[Fiction] Let The Rain Fall 16/?

letitrain

 

การเป็นนักเรียนมัธยมปลายชั้นปีสุดท้าย ทำให้การปิดเทอมของอูยองไม่ได้รู้สึกเหมือนปิดเทอมนัก เขาขอให้นิชคุณสัญญากับเขาว่าจะพาเขาไปเที่ยว แต่กลับกลายเป็นอูยองเสียเอง ที่แทบไม่มีเวลาว่าง เมื่อจบจากสอบปลายภาค ยังไม่ทันที่เขาจะหายใจได้ทั่วท้อง ฤดูกาลของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใกล้เข้ามา อูยองใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการลงคอร์สเรียนพิเศษ ทั้งวิชาที่เขาสนใจจริงๆ และวิชาที่โดนจินอุนลากให้ไปลงเรียนเป็นเพื่อนกัน เขาแบ่งเวลาอ่านหนังสือวันละสามชั่วโมง และเหลือเวลาพักผ่อนไว้อ้อนพี่คุณเฉพาะช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อูยองไม่ค่อยชอบใจนัก แต่เพราะว่าเขาอยากเข้ามหาวิทยาลัยในโซลซึ่งมีการแข่งขันกันสูงลิบ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องห่างจากนิชคุณไปไกล เขาถึงต้องตั้งใจเพื่อที่จะเตรียมตัวสอบเข้าให้ได้

นิชคุณจะเริ่มหัวเราะ เมื่ออูยองเริ่มทำหน้าง้ำหน้างอบ่นถึงการเรียนที่น่าเบื่อหน่าย มันกลายเป็นว่านิชคุณอยู่ติดบ้านมากกว่าอูยองเสียอีก และมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เขาจะทำให้แน่ใจว่าทุกวันอาทิตย์เขาจะมีเวลาว่างเพื่อคอยตามใจเด็กงอแงให้หายเหนื่อยและอารมณ์ดีขึ้น เขาเรียนรู้ขึ้นมาทีละนิดว่าการเลี้ยงอูยองนั้นไม่ยากเลย อูยองชอบกินไอศกรีม และขนมหวาน แค่เขาพาไปนั่งกินขนมอร่อยๆ ไม่นานอูยองก็จะยิ้มจนตาปิด อูยองชอบไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่ แต่ก็ชอบกินช็อกโกแลต อูยองชอบกินเค้ก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ชอบรสชาติที่หวานมากนัก โดยไม่รู้ตัว นิชคุณค่อยๆเรียนรู้อูยองมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่เขารู้จักอูยองมาตั้งแต่เด็ก และคิดว่ารู้จักเด็กคนนี้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาได้ลองมองอูยองในมุมที่ต่างออกไป เขากลับพบอะไรอีกหลายอย่าง ที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อที่จะค่อยๆศึกษาอูยองไปทีละน้อย

อูยองเป็นเหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่งทั่วไป ที่อยากมีเวลาเล่นสนุก แต่ในขณะเดียวกันอูยองก็เป็นคนที่มีความตั้งอกตั้งใจและจริงจังคนหนึ่ง อูยองแบ่งเวลาอย่างเป็นระเบียบ และไม่เคยที่จะแหกกฏของตัวเอง มันทำให้เขาอดชื่นชมอูยองไม่ได้เมื่อพบว่าอูยองเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตัวเองอย่างน่าทึ่ง มันมีบ้างเหมือนกันบางเวลาที่อูยองงอแง แต่เขาก็รู้ว่าอูยองแค่ต้องการกำลังใจ แต่ไม่ได้จะย้อท้ออะไรเลย ถ้าอูยองเหนื่อย อูยองก็แค่พักสักหน่อย ก่อนที่จะเริ่มต้นอย่างมุ่งมั่นใหม่อีกครั้ง

อูยองไม่ใช่เด็กเอาแต่ใจที่จะเอาอะไรก็ต้องได้ แต่อูยองก็มีวิธีที่น่ารักซึ่งทำให้เขาได้ทุกอย่างตามใจ อย่างเช่นเรื่องนี้ อูยองมักจะพูดให้นิชคุณฟังอยู่บ่อยๆถึงเรื่องการไปตั้งแคมป์และก่อกองไฟ เขาฟังเสียงอูยองถอนหายใจมาไม่รู้กี่ครั้ง เมื่อเจ้าตัวพูดขึ้นมาแล้วสุดท้ายต้องบ่นเสียดายที่ไม่มีเวลาว่างพอ เสียงเล็กๆที่เป็นเหมือนมนต์สะกดให้คนได้ฟังคล้อยตามอย่างไม่ยาก

“ใครๆก็ไปแคมป์ปิ้งตอนฤดูร้อนกันไม่ใช่หรอครับ” อูยองหัวเราะคิกคักจนตาหยี เมื่อนิชคุณเอ่ยชวนในที่สุด

มันเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่อูยองจะเปิดเทอม  อูยองเรียนพิเศษจบแล้ว ทำให้เขามีเวลาได้ผ่อนคลาย ก่อนจะกลับไปเรียนเทอมสุดท้ายของชีวิตในวัยมัธยม ถึงแม้จะเป็นช่วงวันธรรมดา แต่นิชคุณก็ยอมลางาน เพื่อที่จะออกมาด้วยกัน มันเป็นเหมือนของรางวัลเล็กๆที่อูยองได้รับจากการตั้งใจเรียนมาตลอด

จุดกางเต๊นท์อยู่ลึกจากลานจอดรถเข้ามาค่อนข้างเยอะ มันทำให้พวกเขาต้องแบกของและเดินเท้าเข้ามา อากาศในฤดูร้อนทำให้เหงื่อซึมชื้น แต่เมื่อพวกเขาเข้ามาถึงจุดกางเต๊นท์ที่ริมทะเลสาบซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวขจี บรรยากาศร่มรื่นที่เงียบสงบก็ทำให้เขาหายเหนื่อยได้ในทันที

“ชอบมั้ย” นิชคุณขยี้เส้นผมของคนตัวเล็กที่เบิกตาโตขณะมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น

“ชอบครับ… แต่ชอบคนมาด้วยมากกว่า” อูยองยิ้มหวานก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างซุกซน นิชคุณได้แต่มองตามพลางส่ายศีรษะไปมา เขาคิดว่าเขาควรจะเริ่มเคยชินได้แล้ว แต่เขาก็ยังตั้งรับไม่ทันกับเด็กคนนี้จริงๆ

ถึงแม้ว่าอูยองจะแสดงออกความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อตรง แต่อูยองก็ไม่ได้เร่งรัดเขาเลย มันถึงไม่มีความอึดอัดอะไรในความสัมพันธ์ อูยองให้เวลากับเขา และไม่เคยเลยที่จะก้าวก่ายในความรู้สึก อูยองรู้ว่าตัวเองจะเข้ามาได้แค่ไหน เพราะเป็นอย่างนั้น มันถึงทำให้เขายิ่งอยากที่จะเปิดรับอูยองเข้ามาให้มากขึ้น เขาไม่อยากให้อูยองเข้ามาแทนที่ใครเพียงเพราะว่าหัวใจของเขาเจ็บปวด เขาอยากที่จะรัก เมื่อเขาพร้อมที่จะรักใครได้อีกครั้ง เขาเองก็พยายามที่จะให้เกียรติความรู้สึกของอูยองเช่นกัน

เมื่อพวกเขากางเต๊นท์และเก็บของเสร็จมันก็เป็นเวลาเย็นแล้ว นิชคุณจุดเตาไฟ ขณะที่อูยองเตรียมของสดที่ซื้อมา อูยองตื่นเต้นกับการมาเที่ยวครั้งนี้มาก พวกเขาตื่นกันตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะไปซื้ออาหารสดในตลาดมาเตรียมทำปิ้งย่างกัน พวกเขาช่วยกันหมักเนื้อและทำกิมจิ ช่วยกันแพ๊คใส่กล่องเก็บไว้ในถังเก็บความเย็นที่ท้ายรถ ก่อนที่จะต้องช่วยกันแบกของจากลานจอดรถเข้ามาที่จุดกางเต๊นท์ซึ่งเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรได้ มันเหนื่อย แต่ถ้าให้พูดจริงๆ นิชคุณไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้มานานแล้ว อาจจะตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ว่าได้ มันเลยทำให้เขารู้สึกสนุกได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อได้รับพลังจากคนที่มาด้วยกัน อูยองเป็นเด็กที่พลังงานเหลือล้นจริงๆ ความซุกซนที่ทำให้อูยองวิ่งไปวิ่งมาได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆสนุกสนานไปด้วย

“อูยอง มาเร็ว” นิชคุณตะโกนเรียก อูยองที่ไปนั่งเล่นอยู่ริมน้ำ ขณะที่รอให้อาหารบนเตาสุก

“ครับ” เสียงสดใสขานรับ

“เนื้อสุกแล้ว มากินเร็ว”

อูยองลุกขึ้นยืน สะบัดมือที่เปียกน้ำ ก่อนจะเช็ดกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อนจนเป็นรอยชื้นน้ำ คนตัวเล็กรีบวิ่งกลับมาด้วยดวงตาที่สดใส จนนิชคุณอดยิ้มตามไม่ได้

แสงอาทิตย์ลับหายไปจากขอบฟ้า ในขณะที่แสงไฟจากเตาถ่านส่องสว่างลอดมาจากตะแกรงปิ้งย่าง นิชคุณเป็นคนปิ้งอาหารบนเตาไฟ ก่อนจะคีบใส่จานให้อูยองเป็นคนตัด ถึงอูยองจะโตขึ้นยังไง อูยองก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาของเขา นิชคุณอดกลัวอันตรายไม่ได้ เขาถึงไม่ค่อยอยากให้อูยองเข้าใกล้เปลวไฟ พอนิชคุณวุ่นอยู่กับการพลิกเนื้อกลับไปกลับมาไม่ให้ไหม้เกินไป อูยองถึงได้คอยมายืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อเป็นคนป้อนชิ้นเนื้อที่ตัวเองตัดแบ่งอย่างพอดีคำ

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีแค่พวกเขาที่มาเที่ยวที่นี่ แต่จุดกางเต๊นท์แต่ละหลังถูกจัดให้อยู่ห่างกันพอสมควร บรรยากาศที่นี่ถึงค่อนข้างสงบและเป็นส่วนตัว มีเพียงเสียงดังแว่วไกลๆ ถึงกลุ่มคนอื่นๆ ที่ออกมาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนนี้ด้วยเช่นกัน นิชคุณนั่งลงบนเก้าอี้พับตัวเล็กที่ริมน้ำ เขาเปิดกระป๋องเบียร์ที่พกมาด้วย เขาไม่ได้ดื่มนานแล้ว ความทรงจำที่เขาเคยดื่มเพื่อให้เมามายไม่ได้สติดูจะห่างไกลออกไปแล้ว แต่วันนี้ที่เขารู้สึกอยากดื่มเพราะอยากผ่อนคลายไปกับบรรยากาศรอบๆมากกว่า ชายหนุ่มกำลังทอดสายตามองสายน้ำที่เคลื่อนไหว ภายใต้แสงสลัวที่สั่นไหวจากกองไฟที่จุดไว้ ตอนที่เสียงฝีเท้าเล็กๆเดินมานั่งข้างๆ

“เสร็จแล้วหรอ” นิชคุณเอ่ยถาม อูยองอาสาเป็นคนไปล้างจาน และเก็บกวาดเศษอาหาร เพราะในเมื่อนิชคุณเป็นคนขับรถแล้วยังต้องยืนทำอาหารให้เขาอีก อูยองถึงอยากให้นิชคุณได้พักบ้าง

