไม่ใช่พระอาทิตย์ของนายแล้วละมั้ง”

ใช่สิ นิชคุณตอบอยู่ในใจ พระอาทิตย์ที่สว่างเกินไป พระอาทิตย์ที่สัมผัสไม่ได้ พระอาทิตย์ที่ดอกทานตะวันทำได้แต่เฝ้ามองเท่านั้น เพราะหากก้าวเข้าไป ดอกทานตะวันก็คงถูกเผาไหม้ เหมือนเช่นที่ตัวเขาเป็น หัวใจของเขากำลังถูกเผาไหม้ ทุกครั้งที่พยายามเข้าใกล้จุนโฮ หัวใจของเขาถูกทำลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า

.

.

นิชคุณออกไปได้สักพักแล้ว เมื่อจุนโฮเริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องหายใจ เขากระพริบตาถี่รัวเมื่อรู้สึกถึงความร้อนผ่าวหลังม่านตา มันจบแล้ว เขาบอกตัวเอง เขาเลือกแล้ว จุนโฮหันมองชายหนุ่มที่โต๊ะข้างๆ ก่อนจะใช้เท้าเตะขาเก้าอี้จนร่างสูงเซจนเกือบตกลงมา

“ฉันรู้ว่านายไม่ได้เปิดเพลง”

“ฉันฟังเพลงอยู่จริงๆนะ” ชานซองโวย ก่อนจะยื่นหูฟังมาให้จุนโฮพิสูจน์

มือขาวปัดมันทิ้งไป ส่งเสียงในลำคอ “ชิ”

“ฉันไม่ได้แอบฟังนายเลยนะ”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร” น้ำเสียงที่อ่อนลงของจุนโฮทำให้ชานซองแปลกใจ เด็กหนุ่มร่างเล็กดูเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะต่อล้อต่อเถียงเช่นทุกครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะได้ห่วงอะไร เจ้าของดวงตายิ้มได้ก็หันมายิ้มให้เขา “กลับไปทำงานกันดีกว่า”

“นายไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ชานซองถามย้ำอย่างเป็นกังวล

“ฉันจะเป็นอะไรได้ยังไง ฉันเป็นคนทิ้งเขานะ ไม่ใช่คนถูกทิ้งสักหน่อย” จุนโฮยักไหล่ ก่อนจะเดินนำออกจากร้านไป ชานซองมองตามร่างเล็กที่ก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าพยายามจะหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด จุนโฮโกหก ไม่เป็นอะไรงั้นหรอ คนที่วิ่งหนีอดีตอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะกลัวว่ามันจะมีอิทธิพลต่อหัวใจอีกครั้งหรอกหรอ จุนโฮพูดถูก เขาได้ยินทุกคำพูด ได้ยินทุกคำโกหก ที่จุนโฮพูดกับนิชคุณ

.

.

อูยองเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า เมื่อหยดน้ำหยดหนึ่งหล่นลงโดนแก้มขาว ฝนเริ่มโปรยลงมาอย่างช้าๆโดยไม่มีวี่แววมาก่อน เขาออกจากคลีนิคของเจบอมมาได้สักพัก ตัดสินใจว่าจะเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ได้ไกลจากกันเท่าไหร่นัก เมื่อรู้สึกถึงสายฝนที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นฝนเม็ดโต มือเรียวกระชับตะกร้าของทาโร่ในมือ ก่อนที่ฝีเท้าจะเริ่มวิ่ง

“ทาโร่!”

พื้นคอนกรีตที่เปียกลื่น ทำให้คนตัวเล็กที่กำลังวิ่งอย่างเก้กังพร้อมตะกร้าในมือลื่นหกล้ม ตะกร้าเปิดออก ด้วยความตื่นตกใจ แมวสีเทาตัวอ้วนฟูวิ่งหนีออกจากตะกร้า อูยองตะโกนเรียกอย่างตื่นตระหนก แต่เจ้าเหมียววิ่งกระโดดหายไปกับสายฝนที่โหมกระหน่ำเสียแล้ว เสียงร้องเรียกของอูยองถูกกลบจนกลืนหายไปกับเสียงคำรามของพายุฝน

3 comments

  1. ตามมาจาก exteen ค่ะ อ่านมาถึงตอนนี้แล้วขอเริ่มเมนท์ตั้งแตต่ตอนนี้เลยแล้วกันนะคะ
    น้องโฮเลือกทิ้งความรักทั้งๆที่ตัวเองก็เจ็บปวดใจไม่แพ้คนถูกทิ้งสักนิด ขออย่างเดียว ขออย่าให้คุณรับน้องยองเข้ามาเพื่อที่จะแทนที่น้องโฮนะ ถ้าแบบนั้นคนที่น่าสงสารที่สุดคงเป็นน้องยอง

  2. โง้ยยย…. เศร้าแล้วอ่ะ สงสารทั้งสามคนเรย นุงโฮ จากเพราะยังรัก น้องยองรักทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า จาได้ความรักตอบกลับมาม้ายย พี่คุณต้องตามหารัก ทั้งๆ ที่ไม่รู้ จาได้กลับคืนมามั้ย รักสามเส้า เราสามคน เจรงๆ

  3. มีพี่เจย์มาเอี่ยวด้วย อิอิ ชอบตอนที่อูยองบอกว่านางจะป่วย น่ารัก พี่เจย์วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง คำตอบแจ่มแจ๋วมาก เธอมีความรักแล้วววว
    สงสารนิชคุณกับจุนโฮ เดินออกมาไม่ได้จากอดีต รักกันมาก แต่รักไม่ได้ มันน่าจะเจ็บปวดกว่า เลิกรักกันมาก
    สงสารจุนโฮ เราว่าโฮต้องอยากคบต่อ แต่คำว่าเส้นทางนักร้องก็ค้ำคอ ทำให้ต้องเลือกความฝัน ไม่งั้นก็จะทำให้นิชคุณเจ็บปวด
    นิชคุณก็รักโฮมาก ทำให้อยากได้มาก ก็เลยคิดว่าโฮต้องทำตามแบบที่ตัวเองคิดไว้ ฮือออออออออ มันเศร้าาาา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s