“ครับ… เอ๊?” อูยองที่หันไปตอบ เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นนิชคุณยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม

“เอาบ้างมั้ย” นิชคุณหัวเราะ ก่อนจะยื่นเครื่องดื่มในมือออกไป

“ไหนบอกว่าเด็กอายุสิบเจ็ดดื่มไม่ได้ไงครับ”

“คราวนี้นายอยู่กับฉันนี่ ไม่เป็นไรหรอก”

อูยองอมยิ้ม ก่อนที่จะรับกระป๋องเย็นๆนั้นมา

นิชคุณเปิดกระป๋องใหม่ให้ตัวเอง เขายื่นออกไปเล็กน้อยเพื่อชวนให้อูยองชนแก้วกับเขาก่อนที่จะดื่มไปพร้อมกัน เขาสังเกตว่าอูยองจิบไปไม่กี่ครั้งเท่านั้น ก่อนที่แก้มใสๆนั้นจะกลายเป็นสีชมพูอ่อน

“ท้องฟ้าสวยจัง” ดวงตาฉ่ำหวานเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่ใสจนเห็นดวงดาวได้ชัดเจน แม้ในช่วงหัวค่ำอย่างนี้

“คุณฮยอง คุณฮยองดูสิครับ ดาวเต็มไปหมดเลย” นิ้วมือเล็กๆเอื้อมขึ้นไปพยามยามหยิบจับดาวบนฟ้า ขณะที่รอยยิ้มระบายบนเรียวปาก

“ถ้าฟ้ามืดกว่านี้อีกสักหน่อย เราอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกด้วยนะ”

“ทางช้างเผือกหรอครับ” อูยองเบิกตาโต ก่อนที่กำปั้นเล็กๆจะทุบต้นแขนของนิชคุณเบาๆ “อย่ามาหลอกกันน่า”

“ไม่ได้หลอกนะ เห็นได้จริงๆ” นิชคุณหัวเราะเมื่อคนตัวเล็กทำหน้ามุ่ยใส่

“ไม่ได้โกหกแน่นะครับ” อูยองหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ

“ถ้าเขาปิดไฟทั้งหมด” นิชคุณชี้ไปที่ไฟทางเดินที่ถูกเปิดอยู่รอบๆลานกางเต๊นท์ของเขา ก่อนจะชี้ขึ้นไปบนฟ้า “ถ้ามืดกว่านี้อีกหน่อย”

“พี่คุณณณ” นิชคุณแปลกใจเล็กน้อย เมื่อจู่ๆอูยองก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นน้ำเสียงอ้อนอย่างน่ารัก “ปิดไฟสิครับ ไปบอกให้เขาปิดไฟเร็ว”

ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้

“ผมอยากเห็น อยากเห็นดาวเยอะๆ อยากเห็นดาวสว่างเต็มท้องฟ้าเลย”

อูยองที่เริ่มจะเมานิดๆแบบนี้น่ารักชะมัด

นิชคุณยิ้มก่อนจะย้ำกับตัวเองในใจ ว่าเขาคงปล่อยให้อูยองไปดื่มกับคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว

“อ๊ะ!” ร่างเล็กสะดุ้งจนกระป๋องเบียร์ที่ถืออยู่หลุดมือ เมื่อได้ยินเสียงพลุถูกจุดขึ้น นัยตาสีเข้มหันกลับไปมองบนท้องฟ้าที่สว่างขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น

“คุณฮยอง ดูสิครับ ดูสิครับ เขาจุดพลุด้วย”

ท้องฟ้าที่มืดสนิท สว่างและเต็มไปด้วยสีสันที่แต่งแต้มจนเต็มฟ้า

นิชคุณจ้องมองแสงสว่างที่กำลังเปล่งกระกายระยิบระยับในดวงตาของร่างเล็ก ดวงตาที่มืดสนิทเหมือนผืนฟ้ายามราตรีกำลังสุกสว่างด้วยกลุ่มดาวนับร้อยนับพันที่เปล่งประกายอยู่ภายใน ก่อนที่มือหนาจะประคองใบหน้าให้ละจากท้องฟ้าที่สว่างไสว สีสันสะท้อนเป็นประกายในดวงตากลมที่มองสบตาของเขาอย่างประหลาดใจ เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความสงสัย

ก่อนที่เขาจะโน้มลงจูบกลีบปากสีแดงเรื่อ

อูยองแทบจะลืมหายใจไปแล้ว เมื่อเรียวปากถูกควบคุมด้วยริมฝีปากอิ่ม นิชคุณจูบเขาอย่างดูดดื่ม และลุ่มลึก ถึงแม้ว่าอูยองหลับตาลงแล้ว เขาก็ยังคงเห็นดอกไม้ไฟเบ่งบานอยู่เต็มฟ้าสุกสว่างในความมืด หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับพลุไฟนับร้อยถูกจุดขึ้นพร้อมกันอยู่ภายใน นิชคุณจูบเขาอย่างนุ่มนวล แต่กลับชวนให้รุ่มร้อน ริมฝีปากอิ่มบดเบียดบนเรียวปากบางจนลมหายใจขาดห้วง นิชคุณขบเม้มริมฝีปากบางราวกับเป็นเยลลี่รสหวานนุ่มที่ชายหนุ่มปรารถนาจะกลืนกิน ริมฝีปากอิ่มหยักเม้มกลีบปากล่างที่อ่อนนุ่มเบาๆ ก่อนจะผลัดไปหยอกล้อกับกระจับปากเล็กๆที่น่ารัก

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อร่างหนาที่โน้มตัวมาจูบอย่างแนบแน่น ทำให้ขาเก้าอี้พับล้มลง อูยองที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะทรงตัวอยู่แล้วจึงถูกโถมทับให้ล้มลงด้วยกัน ฝ่ามือหนาประคองศีรษะและเอวบางไว้เมื่อพวกเขาล้มลงกับพื้นหญ้าที่เย็นชื้น อูยองที่ล้มลงอย่างกระทันหันร่างกายจึงชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งเพื่อผดุงตัวโดยอัตโนมัติ ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเรียวขาแทรกเข้ามาเสียดสีบริเวณต้นขาในทันที อูยองที่เผลอสะดุ้งเฮือกถูกฉวยโอกาสสอดเรียวลิ้นเข้าไปช่วงชิมรสหวานในโพรงปาก สติของอูยองแตกกระเจิง เมื่อริมฝีปากถูกครอบครองด้วยคนบนร่างโดยสมบูรณ์

อูยองไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน เขารู้สึกราวกับกระแสไฟอุ่นๆกำลังลามเลียบนเรือนร่าง ในขณะที่ถูกทาบทับด้วยร่างหนา เส้นขนลุกชัน เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่บดเบียดลงมาอย่างแนบแน่น หัวเข่าที่เสียดสีอยู่ตรงหว่างขาชวนให้ลมหายใจของเขาติดขัด

“อื้อ” เด็กหนุ่มร้องครางไม่เป็นภาษาเมื่อนิชคุณถอนริมฝีปากออก

อูยองกระพริบตาที่พร่าเบลอด้วยหยาดน้ำ ขณะที่กัดริมฝีปากล่างของตัวเอง ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว เมื่อสบสายตาที่เป็นประกายระริกของนิชคุณ เขารู้จักนิชคุณมานาน พอที่จะรู้ว่านิชคุณกำลังแกล้งเขา และก็ดูจะสนุกกับมันซะด้วย

อูยองกำลังโตเป็นหนุ่ม นิชคุณแค่กระตุ้นอะไรนิดหน่อย ร่างกายของอูยองก็ตอบสนองไปเสียหมด มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้นิชคุณรู้สึกสนุกที่ได้แกล้งรุนเร้าอารมณ์ของเด็กชายให้ตื่นเตลิด นิชคุณเสียเปรียบโดนอูยองลวมลามมาก็เยอะ จางอูยองที่ชอบแอบจุ๊บเขาทุกที พอโดนจูบเข้าจริงๆ กลับอ่อนระทวยไร้แรงสู้ ถึงแม้จะมองค้อนเขาอยู่ก็เถอะ นิชคุณอมยิ้มที่มุมปาก ไม่สนใจมือเล็กๆที่พยายามผลักเขาออกอย่างอ่อนแรง เขาประกบริมฝีปากลงบนคนตัวเล็กอีกครั้ง

นิชคุณเม้มเล็มบนเรียวปาก เพื่อขอทางเข้าไปภายใน ไม่นานอูยองก็ยอมให้เขาอีกครั้ง โพรงปากอุ่นๆเปิดรับให้เขาเข้าไปเล้าโลมภายใน ก่อนจะขยับจูบตอบเขาราวกับลูกนกที่หิวกระหายเมื่อเขาป้อนจูบรสหวานให้ ความรู้สึกที่ว่าอูยองเป็นของเขาเพียงคนเดียว และไม่เคยมอบจูบนี้ให้ใครมาก่อน ทำให้นิชคุณพึงพอใจได้อย่างประหลาด

หัวใจของเขากำลังรับความสุขให้กลับเข้ามา โดยไม่รู้ตัว

ใบหน้าของอูยองกลายเป็นสีแดงจัด เมื่อนิชคุณผละออก เสียงพลุเงียบลงไปแล้ว และท้องฟ้าก็กลับมามืดสนิท อูยองไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาคนพี่อีกด้วยซ้ำ เมื่อนิชคุณช่วยเขาให้ลุกขึ้นยืน อูยองก้มหน้างุด ขณะที่ปัดเศษดินและเศษหญ้าออกจากเสื้อผ้า ร่างกายของเขาร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าอายจนใบหน้าร้อนฉ่า ริมฝีปากบางเม้มแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงสั่น

“ร..ระ..ราตรีสวัสดิ์นะครับ”

รีบพูดก่อนจะรีบมุดหนีเข้าไปในเต๊นท์ เสียงหัวเราะเบาๆที่ดังไล่หลังมายิ่งชวนให้น่าเขินอาย หัวใจของเขายิ่งเต้นแรงราวกับว่ามีคนรัวกลองอยู่ข้างใน เพราะเขารู้ว่าอีกไม่นานเจ้าของเสียงหัวเราะก็คงตามเข้ามาอยู่ดีน่ะสิ

อูยองนอนตัวแข็งทื่อ เมื่อนิชคุณล้มตัวลงนอนข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ ความรู้สึกแปลกๆมวนอยู่ในช่องท้อง จนเม็ดเหงื่อไหลซึมที่ไรผม ก็คิดว่าเมื่อก่อนก็นอนเตียงเดียวกันอยู่บ่อยๆ ถึงไม่ได้คิดอะไรถ้าจะออกมาเที่ยวด้วยกัน แต่พอมาวันนี้ ความคิดที่เตลิดเตลิงทำเอาอูยองไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าหายใจ บางทีก็อยากจะแทรกตัวหนีหายไปได้ซะเดี๋ยวนี้

“อูยองอ่า” นิชคุณเอ่ยอย่างเย้าแหย่ เมื่อเห็นอูยองนอนหลับตาปี๋

“หลับแล้วหรอ” ร่างสูงแกล้งโน้มลงไปมองหน้าอูยองใกล้ๆ จนแก้มกลมรู้สึกถึงลมหายใจที่รินรดอยู่บนพวงแก้ม ยังไม่ทันที่ปลายจมูกจะแตะลงบนผิวแก้มนิ่มๆ อูยองก็พลิกตัวหันหลังให้ซะแล้ว

“ไม่แกล้งแล้วก็ได้”

นิชคุณถอนหายใจอย่างขบขัน ก่อนจะเอนลงนอนบนที่นอนฝั่งตัวเอง เขาหันไปมองแผ่นหลังที่นอนนิ่งไม่ยอมขยับตัว แล้วยิ่งแปลกใจในตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเมื่อกี้ถึงได้จูบอูยอง ทำลงไปโดยไม่ทันได้คิดอะไรด้วยซ้ำ เขาแค่รู้สึกว่าอยากจูบริมฝีปากเล็กๆที่เป็นสีแดงเรื่อนั้น อยากรู้ว่ามันจะนุ่มนวล และรสชาติอ่อนหวานสักแค่ไหน ร่างกายของอูยองที่ตอบสนองเป็นอย่างดียิ่งทำให้เขาไม่อยากหยุด มันใช้เวลาสักพักกว่าที่ร่างเล็กที่นอนตัวเกร็งจะเริ่มผ่อนคลาย และมันก็ใช้เวลาสักพักสำหรับเขาเหมือนกัน ที่จะหยุดนึกถึงความอ่อนหวานของริมฝีปากนุ่มๆคู่นั้น

 

“คุณฮยอง” เขาได้ยินเสียงเรียกเบาๆ ของอูยองขึ้นในกลางดึก “นอนแล้วหรอครับ”

นิชคุณไม่ได้ตอบอะไร ตอนที่ได้ยินร่างเล็กเคลื่อนไหว ก่อนที่ตัวอุ่นๆจะเขยิบมานอนเบียดอยู่ที่แผ่นหลัง เมื่อคิดว่าเขาหลับไปแล้ว มือคู่เล็กเอื้อมไปโอบกอดเอวของนิชคุณไว้ พวงแก้มนิ่มแนบพิงกับแผ่นหลังของคนโตกว่า

นิชคุณลูบบนหลังมือคู่เล็กที่โอบเอวอย่างแผ่นเบา

“ยังไม่หลับหรอครับ”

“หลับแล้ว” นิชคุณตอบด้วยรอยยิ้มทั้งๆที่หลับตา

“หลับแล้วจะตอบกันได้ยังไงล่ะครับ”

นิชคุณหัวเราะ พลางดึงมือของอูยองมากุมไว้

“ใครจะหลับลง เด็กแถวนี้ยิ่งชอบคิดลึกอยู่ด้วย”

มืออีกข้างที่ไม่ถูกเกาะกุมไว้ ฟาดบนแผ่นหลังของคนพี่

“ฮยองนั่นแหละที่คิดลึก”

“ดูสิ อยู่ดีๆก็มานอนเบียดกัน จะทำอะไรฉันรึเปล่าก็ไม่รู้”

“ก็ปล่อยสิครับ จะไปนอนไกลๆเลย” อูยองพยายามจะยื้อมือตัวเองออกจากมือหนา แต่ก็ไม่สำเร็จ

“อากาศเย็นแล้ว” นิชคุณพูด พวกเขานอนอยู่ในเต๊นท์ ถึงแม้จะเป็นหน้าร้อน แต่เมื่อตกดึกพื้นดินที่อุ้มน้ำก็เริ่มเย็นขึ้น น้ำค้างที่ปกคลุมอย่างเบาบาง ก็เพียงพอให้อากาศเย็นชื้น

“นอนด้วยกันนี่แหละ” ไม่เพียงแต่จะไม่ปล่อยมือ นิชคุณกลับจับมือเขาไว้แน่นกว่าเดิม

อูยองยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะกระเถิบตัวเข้าแนบพิงไออุ่นจากคนตัวโต กลิ่นหอมอ่อนๆที่เป็นกลิ่นประจำตัวของนิชคุณทำให้เขาผ่อนคลาย เปลือกตาของเขาเริ่มคล้อยหลับ และในที่สุดอูยองก็ผล็อยหลับไป

 

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา นิชคุณคลายอ้อมแขนของเขาออกอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกออกไปรับสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาในกลางดึก เสียงกระซิบกระซาบดังอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“นายอยู่ที่ไหน…

ไม่

กลับบ้านไปก่อน

ฉันจะเข้าไปหาพรุ่งนี้ โอเคมั้ย

โทรหาชานซอง

นายอยู่ที่ไหน

ใจเย็นๆก่อน

บอกฉันมา นายอยู่ที่ไหน

จุนโฮ…”

อูยองได้ยินเสียงนิชคุณสบถ ร่างสูงกลับเข้ามาในเต๊นท์ เพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจรถออกไป และคืนนั้นนิชคุณก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย

อูยองจ้องมองแสงสว่างของยามเช้าค่อยๆลอดผ่านรอยแยกของเต๊นท์ผ้าใบเข้ามาแทนที่ความมืด เขาจ้องมองอย่างคาดหวังว่ามันจะถูกเปิดออก และจะมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้น ในขณะที่เขากำลังพิจารณาแสงที่ฟุ้งกระจายเป็นรุ้งสี โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นเพราะข้อความที่ถูกส่งเข้ามา

“อูยอง ฉันออกมาทำธุระ รออยู่ที่นั่นก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปรับ”

อูยองอ่านทวนข้อความนั้นไปมา ราวกับว่ามันถูกเขียนด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้เลย เขาไม่ได้รับโทรศัพท์ตอนที่มันส่งเสียงขึ้นมาครั้งแรก ไม่ได้รับเมื่อมันดังขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง เมื่อความมืดของราตรีจางหายไปหมดแล้ว และเสียงนกเซ็งแซ่เป็นสัญญาณต้อนรับของเช้าวันใหม่ อูยองลุกขึ้น และเก็บข้าวของของเขาใส่ลงในกระเป๋าเป้ เขากดปิดโทรศัพท์เมื่อมีสายเรียกเข้าเข้ามาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

Note:

กำลังคิออยู่ว่าจะอัพตอนนี้เลยดีมั้ย
หรือควรเก็บตอนนี้ไว้อัพเดือนหน้าดี จะได้สบายใจไปอีกเดือน ไม่กดดันว่าจะอัพได้เดือนละตอนรึป่าว 55

อยากแต่งซีนที่ทั้งสองคนไปแคมปิ้งดูดอกไม้ไฟกันนานแล้ว ตั้งแต่ได้อ่านแฟนแอคตอนนู้นนน
ว่าแล้วก็อยากเห็นคุณด้งออกไปเที่ยวด้วยกันอีก u.u

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะคะ แล้วจะมาต่อให้จบเร็วๆนะ อดทนไปกับความปวดใจไปด้วยกัน 55555
สารภาพว่าบางทีก็อยากจะเลิกเขียน กลัวจะไม่มีคนอ่าน กลัวคนอ่านจะทนไม่ไหว ถ้าอูยองจะต้องเจ็บปวดไปเรื่อยๆ
บางทีเขียนเองก็สงสารเอง
แต่ยังยืนยันนะ ว่ารักแบบเด็กๆของอูยอง เป็นความรักที่เข็มแข็งมากนะ:)

ปล.คอมเม้นไม่ติด ไม่โชว์สักที เมนชั่นมาบอกได้นะ @HoneyLimes เดี๋ยวดูให้ค่ะ หรือจะทวีตติดแฮชแท้ก #Rainfallkw แทนก็ได้นะ

[Fiction] Let The Rain Fall 15/?

letitrain

 

ฝนเริ่มลงเม็ดลงมาแล้ว ทำให้ฝีเท้าแปรเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายให้เร็วทีสุด น้ำที่เจิ่งนองบนพื้นสาดกระเซ็นเมื่อถูกฝีเท้าย่ำผ่านไปอย่างรวดเร็ว แทคยอนก็แปลกใจเหมือนกันตอนที่ได้รับข้อความอย่างกระทันหัน ทำให้เขาไม่ทันได้บอกมินจุนก่อน ซึ่งเขาไม่ชอบเลย เขาพยายามที่จะไม่มีความลับกับมินจุน พวกเขาเป็นเพื่อนกันนี่ ไม่ว่ามีเรื่องอะไรเขาก็ตั้งใจจะบอกเล่ากับมินจุนอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่อยากให้มินจุนเข้าใจผิด ว่าเขาแอบทำอะไรลับหลัง โดยเฉพาะเรื่องของอูยองด้วยแล้ว เขารู้ว่าเขาไม่ควรออกมาหาอูยองเพียงลำพัง แต่เพราะอูยองติดต่อเขาอย่างกระทันกัน เขาจึงไม่มีเวลาที่จะได้บอกใครเลย แทคยอนที่เพิ่งเสร็จธุระจากการเป็นตัวแทนรุ่นเข้าประชุมงานที่น่าเบื่อของมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ รีบร้อนออกมาหลังจากประชุมเสร็จ เพราะอูยองบอกว่าออกมารอเขาได้สักพักแล้ว

ชายหนุ่มมาถึงร้านกาแฟเล็กๆแถวหน้ามหาวิทยาลัย แถวนี้มีร้านกาแฟเยอะ แน่ล่ะเพราะมันเป็นแหล่งซ่องสุมชั้นดีสำหรับนักศึกษาที่มีการบ้านหามรุ่งหามค่ำอย่างพวกเขา จะนัดพบเพื่อคุยงาน สังสรรค์ หรืออาจมาเปลี่ยนบรรยากาศในการอ่านหนังสือ หรือไม่ก็แค่เข้ามาหาคาเฟอีนเพื่อให้ตาสว่างพอจะเข้าเรียนได้ และมีชีวิตรอดในช่วงสอบ ร้านนี้เป็นร้านที่เขามักจะแวะมาบ่อยๆ เพราะมันตกแต่งด้วยบรรยากาศที่เหมือนบ้านเก่าๆ เต็มไปด้วยตู้หนังสือ และเบาะนวมที่ทำให้เราฝังตัวอยู่ที่ร้านได้ทั้งวัน มินจุนเคยพาอูยองมาที่นี่อยู่ครั้งสองครั้ง และแน่นอนว่าเขาเองก็ตามมาด้วย จึงไม่น่าแปลกใจนัก ถ้าอูยองจะนัดเจอเขาที่นี่ เด็กหนุ่มตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มเป็นที่สังเกตได้ไม่ยากนักในหมู่เด็กมหาลัยที่เขาคุ้นหน้ากันดี แม้เจ้าตัวจะนั่งก้มหน้าก้มตาไม่สนใจใคร แต่เด็กชายวัยมัธยมก็ดูเด็กกว่าลูกค้าประจำของที่นี่มากนัก เขาใช้มือขยี้เส้นผมที่เปียกชื้นของตัวเอง เมื่อก้าวเข้ามาภายในตัวร้านที่อุ่นสบาย ต่างจากเม็ดฝนเย็นชื้นที่โปรยปรายอยู่ข้างนอก

“อ่า มาแล้วหรอครับ” อูยองสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเอง เมื่อแทคยอนนั่งลงตรงข้ามกับเขา เขาเพิ่งสังเกตว่าฝนกำลังตกลงมาแล้ว และเสื้อผ้าของแทคยอนก็เปียกลู่จนแนบตัว

“ว่าไง”

“ขอโทษนะครับ ฮยองเลยเปียกหมดเลย”

“ไม่เป็นไรน่า ยังไงซะฉันก็ต้องเดินกลับหอ ยังไงก็เปียกอยู่ดี”

แทคยอนสังเกตเห็นถุงกระดาษที่อูยองวางไว้บนโต๊ะ นิ้วมือเล็กเลื่อนมันมาข้างหน้าอย่างช้าๆ

“ผมเอามาคืนน่ะครับ”

“อะไรงั้นหรอ” ชายหนุ่มหยิบถุงมาด้วยความสงสัย เขากับอูยองไม่ได้มีอะไรติดค้างกันสักหน่อย ทำไมจู่ๆอูยองถึงมาหาเขาอย่างรีบร้อน เพื่อจะคืนอะไรบางอย่างให้กับเขา

สิ่งที่นอนอยู่ก้นถุงทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อแทคยอนเห็นว่าสิ่งที่อูยองนำมาคืนคืออะไร

“ฉันซื้อให้นายแล้วนี่ มันเป็นของนายแล้ว ไม่ต้องเอามาคืนก็ได้” แทคยอนพูดเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามันเป็นสิ่งที่เขาซื้อให้อูยองเมื่อนานมาแล้ว… อัลบั้มของจุนโฮ

“ฮยองเอาคืนไปดีกว่าครับ” อูยองพูดอย่างแน่วแน่

“หืม ทำไมล่ะ”

“เพราะว่าเป็นของที่ฮยองซื้อให้ ผมก็เลยทิ้งไปไม่ได้ แต่ผมก็ไม่อยากเก็บมันไว้เหมือนกัน”

“มีอะไรหรอ อูยอง” แทคยอนรู้สึกผิดสังเกตในน้ำเสียงของอูยอง ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่าแพขนตาคู่นั้นมีหยาดน้ำซึมชื้น เขาจำได้ว่าอูยองเคยเล่าให้เขาฟังว่าเพลงของจุนโฮมีความหมายต่ออูยองอย่างไร มันเป็นเพลงที่ทั้งสองคนจูบกัน เป็นเพลงที่นิชคุณใช้บอกรักอูยอง

แต่วันนี้อูยองไม่อยากได้ยินมันอีกแล้ว

“ทะเลาะกันหรอ” แทคยอนเอ่ยถามอย่างห่วงใย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอูยองไปเดทกับนิชคุณเมื่อวานนี้ มันเป็นไปได้ว่าทั้งสองคนอาจจะทะเลาะกัน

อูยองยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะส่ายหน้า “เปล่าหรอกครับ”

“แล้วทำไมถึงไม่อยากได้แล้วล่ะ”

“มันไม่ใช่เพลงของผม…” อูยองเอ่ยอย่างแผ่วเบา แผ่วเบาราวกับว่าอูยองกลัวว่าตัวเองจะได้ยินมันอย่างชัดเจน และตัวเขาเองที่จะไม่สามารถยอมรับคำพูดของตัวเองได้

ถึงแม้ว่าแทคยอนจะยังไม่เข้าใจ แต่เขาก็รับซีดีแผ่นนั้นคืนมาเพราะแววตาที่จ้องมองราวกับจะขอร้องให้ใครสักคนหยิบมันไปให้พ้นจากสายตา

 

 

นิชคุณวิ่งเหยาะๆฝ่าสายฝนที่เริ่มลงเม็ดเข้ามาในโรงพยาบาล กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในโรงพยาบาลพาเอาความรู้สึกเมื่อวานกลับเข้ามาอย่างชัดเจนจนชวนคลื่นเหียนราวกับว่าความหวั่นกลัวกำลังตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง เขายังคงจดจำความรู้สึกปวดแสบราวกับว่าภายในใจถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลาตลอดทางที่รีบเดินทางมาอย่างร้อนรนหลังจากได้รับโทรศัพท์จากชานซองเมื่อวานนี้

เขาตั้งใจจูบอูยองต่อหน้าจุนโฮ เพราะว่าเขากำลังเล่นกับความรู้สึกของอูยองงั้นหรือ เพราะว่าเขาเหนื่อยเกินไปแล้วต่างหาก เขาเหนื่อยกับการวิ่งตามจุนโฮแล้ว เขาเหนื่อยที่เขาเป็นคนที่เจ็บปวดเพียงฝ่ายเดียว เขาอยากมีความสุขบ้าง และเขาก็อยากให้จุนโฮได้เห็นว่าเขาจะเป็นคนที่เดินจากไป ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเหมือนที่เป็นมาตลอด และหากว่าจุนโฮยังมีความรู้สึก ยังพอจะแคร์เขาสักหน่อย จุนโฮก็ควรที่จะเป็นฝ่ายที่ต้องรู้สึกเจ็บปวดเสียบ้าง แต่ไม่ใช่ด้วยการทำร้ายตัวเองอย่างนี้!

ตอนนี้เปลวไฟร้อนเริ่มลามเลียตัวเขาอีกแล้ว เมื่อเขามาหยุดที่ประตูห้องเดิมอีกครั้ง เขารู้ว่าเขาสามารถพ่ายแพ้ให้แก่จุนโฮได้อย่างง่ายๆ เขารู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาอาจเป็นฝ่ายที่ยอมเดินกลับไป เหมือนผู้ชายโง่ๆคนหนึ่ง เพราะเขาอยากอยู่ตรงนั้นเหลือเกิน เขาอยากอยู่ข้างๆจุนโฮอีกครั้ง อยากเห็นรอยยิ้มจนถึงดวงตา อยากได้ยินน้ำเสียงเอาแต่ใจ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างๆ อยากดูแลจุนโฮให้ดีๆ และบอกรักจุนโฮอีกครั้ง แต่ทันทีที่เขาหมุนเปิดประตูบานเดิม เขากลับพบกับห้องที่ว่างเปล่า ที่นอนถูกพับเก็บราวกับไม่เคยมีใครนอนอยู่บนนั้น ไม่มีวี่แววว่ามีใครอยู่ที่นี่ ทั้งๆที่เมื่อวานนี้เอง ที่เขานั่งอยู่ข้างเตียงนี้ นั่งมองใบหน้าที่เขาคิดถึงและห่วงหาอยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ เขาได้สัมผัส และได้รู้สึกถึงจุนโฮคนที่เขารัก จนมันเหมือนว่าจุนโฮได้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยห่างกันไปไหน

“อย่าทำแบบนี้สิ”  นิชคุณหยุดยืนที่ข้างเตียง จ้องมองที่นอนที่ว่างเปล่านั้น

เขาแน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าห้องผิด เขาแน่ใจว่าเมื่อวานนี้เอง แค่เมื่อวานนี้เองที่จุนโฮอยู่ที่นี่

 

เขาไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ในห้องนั้นนานแค่ไหน เมื่อรู้ตัวอีกทีเสียงพยาบาลคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“มาหาใครรึป่าวคะ”

“คนไข้ที่เคยอยู่ห้องนี้”

“อะไรนะคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

นิชคุณหันกลับไปมองเธอ ซึ่งยิ้มตอบกลับมา

“ห้องนี้ไม่มีใครเข้ามาใช้สักพักแล้วล่ะค่ะ”

“แต่เมื่อวานนี้ผมมาที่นี่”

“เป็นห้องอื่นรึเปล่าคะ มาเยี่ยมคนไข้ท่านไหนคะ”

“จุนโฮ อีจุนโฮ”

“ดิฉันเกรงว่าจะไม่มีคนไข้ชื่อนี้แอดมิทอยู่เลยนะคะ”

“แต่เมื่อวานนี้เขาอยู่ที่นี่”

“ที่นี่ไม่มีใครอยู่ค่ะ” เธอยังคงยืนยัน โดยไม่หลบสายตาจากเขาแม้แต่นิดเดียว

 

“ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าจุนโฮฟื้นแล้ว นายจะรู้เอง”

นิชคุณอดจะหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อถึงคำพูดของชานซองเมื่อคืนก่อน เขาก้มลงมองช่อดอกไม้สีขาวในมือ กลีบดอกไม้สดยังคงชื้นน้ำ แต่นิชคุณมองไม่เห็นความสดใสของมันอีกแล้ว ไม่ต่างจากดอกไม้แห้งซึ่งทำจากกระดาษที่ชืดชา เขาเข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วล่ะ ไม่มีวันที่นิชคุณจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้หรอก ยิ่งรักมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น เขาเป็นใครกันถึงเผลอคิดไปว่าตัวเองจะสามารถห่วงใยคนๆนั้นได้ คนที่เขาไม่สามารถแม้แต่จะจ้องมองได้ด้วยตาเปล่า ไม่สามารถเข้าใกล้ ไม่สามารถสัมผัส เพราะราตรีที่หนาวเหน็บได้ผ่านไปแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงแรงจ้าของมันออกมาอีกครั้ง ถ้าเขายังฝืนวิ่งเข้าหา เขาก็คงมอดไหม้จนไม่เหลืออะไรเลย

 

นิชคุณยื่นช่อดอกไม้ให้กับพยาบาลสาวคนนั้น

“ฝากให้คนไข้ที่อยู่ห้องนี้เมื่อวานนี้ที”

“แต่ไม่มีใคร..” นิชคุณไม่แปลกใจเลยที่เธอยืนยันจะปฏิเสธเหมือนเช่นเคย

“งั้นคุณจะเก็บไว้ก็ได้”

นิชคุณเดินออกจากห้อง เดินออกจากโรงพยาบาลสู่สายฝนที่เริ่มจะตกหนักมากขึ้นทุกที พวกเขาดึงดันกันมานานเกินไปแล้วเหมือนเส้นเชือกที่ต่างฝ่ายต่างดึงจนมันบาดมือที่ไม่ยอมผ่อนแรง เขามองไม่เห็นทางออกสำหรับพวกเขาเลย มันไม่เกี่ยวอีกแล้วว่าจุนโฮจะอยู่ที่ไหน จะอยู่ใกล้หรือไกลจากเขาเพียงใด หากว่าดอกทานตะวันจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้เฉพาะเมื่อดวงอาทิตย์นั้นดับแสง ความมืดมนนั้นก็คงน่าหวาดกลัวจนเกินไป และเขาก็ไม่สามารถทนอยู่ได้เช่นกัน

 

 

 

ชานซองเข้ามาเปลี่ยนดอกไม้ที่หัวเตียงให้เขาอีกแล้ว เป็นเวลาหกวันมาแล้วที่เขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล วันแรกเขาตื่นมาด้วยรสขมปร่าในลำคอ และอาการปวดแสบทั้งในโพรงจมูกในลำคอในช่องท้อง อาการปวดแสบที่ทำให้เขาอาเจียนออกมาทันทีที่รู้สึกตัว เขายังคงสะลึมสะลืออยู่ในสองวันแรก เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดๆดับๆ เขาตื่นขึ้นมาเป็นพักๆ เขาเห็นชานซอง และดอกคาเนชั่นสีขาว พอรู้สึกตัวอีกครั้ง เขาจำได้ว่าชานซองพยายามจะพูดอะไรสักอย่างกับเขา แต่เขาไม่สามารถจับใจความได้เลย เหมือนว่าเขาไม่เข้าใจภาษาคนไปเสียแล้ว เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันกลายเป็นดอกกุหลาบสีชมพูอ่อน และส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทั้งวัน เขารู้ตัวจริงๆก็ในคืนวันที่สาม เมื่อเขาเริ่มรู้สึกถึงน้ำตาชื้นๆที่ไหลอาบแก้ม และเริ่มรับรู้ได้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจ้องมองอยู่คือหลอดไฟบนเพดาน

“นายเอาดอกไม้มาจากไหนได้ทุกวัน” ชานซองกำลังจัดดอกไม้ที่ข้างหัวเตียงให้เขาอีกแล้ว วันนี้มันเป็นดอกไม้สีส้มสดแซมด้วยดอกไม้สีเหลือง และดอกไม้เล็กๆสีขาว

ชานซองหัวเราะ เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ชวนหาเรื่องของจุนโฮ บางทีคนตัวแสบคนนี้ก็กลับมาเป็นคนเดิมได้เร็วกว่าที่เขาคิด

“ก็… ซื้อมา”

“อย่ามาโม้เลย นายนี่นะจะซื้อดอกไม้มาให้ฉันทุกวันๆ”

“ใครว่าฉันซื้อให้นายล่ะ ฉันก็ต้องมานอนเฝ้านายอยู่โรงบาลทุกวัน มีแต่สีขาวๆชืดๆชวนขนลุกไปหมด ฉันก็อยากให้ห้องที่ฉันอยู่มันสดชื่นบ้าง”

จุนโฮทำปากมุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ โดยไม่รู้ตัวว่ายิ่งทำหน้าแบบนั้น มันยิ่งน่ารัก และชวนให้น่าแกล้งมากแค่ไหน

ชานซองอมยิ้มเบาๆขณะจัดดอกไม้ในแจกัน เขาไม่ได้บอกจุนโฮว่าพยาบาลเป็นคนเอาดอกไม้มาให้ เขาไม่มีความจำเป็นต้องบอกว่ามันเป็นดอกไม้ที่มีคนฝากมาให้จุนโฮทุกวันๆ ชานซองไม่สงสัยหรอกว่ามันมาจากใคร มีไม่กี่คนที่จะกลับไปที่ห้องนั้น มีไม่กี่คนที่ยังดื้อดึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะพาจุนโฮหนีมาแล้ว เขาตัดสินใจย้ายห้องของจุนโฮหลังจากที่นิชคุณกลับไป เขาไม่ต้องการให้ทั้งสองคนได้พบกัน เขาไม่ต้องการให้จุนโฮได้เจอกับนิชคุณ ไม่ว่ารอยแผลในใจของจุนโฮจะเกิดจากใคร แต่ว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเป็นคนดูแลจุนโฮเอง

“นายก็พักงานฉันยาวเกินไปนะ ฉันหายดีแล้ว” จุนโฮเริ่มบ่นกระปอดกระแปด เพราะว่าเขาหลับไปเกือบสี่วัน จนไม่สามารถคาดเดาช่วงเวลาที่ใช้ในการพักฟื้นได้ ตารางงานของเขาจึงถูกแคนเซิลยาวไปเกือบทั้งเดือน “นอนอยู่เฉยๆ น่าเบื่อชะมัด”

“ดีขึ้นก็ดีแล้ว วันนี้ฉันนัดนักจิตวิทยามาคุยด้วย”

“นักจิตวิทยา? นัดมาทำไมกัน..” จุนโฮพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายที่ไม่จำเป็น สีหน้าของคนตัวเล็กบ่งบอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ

“นายกินยานอนหลับเกินขนาดจุนโฮ” ชานซองหยุดจัดดอกไม้แล้ว และน้ำเสียงของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่จริงจัง

“ฉันบอกนายแล้วไง ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ” จุนโฮเถียงกลับแทบจะทันทีที่เขาพูดขึ้น

“นายเกือบจะตายอยู่แล้วรู้มั้ย” ชานซองพยายามควบคุมเสียงที่สั่นเพราะความหวาดกลัวของตัวเอง แต่มันกลายเป็นฟังดูเหมือนว่าเขากำลังขึ้นเสียงใส่จุนโฮ

“นายคงกลัวจะตกงานสินะ” จุนโฮหัวเราะออกมา

“อีจุนโฮ!!”

“ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ ถ้าฉันตาย นายก็คงตกงาน แต่ก็ดีไม่ใช่หรอ นายอาจจะได้ไปดูแลสาวๆเกิร์ลกรุ๊ปแทน” รอยเหยียดยิ้มที่มุมปากของจุนโฮ ยั่วโมโหเขาได้ดีจริงๆ

“อย่าดูถูกความห่วงใยของฉัน นายไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง ตอนที่เข้าไปเจอสภาพนายอย่างนั้น นายไม่รู้หรอกว่ามันเหมือนว่านายก็ฆ่าฉันทั้งเป็นไปด้วย”

ชานซองจ้องเข้าไปในดวงตาของจุนโฮขณะที่พูด มองเห็นแววตาที่วูบไหว ก่อนที่ร่างเล็กจะจ้องมองตอบกลับมา และเอ่ยอย่างชัดเจน

“ฉันนอนไม่หลับ ฉันกินยาไปแล้ว และมันก็ยังไม่หลับ ฉันก็เลยกินเพิ่มไป แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย”

“ชานซอง ฉันไม่ได้ทำ ฉันไม่ได้ทำจริงๆนะ” จุนโฮย้ำกับเขาอีกครั้ง

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขาอยากจะเชื่อคำพูดของจุนโฮจริงๆ

“งั้นก็คุยกับเขาเรื่องที่ทำให้นายนอนไม่หลับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ถือว่าได้พูดคุยระบายความเครียดไป โอเคมั้ย”

เขารู้ว่าจุนโฮยังไม่ยอมจะฟังเขาเท่าไหร่นัก แต่คนปากเก่งก็ไม่ได้โต้เถียงอะไรอีก

“ถือว่าฉันขอนายสักเรื่องแล้วกัน”

 

จุนโฮตื่นขึ้นในกลางดึก มีแสงไฟจากห้องน้ำและกลิ่นแชมพูอ่อนๆลอยออกมา ชานซองอยู่เฝ้าเขาแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง จนต้องขนเสื้อผ้ามากินนอนที่โรงพยาบาลไปด้วย เขาเคลิ้มหลับไปตั้งแต่หัวค่ำหลังจากอาหารมื้อเย็น และได้ยาคลายเครียดที่มีฤทธิ์นอนหลับอ่อนๆ ไม่นานนักชานซองก็ออกมาจากห้องน้ำ มีหยดน้ำเกาะพราวบนเส้นผม ร่างสูงยิ้มเมื่อเห็นว่าจุนโฮตื่นอยู่ เขาเดินสาวเท้ามานั่งข้างๆเตียง

“ฉันทำเสียงดังรึป่าว”

“นายร้องเพลงตอนที่อาบน้ำใช่มั้ย” จุนโฮหัวเราะ เขาตื่นขึ้นมาเอง และแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่เขาก็ยังติดนิสัยแย่ๆที่จะต้องพูดแหย่ชานซองให้ได้ทุกที อาจจะเป็นเพราะว่าเขารู้ดีว่าชานซองไม่เคยโกรธเขาเลย

“นอนต่อเถอะ ดึกแล้ว”

“อืม” ดวงตาเรียวปรือจะหลับอยู่รอมร่อ แต่ริมฝีปากก็พึมพำออกมา “ชานซอง ถามหน่อยสิ”

“อะไรหรอ”

“ตอนที่ฉันหลับอยู่ มีใครมาเยี่ยมฉันบ้างมั้ย”

“มีสิ ท่านประธานไง รีบบินกลับมาจากต่างประเทศ เพื่อมาดูนายเลยนะ”

“แล้วคนอื่นล่ะ มีใครอีกมั้ย”

“ไม่มี ไม่มีแล้ว เพราะเราต้องเก็บเรื่องนายเป็นความลับ” ชานซองเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนโยน

“ฉันฝัน” จุนโฮหลับตาลง พยายามนึกถึงภาพในฝันนั้น ใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง ใครคนหนึ่งที่จับมือของเขาไว้ขณะที่เอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบา

“ฝัน?”

“ฉันคงฝันไปละมั้ง”

“เป็นฝันดีหรือฝันร้ายล่ะ”

จุนโฮเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยคำตอบที่ชวนให้ใจของชานซองกระตุกวูบ

“…ฝันดี”

ชานซองก้มมองร่างเล็กที่นอนหลับตา รอยยิ้มบางๆยังคงระบายอยู่บนริมฝีปาก จุนโฮกำลังนึกถึงคนในฝันดีนั้นอีกครั้ง

 

 

 

อูยองอยากใช้เวลากับนิชคุณ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่ได้มีเวลาว่างตรงกันได้บ่อยๆ แต่เพราะวันสอบปลายภาคที่กำลังจะมาถึง เขาถึงทำได้เพียงขอมาอ่านหนังสือกับพี่คุณแทนที่จะนั่งอ่านอยู่ในห้องตัวเอง แต่แค่นี้เขาก็ดีใจมากแล้วที่นิชคุณอนุญาต อูยองได้พื้นที่บนเตียงเหมือนกับตอนเด็กๆที่พอถึงช่วงสอบของโรงเรียนเขาจะหอบหนังสือมาอ่านไปพร้อมๆกับนิชคุณ เขาวางหนังสือได้เต็มเตียง ในขณะที่นิชคุณจะนั่งอ่านหนังสืออย่างเงียบๆที่โต๊ะทำงาน ตอนนี้นิชคุณเรียนจบแล้ว จากที่เคยนั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนกัน นิชคุณจึงกำลังนั่งทำงานในขณะที่ปล่อยให้อูยองนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงซึ่งดูจะเล็กลงจากที่เขาจำได้ ก็เมื่อก่อนเขาตัวเล็กนิดเดียว เตียงก็ดูจะมีพื้นที่ให้ยื่นแข้งยื่นขามากกว่านี้

“จางอูยอง” เสียงดุๆดังมา ไม่ทันที่อูยองจะเอนตัวลงนอนเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆที่นิชคุณนั่งหันหลังให้เขาอยู่แท้ๆ แต่กลับมองเห็นว่าเขากำลังจะอู้ได้ยังไงกันนะ

“ขอพักแป๊ปนึงสิครับ ผมนั่งอ่านหนังสือติดกันมาสามชั่วโมงแล้วนะ” อูยองงอแง จนนิชคุณต้องลุกขึ้นและเดินมาหาเด็กน้อยที่ทำหน้าบูดบึ้ง

“อ่านได้กี่วิชาแล้ว”

“นี่เป็นแฟนหรือพ่อครับ”

นิชคุณส่ายศีรษะด้วยความอ่อนใจ อูยองน่ะพอบทจะดื้อ ก็เป็นเด็กดื้อดีๆคนหนึ่งเลยล่ะ

“พัก พักก็ได้”

เด็กดื้อที่พอโดนตามใจก็ยิ้มหวานซะจนตาปิด

อูยองล้มตัวลงนอนบนเตียงทันทีที่คนพี่อนุญาต

“สิบนาทีนะ”

“ครับผม”

“รออยู่นี่ เดี๋ยวไปหาขนมมาให้กิน”

“เอาไอติม”

นิชคุณหลุดหัวเราะออกมา “บ้านฉันมีที่ไหนล่ะ”

“นั่นไง งั้นเราออกไปหาไอติมกินกันนะ” เสียงใสแจ๋วเอ่ยอ้อน แต่คนพี่ก็ดูจะไม่หลงกลง่ายๆ

“ตกลงอ่านจบกี่วิชาแล้วครับ”

“หนึ่ง หรือสองนะ น่าจะใกล้จบสองวิชาแล้วนะ..” อูยองเอ่ยเสียงกระอ้อมกระแอ้ม เพราะตัวเองก็ยังอ่านไม่ถึงไหน แต่เขาก็อยากกินไอศกรีม และก็อยากออกไปเที่ยวกับพี่คุณด้วย หลังจากวันนั้น พวกเขาก็ยังไม่ได้ออกไปไหนด้วยกันอีกเลย

“อ่านหนังสือสอบไป เดี๋ยวออกไปซื้อให้”

“ไปด้วย..”

“นายไม่ได้ไปไหนหรอกเด็กน้อย ถ้าอ่านหนังสือไม่จบ ก็ห้ามออกจากห้องนี้เป็นอันขาด”

“พี่คุณณณ!” เสียงโวยวายของอูยอง ทำให้คนพี่ฉีกยิ้มกว้าง

“ตอนเย็นจะพาไปกินข้าวดีมั้ยน้า แต่ถ้าอ่านไม่จบก็ไม่น่าชวนออกไปซะด้วยสิ”

อูยองที่ล้มตัวลงนอนไปแล้วรีบลุกขึ้นนั่งในทันที

“จบครับ อ่านจบแน่ๆ”

นิชคุณอดหัวเราะกับท่าทางกระตือรือร้นในทันทีทันใดของอูยองไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นคนที่แสดงความรู้สึกได้ซื่อตรงจริงๆนะ

“แต่ขอกำลังใจหน่อยได้ป่าว” ตากลมคู่เล็กๆ เงยขึ้นมองคนพี่ ก่อนที่คนพี่จะทันตั้งตัว ร่างเล็กก็ยันตัวลุกขึ้นและจุ๊บแก้มของนิชคุณอย่างรวดเร็ว

“ไปซื้อไอติมให้หน่อย” อูยองกระพริบตาปริบๆอย่างใสซื่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

อูยองก็ไม่สามารถยอมรับออกมาได้หรอกว่าเพราะอ่านหนังสือกับนิชคุณนี่แหละที่ทำให้เขาเสียสมาธิ และใช้เวลาอ่านซ้ำไปซ้ำมากับประโยคเดิมๆเสียหลายรอบ เพราะเขาเอาแต่คิดถึงคนที่อยู่ด้วย ขืนพูดไปเขาก็โดนไล่กลับบ้านกันพอดี แต่พอให้นิชคุณออกไปข้างนอกเสียบ้าง เขากลับอ่านเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว อูยองถึงรีบจดสรุป และขีดเส้นใต้ใจความสำคัญเอาไว้

แต่ปากกาของเขาพอเขาจะขยันเข้าหน่อย จู่ๆมันก็เขียนไม่ติดซะอย่างนั้น

อูยองมองไปรอบๆห้อง ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอน เพื่อไปดูที่โต๊ะของนิชคุณ

โน๊ตบุคที่นิชคุณใช้นั่งทำงานถูกเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะ พร้อมแฟ้มเอกสารกองย่อมๆ อูยองเลื่อนเปิดลิ้นชักเพื่อมองหาเครื่องเขียนใดๆ เขาไม่ได้ตั้งใจจะรื้อข้าวของของนิชคุณ เมื่อไม่พบ เขาจึงกำลังจะเลื่อนปิด แต่สายตากลับสะดุดที่รูปถ่ายซึ่งโผล่มาเพียงเสี้ยวนึงแต่กลับดูคุ้นตา เพราะอูยองเคยเห็นมันสองครั้งแล้ว ครั้งแรกในวันที่นิชคุณกลับมาเกาหลี ครั้งที่สองคือบนโต๊ะทำงานที่บริษัทของนิชคุณ ตอนนี้อูยองรู้แล้วว่าคนในรูปนั้นคือใคร นิชคุณและจุนโฮส่งยิ้มที่สดใสออกมาจากในภาพขณะที่อูยองหยิบมันขึ้นมา อูยองรู้ว่าไม่ควรคิด แต่เขาเอาแต่คิดถึงตอนที่นิชคุณอยู่อเมริกา ตอนที่ทั้งสองคนคบกัน พวกเขาเคยเป็นคนรักกัน คำพูดในวันนั้นของนิชคุณยังคงย้ำอยู่ในความคิด

ฉันรักเขา ฉันยังรักเขา

นายยังอยากจะคบอยู่มั้ย

เพราะฉันยังรักใครไม่ได้หรอก

มันไม่ใช่ว่าอูยองจะตอบไปโดยไม่คิดอะไรเลย เขาถามตัวเองมานับพันๆครั้ง ว่าเขายังอยากจะอยู่ตรงนี้มั้ย เขาไม่รู้หรอกว่าความรักที่แท้จริงแล้วคืออะไร เขารู้แต่ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนเพียงแค่เขาคิดว่าจะหยุดรักนิชคุณ เขาก็ทนไม่ได้แล้ว

อูยองจ้องมองรูปภาพนั้น ก่อนที่เขาจะพับมัน เขาพับรูปของจุนโฮซ่อนไปด้านหลัง และใช้นิ้วกรีดรอยพับจนเป็นรอยคม มันไม่สำคัญอีกแล้วนี่ ว่านิชคุณจะยังรักจุนโฮอยู่มั้ย ในเมื่อนิชคุณก็เลือกแล้วที่จะเก็บรูปนี้ไว้ก้นลิ้นชัก เขาก็ไม่ควรจะรื้อมันออกมา อูยองดันมันกลับเข้าไปให้ลึกที่สุด ก่อนจะเลื่อนลิ้นชักให้ปิดลง

“ทำอะไรอยู่”

อูยองหันกลับไปหานิชคุณที่เดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่มีให้เขาเสมอ

“ปากกาผมหมึกหมดอ่ะ คุณฮยองมีปากกามั้ยครับ หาไม่เจอเลย”

นิชคุณหัวเราะเล็กน้อย ขณะที่เดินไปหาคนตัวเล็กที่โต๊ะ

“ฉันว่ามีอยู่แถวๆนี้นะ” นิชคุณใช้มือข้างหนึ่งยันไว้ที่โต๊ะ แล้วเอื้อมมืออีกข้างอ้อมไปด้านหลังของอูยอง ทำให้อูยองเหมือนถูกล็อกไว้ในอ้อมแขน รอยยิ้มกรุ่มกริ่มระบายบนเรียวปากอิ่ม นิชคุณสนุกกับการแกล้งให้อูยองเขินอายเล่นไปเสียแล้ว โดยเฉพาะในเมื่อวันนี้อูยองทั้งดื้อทั้งงอแง มันถึงยิ่งน่าแกล้งเข้าเสียหน่อย เขาเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้อูยองจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่ติดขัดของคนน้อง ขณะที่เขาแกล้งอ้อยอิ่งกับการควานหาปากกาที่เขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันอยู่ตรงไหน

“นี่ไง” นิชคุณกำลังจะหันกลับมาหาอูยอง ตอนที่อูยองขโมยจุ๊บแก้มเขาอีกครั้ง

ร่างสูงมองสบตาคนตัวเล็กที่จ้องมองตอบกลับมา ทั้งๆที่เขินอายจนใบหูเป็นสีแดงไปหมดแต่อูยองก็ไม่ได้หลบสายตาแม้เพียงนิดเดียว ดวงตากลมใสออดอ้อนจนนิชคุณก็อดไม่ได้ที่จะมองว่าอูยองนั้นน่ารัก ร่างเล็กเอื้อมมือออกมาโอบโน้มรอบลำคอของนิชคุณ

“เป็นอะไร ไม่อ่านหนังสือแล้วหรอ” นิชคุณพูดเมื่อแก้มนิ่มๆแนบพิงลงบนบ่า ออดอ้อนคลอเคลียราวกับเป็นลูกแมวตัวน้อยๆ

“เดี๋ยวอ่าน” คำตอบที่เหมือนเด็กดื้อชัดๆ น่าแปลกที่ทำให้คนฟังโกรธไม่ลง

นิชคุณถอนหายใจยอมแพ้ ขณะที่อุ้มอูยองขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ พร้อมกับเลื่อนปิดลิ้นชักที่อูยองปิดไว้ไม่สนิท ขณะที่อูยองยังคงโอบกอดเขาไว้ในอ้อมแขน

“พี่คุณ”

“ครับ?”

“ถ้าผมสอบเสร็จแล้ว เราต้องไปเที่ยวกันอีกนะ”

“ไปสิ ถ้าอูยองไม่สอบตกนะ จะพาไปเที่ยวทุกที่ที่อูยองอยากไปเลย” นิชคุณหัวเราะเบาๆ

“ผมเรียนเก่งมากนะรู้มั้ย” คำตอบของคนตัวเล็ก ยิ่งเรียกรอยยิ้มให้ระบายกว้างบนเรียวปากของนิชคุณ

“งั้นหรอ”

“ไปดูหนังด้วยกัน ไปกินไอติมด้วยกัน ไปร้านเค้กอร่อยๆ แล้วก็ไปแคมป์ปิ้งตอนวันหยุด ไปเที่ยวทะเลแล้วก็ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน”

อูยองคลายอ้อมกอดออกเพื่อที่เขาจะสามารถมองหน้านิชคุณได้ใกล้ๆ นิ้วมือเรียวเลื่อนไล้บนเครื่องหน้าของนิชคุณจากคิ้วเข้มมายังเปลือกตา เส้นขนตางอนยาว มาจนสันจมูกโด่งคม นิ้วเรียวเลื่อนสัมผัสจากปลายจมูกมาบนริมฝีปากอิ่มหยักที่กำลังระบายรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนที่กลีบปากบางจะโน้มลงจูบบนริมฝีปากหนาอย่างแผ่วเบา ถึงแม้ว่าอูยองจะถอนจูบออกอย่างรวดเร็ว แต่รสสัมผัสอุ่นที่ยังคงติดอยู่บนริมฝีปากก็ทำให้อูยองแน่ใจขึ้นอีกสักหน่อย ว่านิชคุณอยู่ตรงนี้กับเขาแล้วจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

Note:

น่าสงสารนิชคุณนะคะ คนรักเก่าก็ยังลืมไม่ได้ แล้วยังมาเจอเด็กทำรถอ้อยคว่ำใส่อีก
อูยองเรื่องนี้เหมือนถือบทนางร้ายในละครนะจริงๆ 55
อารมณ์แบบเป็นคนรู้จักใกล้ชิดกับพระเอกมาตั้งแต่เด็ก แม่พระเอกก็สนับสนุน
เดินเข้าออกบ้านพระเอกได้ แต่พระเอกดันไปรักคนอื่นที่เจอกันทีหลัง
ตัวร้ายอย่างเราก็ต้องสู้ต่อไปนะลูกนะ ยั่วอิพี่มาให้ได้ ถถถ

 

 

 

 

[Fiction] Let The Rain Fall 14/?

letitrain

 

มันเป็นวันที่ยาวนานสำหรับเขา เมื่อรู้ตัวอีกทีท้องฟ้าข้างนอกก็ระบายด้วยแสงสีส้มแสดของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะคล้อยลับจากขอบฟ้า เขายังคงไม่อยากจะเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายในสิบชั่วโมงที่ผ่านมา เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว และได้เกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับชานซองแล้ว จุนโฮเป็นทั้งชีวิตของเขา เป็นทั้งความรับผิดชอบ และเป็นคนที่เขาผูกพัน เมื่อเช้านี้โลกทั้งใบของเขาแทบจะพังทลายลงตอนที่เขาเข้าไปปลุกจุนโฮเหมือนทุกๆวัน เพียงแต่วันนี้ จุนโฮไม่ยอมตื่น ไม่ว่าเขาจะเขย่าร่างเล็กจนสุดแรง หรือตะโกนเรียกจนสุดเสียง ร่างที่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรงก็ไม่ยอมลุกขึ้นมา ใช้ปากร้ายๆต่อว่าเขา โมโหเขา เหมือนทุกที

เขาต้องสั่งแข้งขาที่อ่อนล้าของตัวเองให้ลุกขึ้นยืน หลักจากที่ส่งจุนโฮเข้าห้องฉุกเฉินไป ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นห่วงคนข้างในนั้นมากแค่ไหน จนไม่อยากจะละสายตาไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ในขณะที่เขาต้องก้าวขาห่างออกจากบานประตูที่ปิดลง เขานึกถึงวันที่เขายกเลิกสัญญาการเป็นเด็กฝึกกับบริษัท เขาขอท่านประธานเพียงอย่างเดียว ขอให้รับเขาเข้าทำงาน ขอให้เขาได้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของจุนโฮ เพราะมันคงเป็นทางเดียวที่เขาจะสามารถอยู่เคียงข้างจุนโฮ และดูแลจุนโฮต่อไปได้ โทรศัพท์ของเขาเริ่มส่งเสียงร้องแล้ว ความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้น การยกเลิกตารางงานอย่างกระทันหันของจุนโฮย่อมกลายเป็นที่จับตามอง นักข่าวกำลังพยายามดมกลิ่นราวกับหมาล่าเนื้อ สปอนเซอร์ต่างๆจะต้องเริ่มระส่ำระส่าย สัญญางานทั้งหมดจะได้รับผลกระทบไปอย่างต่อเนื่อง  ชานซองได้เรียนรู้ในวันนี้เอง เขาเป็นคนที่อยู่กับจุนโฮเสมอ แต่ไม่ใช่คนที่อยู่เคียงข้าง เขาคอยดูแลจุนโฮเสมอ แต่ไม่เคยเป็นคนที่ได้ดูแล ทั้งๆที่ในเวลาเช่นนี้จุนโฮควรมีใครสักคนอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา

เขาใช้เวลาทั้งวันไปกับการเจรจากับทางโรงพยาบาล เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องสาเหตุการเข้ารักษาตัวของจุนโฮจะไม่เร้นลอดออกไป เขาต้องติดต่อผู้ว่าจ้างทั้งช่องโทรทัศน์ต่างๆ เพื่อเคลียร์ตารางงานของจุนโฮออกไปให้เพียงพอสำหรับให้จุนโฮได้พักผ่อน ก่อนที่บริษัทจะออกประกาศชี้แจงอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายเพื่อแจ้งเรื่องการยกเลิกตารางงานของจุนโฮจากวันนี้ไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ด้วยสาเหตุว่าจุนโฮมีอาการป่วย และอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก แน่นอนว่ามันสร้างความเคลือบแคลงให้กับทั้งแฟนคลับและนักข่าว กระทู้แสดงความเห็นของเนติเซนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สายจากนักข่าวก็โทรหาเขาจนสายแทบไหม้ เมื่อรู้ตัวอีกทีกระเพาะของชานซองก็กำลังส่งเสียงโครกคราก ฟ้องร้องว่าเขาไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า เขาทำหน้าที่ของเขาเสร็จหมดแล้ว ดูแลจุนโฮให้ดีที่สุดด้วยบทบาทของเขา หมอบอกว่าจุนโฮปลอดภัยแล้ว ตอนนี้เหลือแค่รอให้จุนโฮตื่นขึ้นมาเท่านั้น แค่รอ.. แต่เวลาที่เดินผ่านไปแต่ละนาทีมันช่างอืดอาดจนชวนหงุดหงิด

ชานซองหันกลับไปมองจุนโฮที่นอนหลับอย่างนิ่งสงบ นอกเหนือจากใบหน้าที่ซีดเซียว และสายน้ำเกลือที่ระโยงระยางแล้ว จุนโฮก็เหมือนแค่หลับไปเท่านั้น ที่ข้างเตียง นิชคุณไม่ได้ละไปจากจุนโฮเลย กว่าแปดชั่วโมงมาแล้วตั้งแต่ที่นิชคุณมาถึง ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ขณะจับมือที่ซีดขาวของจุนโฮเอาไว้ เขาไม่ได้ไว้ใจนิชคุณนักหรอก แต่อย่างน้อยจุนโฮก็ยังมีคนอยู่ด้วย คนที่คงไม่ปล่อยมือจุนโฮทิ้งไปง่ายๆ ชานซองตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก เขาต้องการสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด หลังจากที่มันถูกบีบรัดมาทั้งวัน

 

ชานซองไปซื้อเครื่องดื่ม และอาหารรองท้องมานิดหน่อยจากร้านสะดวกซื้อใต้ตึกโรงพยาบาล เขาซื้อของมาเผื่อนิชคุณอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เพราะเขาเห็นว่านิชคุณเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกันหรอกนะ ขณะที่เขาเดินผ่านสวนหย่อมเล็กๆที่อยู่ระหว่างทางเชื่อมของตัวอาคาร เขาก็สังเกตเห็นเด็กคนนั้นอีกครั้ง เด็กชายผิวขาวนั่งก้มหน้าอยู่บนม้านั่ง ริมฝีปากสีชมพูเบะลงนิดหน่อย ขณะที่ดวงตาชั้นเดียวหลุบต่ำ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างที่น่าลำบากใจ ชานซองเกือบจะเดินผ่านไปแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนใจ เพราะความคิดที่กำลังรบกวนจิตใจของเขา นี่.. เด็กคนนั้น นั่งรออยู่ตลอดเลยงั้นหรือ

“กินสักหน่อยสิ” ชานซองยื่นนมที่ซื้อมาให้อูยองกล่องหนึ่ง

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว”

“ผู้ใหญ่ให้ก็รับไปสิ” ชานซองแกล้งดุเสียหน่อย มือเล็กๆถึงยื่นมารับกล่องนมไปจากเขา

“นาย ชื่ออะไรนะ” ชานซองเอ่ยถาม ขณะนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ

“จางอูยองครับ”

ชานซองพยักหน้า เขาตัดสินใจจะนั่งตรงนี้สักพัก ชายหนุ่มหยิบห่อข้าวห่อสาหร่ายออกมาแกะและยื่นให้อูยอง ก่อนจะแกะให้ตัวเองอีกห่อหนึ่ง

“ฉันชื่อชานซองนะ ฮวางชานซอง”

“คุณเป็นผู้จัดการของจุนโฮใช่มั้ยครับ”

ชานซองเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่ออูยองเอ่ยถามขึ้นมา

“ผมได้ยินคุณพูดชื่อคุณจุนโฮขึ้นมา ผมก็เลยลองไปเสิร์จดู แล้วเห็นคุณอยู่ในรูปเดียวกับเขาหลายครั้งน่ะครับ” อูยองยอมรับ เขาคงว่างเกินไปละมั้ง ถึงได้มานั่งเสิร์จชื่อคนเอาอย่างนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าจุนโฮที่ทั้งสองคนพูดถึงนั้นคือใคร จนเสิร์จเจอรูปชานซองในภาพเดียวกับจุนโฮ จุนโฮที่เขารู้จักจริงๆนั่นแหละ

ชานซองยิ้มออกมาบางๆ มีคนรู้ความลับเข้าอีกคนแล้วสินะ ทั้งๆที่เขาต้องจ่ายเงินปิดข่าวไปแทบตาย

“เขาไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั้ยครับ” อูยองเอ่ยถาม สร้างความแปลกใจให้ชานซองอีกครั้ง เพราะน้ำเสียงของอูยองกลับฟังดูเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

“โล่งใจไปนะครับ คุณฮยองดูเป็นห่วงเขามากเลย” รอยยิ้มเล็กๆระบายบนเรียวปากบางด้วยความรู้สึกโล่งใจ

รอยยิ้มน่ารัก ที่จู่ๆก็ทำให้ชานซองก็รู้สึกฟืดเคืองในลำคอจนไม่อยากจะกินอะไรต่อ เขามองดูอูยองค่อยๆดูดนมในกล่องช้าๆ ทั้งๆที่อูยองยังดูเป็นเด็กขนาดนี้ แต่กลับมีความคิดและทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก

“เดี๋ยวก็มืดแล้ว กลับบ้านก่อนมั้ย เดี๋ยวฉันเรียกแท๊กซี่ให้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอกลับพร้อมคุณฮยองก่อนดีกว่า”

ชานซองไม่ได้กินอะไรต่อแล้ว เพราะความอยากอาหารมันหายไปเสียหมด เขานั่งอยู่ต่อสักพัก เพื่อรอให้อูยองกินข้าวปั้นให้หมดห่อ และดื่มนมให้หมดกล่อง

“ฉันกลับขึ้นไปก่อนนะ” ชานซองเอ่ย เมื่อเห็นอูยองเริ่มพับกล่องนมเพื่อนำไปทิ้ง

“ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ” รอยยิ้มและคำขอบคุณของอูยอง กลับยิ่งทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดได้อย่างน่าประหลาด

 

ชานซองกลับเข้ามาในห้องที่มืดสลัว พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เงาตะคุ่มทำให้นิชคุณดูเหมือนรูปปั้นของเจ้าชายที่โน้มลงเฝ้ามองเจ้าหญิงนิทรา เขาใช้เวลาทั้งวันภาวนาเพียงอย่างเดียวให้จุนโฮรู้สึกตัว แต่เมื่อชานซองกลับเข้ามาในห้องพักฟื้นของจุนโฮอีกครั้ง จู่ๆเขาก็รู้สึกโล่งใจ ที่ทุกอย่างยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม บางทีอาจจะโชคดีแล้วก็ได้ที่จุนโฮยังไม่ฟื้น และยังไม่ได้พบกับนิชคุณ ให้มันเป็นอย่างนี้ อาจจะดีที่สุดแล้ว

ชานซองกดเปิดสวิชต์ไฟ เพื่อให้แสงสว่างกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

“ผมว่าคุณกลับไปได้แล้วล่ะ”

“ฉันอยากจะรอ..”

นิชคุณหยุด เมื่อได้ยินชานซองพูดประโยคถัดไป

“เด็กคนนั้น.. เขารอคุณมานานแล้ว”

 

ร่างสูงที่คุ้นตาซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ทำให้อูยองลุกขึ้นจากม้านั่ง เขาจ้องมองให้ร่างนั้นค่อยๆคมชัดขึ้น จนชัดเจนอยู่ในสายตา นิชคุณหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับภาพความฝันที่ไม่อาจจับต้องได้ เขาทั้งอยากจะโผเข้ากอด และทั้งอยากจะวิ่งหนีคนๆนี้ไปให้ไกล น้ำตาที่แห้งเหือดไปนานแล้ว เริ่มจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามแล้ว พยายามจะทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พยายามที่จะเข้าใจผู้ชายคนนี้ แต่เขาก็ไม่อาจจะเข้าใจได้เลย มันมีเรื่องมากมายที่เขาอยากจะเอ่ยถาม แต่เขาก็กลัวคำตอบของมันเกินกว่าจะพูดออกไป อูยองกัดริมฝีปากที่กำลังสะอึกสะอื้น ขณะที่ยืนตัวสั่นโยนอยู่ต่อหน้าคนที่เขารักหมดหัวใจ

 

นิชคุณจอดรถที่หน้าบ้านของอูยอง พวกเขาต่างก็นิ่งเงียบกันมาตลอดทาง จนนิชคุณเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“อูยอง” นิชคุณเรียกอูยองไว้ ก่อนที่ร่างเล็กจะลงจากรถ

อูยองหันกลับมามองใบหน้าที่ซีดเซียวของนิชคุณ ซึ่งดูเป็นคนละคนกับที่เขาพบเมื่อเช้านี้ ราวกับว่านิชคุณได้ถูกสูบพลังไปจนหมด มันจึงไม่มีรอยยิ้มที่สดใส และการพูดคุยที่สนุกสนาน เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ากลายเป็นความทรงจำในอดีตที่ซีดจางเหมือนกับว่ามันได้ผ่านพ้นมานานแสนนานมาแล้ว

อูยองไม่แน่ใจว่ามือที่ถูกกุมไว้ เคยเกิดขึ้นจริงมั้ย พวกเขากำลังจะเดินทางไปที่ไหน และกลับมาอยู่ที่ตรงนี้ได้ยังไง อูยองจำไม่ได้อีกแล้ว

คำถามที่อูยองไม่กล้าถาม นิชคุณกำลังจะตอบมัน เพราะเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้แก่คนๆนี้ ในฐานะของคนปัจจุบัน

“ฉันเจอกับจุนโฮตอนที่ฉันไปเรียนต่อที่อเมริกา แล้วพวกเราก็คบกันระยะหนึ่ง ฉันรักเขามาก..”

น้ำเสียงของนิชคุณสั่น ในขณะที่ลมหายใจของอูยองขาดห้วงไป ราวกับว่ามีใครมากระชากมันไปจากเขา

“ฉันยังรักเขา”

อูยองมองสบตาของนิชคุณ มองเข้าไปค้นหาคุณฮยองของเขาในนัยตาดำขลับคู่นั้น เขาไม่แน่ใจอีกแล้วว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไร ร่างกายของเขากำลังชาแปลบจนไม่อาจไหวติง

“อูยอง” เป็นครั้งแรกที่อูยองอยากจะขอร้องให้นิชคุณหยุดเรียกชื่อเขาได้แล้ว เสียงกรีดร้องและอ้อนวอนที่ดังอยู่ในใจของเขาไม่มีใครได้ยิน

เสียงของนิชคุณยังคงลอยล่องอยู่บนความเงียบงัน

“ฉันไม่อยากรักเขาอีกแล้วล่ะ แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันถึงจะรักใครได้อีก ถ้าเป็นอย่างนี้ นายยังอยากจะรักฉันอยู่มั้ย เพราะถ้านายอยากจะวิ่งหนีฉันไปตอนนี้ ฉันให้โอกาสนายแล้วนะ วิ่งหนีจากฉันไป เพราะฉันยังรักนายไม่ได้หรอก”

คนฟังไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว สิ่งที่นิชคุณพูดมามันคือการบอกเลิกรึป่าว หากมันเป็นประโยคบอกเลิก คงเป็นการบอกเลิกที่เลือดเย็นที่สุด เพราะคำพูดเหล่านั้นก็กำลังให้ความหวังกับเขาเช่นกัน ความสับสนเซทับจนความรู้สึกมันด้านชาไปเสียหมด เขาไม่รู้สึกแม้กระทั่งว่าปลายนิ้วของเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าหัวใจของตัวเองยังเต้นได้อยู่มั้ย หรือเขาเผลอหยุดหายใจไปในจังหวะใดบ้างรึป่าว เขาไม่รู้ว่าน้ำตากำลังไหลพรั่งพรูลงมาจากดวงตาที่บวมช้ำ  ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเสียงแห้งผากได้เอื้อนเอ่ยออกไป ด้วยความรู้สึกเดียวที่พอจะหลงเหลืออยู่ในหัวใจ

“ผมรักฮยอง”

นิชคุณหลุบตาลงครู่หนึ่ง ช่วงเวลาที่นิ่งงันจนเหมือนว่าเวลาได้หยุดเดินไปตลอดกาลเสียแล้ว ก่อนที่อูยองจะรู้สึกตัวอีกครั้ง และเข็มนาฬิกาของเขาก็เริ่มเดินต่อ เมื่อนิ้วมืออุ่นๆยกขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากแก้มกลม

“ยังไม่ต้องตอบฉันตอนนี้ก็ได้ กลับไปคิดดูก่อนเถอะนะ นายยังอยากจะคบกันอยู่มั้ย”

 

นิชคุณไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานแล้ว เพราะเขาไม่ได้ดื่มหนักเหมือนเมื่อก่อน แต่ความรู้สึกปวดหัวตึ้บที่โจมตีเขาทันทีที่เขาตื่นขึ้น ทำให้นิชคุณรู้สึกไม่ต่างจากวันที่เขาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการแฮงค์อย่างรุนแรง ศีรษะของเขาหนักอึ้งจากการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ดวงตาของเขาบวมช้ำจนชวนปวดแสบเมื่อต้องลืมตา เขาไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปตอนไหน  ทั้งๆที่เมื่อคืนเขาแทบจะไม่สามารถหลับตาลงเพราะความกังวลใจ เขาจำได้ว่าเขานั่งอยู่จนท้องฟ้าสว่าง คิดฟุ้งซ่านจนท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีจากสีส้มปนครามจนเป็นสีฟ้าสดใส เขาจำได้ว่าเขาได้ยินเสียงนกที่เริ่มบินออกจากรังในตอนเช้าส่งเสียงร้องขานเข้ามารบกวนจิตใจที่ว้าหวุ่น ก่อนที่สุดท้ายแล้วร่างกายที่อ่อนเพลียก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป

เขาน่าจะหลับไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมง ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขากำลังจะควานหาโทรศัพท์เพื่อโทรถามอาการของจุนโฮ ตอนที่เขาได้ยินเสียงเล็กๆที่คุ้นหูดังแว่วมาจากด้านล่าง นิชคุณวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ เพื่อจะรีบเดินตามเสียงนั้นไป จนพบเจ้าตัวยืนคุยกับคุณป้าแม่บ้านอยู่ที่โต๊ะอาหาร กับข้าวชุดเล็กๆวางเรียงอยู่บนโต๊ะสำหรับหนึ่งที่

“ถ้าพี่คุณตื่นแล้ว เอาออกมาอุ่นให้เขาด้วยนะครับ” นิชคุณทันได้ยินคนตัวเล็กกำลังจะขอตัวกลับออกไปพอดี

“อูยอง” เขาเอ่ยเรียกด้วยความประหลาดใจระคนโล่งใจ เขาไม่ปฏิเสธว่าหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เขาคิดวกวนจนนอนไม่หลับ ก็คือเรื่องของอูยอง เขาคิดไปแล้วว่าอูยองคงอยากจะวิ่งหนีเขาไปให้ไกลที่สุด จนแม้แต่ในฐานะพี่ชาย เขาก็อาจจะต้องสูญเสียน้องชายคนนี้ไปแล้วจริงๆ

แต่อูยองกลับอยู่ที่นี่ หันมายิ้มให้เขา เหมือนที่เคยยิ้มให้กันเสมอ

“อ๊ะ ตื่นแล้วหรอครับ งั้นนั่งรอเดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมเอากับข้าวไปอุ่นให้”

นิชคุณรั้งข้อมือขาวเอาไว้ ก่อนที่อูยองจะเดินผ่านออกไป

“ป้าครับ ฝากด้วยนะครับ”

เขาหันไปบอกแม่บ้านให้ยกถาดอาหารออกไปแทน ก่อนจะหันมามองใบหน้ากลม พวงแก้มขาวเป็นสีชมพูอ่อนๆเหมือนแก้มเด็ก เขาสังเกตเห็นดวงตาของอูยองเองก็ยังบวมอยู่บ้าง อูยองก็คงร้องไห้มาทั้งคืนเหมือนกัน

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่เช้าแล้วล่ะครับ ผมคิดว่าเมื่อวานฮยองคงเหนื่อย ก็เลยให้ป้าเขาช่วยทำไก่ตุ๋นโสมไว้ให้นะครับ แต่นึกว่าฮยองจะไม่ตื่นมากินซะแล้ว”

“ทำไมไม่ขึ้นไปปลุกล่ะ”

“ก็อยากให้ฮยองพักผ่อนนี่ครับ”

ดวงตาคู่เล็กเบิกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆเอวบางก็ถูกนิชคุณรวบไปกอดไว้

“อะ.. อะไรกันครับ เดี๋ยวใครมาเห็น” ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอด จนนิชคุณต้องกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น

“ใครจะมาเห็นล่ะ นี่บ้านฉันนะ แล้วนี่ก็แฟนฉัน”

“อะไรกันครับ…”

“มันเหนื่อยจริงๆด้วย” นิชคุณถอนหายใจออกมา ก่อนจะหลับตาลง โดยไม่ปล่อยร่างเล็กออกจากอ้อมกอด

น้ำเสียงที่เหนื่อยล้าของนิชคุณ ทำให้อูยองยอมยืนนิ่งๆ ขณะที่ลมหายใจอุ่นๆคลอเคลียอยู่ข้างใบหู

“ที่ฉันถามนายเมื่อวาน…”

“ผมตอบไปแล้วไงครับ”

“จะไม่เปลี่ยนใจหรอ”

อูยองส่ายศีรษะ มือเล็กเอื้อมออกไปกอดเอวของนิชคุณบ้าง

“คนนี้ก็แฟนผมนี่ครับ ผมไม่ปล่อยไปง่ายๆหรอกครับ”

นิชคุณหัวเราะออกมาเบาๆ อูยองเป็นเด็กที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างนี้เสมอไม่ใช่หรอ ตั้งแต่วันที่เอาแมวมาคืนเขาแต่กลับร้องไห้เพราะอยากเก็บทาโร่ไว้เสียเอง จนถึงวันที่อูยองบอกรักเขา ถ้าหากอูยองบอกว่ารักมันก็คือรัก  และไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่านั้น อูยองไม่วิ่งหนี และไม่เคยฝืนความรู้สึกของตัวเอง เขาเรียนรู้ว่าถ้าวันไหนอูยองร้องไห้ นั่นเป็นเพราะว่าอูยองเสียใจ และถ้าหากว่าอูยองเช็ดน้ำตาออกไปหมดแล้ว อูยองก็เข้มแข็งจนคนโตกว่าอย่างเขาเองก็ยังรู้สึกละอาย เขาสูดหายใจลึกและยาว เพื่อสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆจากผิวขาวราวน้ำนม หวังว่าตัวเขาเองจะได้รับพลังจากอูยอง และหัวใจที่แตกเป็นเศษเสี้ยวจนบาดคนรอบข้างอยู่ในตอนนี้จะเข้มแข็งขึ้นมาได้บ้าง สักนิดก็ยังดี

“ขอบคุณนะ อูยอง ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกันไปไหน ฉันรับปากไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ฉันสัญญา ว่าฉันจะพยายามนะ”

รอยยิ้มเล็กๆแต้มบนกลีบปากสีชมพูหวาน อูยองหลับตาลงในอ้อมกอดของนิชคุณเช่นกัน มันไม่ใช่ประโยคบอกรัก และยังห่างไกลจากคำๆนั้นมากนัก ทั้งๆที่ตอนนี้เขารู้แน่ชัดว่าหัวใจของนิชคุณเป็นของคนอื่น แต่เขาก็มีความสุขมากแล้ว เขาอยากรอฟังคำนั้น ไม่ว่ามันจะนานเท่าไหร่ หรือต่อให้มันจะไม่มีวันมาถึง แต่แค่ความหวังว่าเขาจะได้รับความรักของพี่คุณกลับมาบ้าง มันก็คุ้มที่จะรอ

 

 

 

 

 

 

 

 

Note:

ไม่รู้ว่าอ่านตอนนี้จะเห็นใจนิชคุณเพิ่มบ้างมั้ย หรือว่าโกรธคนพี่มากกว่าเดิม 55
หรือจะเกลียดอิคนเขียนแทนนี่ก็ไม่รู้แฮะ – -”

อ่านเม้นตอนที่แล้วละเริ่มหวั่นๆใจว่าจะทนอ่านกันไหวจนจบเรื่องรึป่าว
ให้เวลาอิคนพี่กันหน่อยน่าา รักครั้งแรกมันฝังใจ แถมรักแรกดันมาเข้าโรงบาลอีก พี่แกก็มีเครียดไปบ้าง
อยู่อ่านเป็นกำลังใจให้น้องอูยองกันต่อไปก่อนนะคะ

อ่อ ฝากนิดนึง เรารับฟี๊ดแบ้กทุกช่องทาง คอมเม้นในบล้อก หรือในทวิตก็ได้ #RainFallKW
แต่ถ้าพูดในทวิตอยากให้ระวังการด่านิชคุณนิดนึง กลัวพี่แกมาเสิร์จชื่อตัวเองเจอแล้วแกจะตกใจ 55555555555ใช้เป็นโค้ดลับมานะคะ อิพี่ นชค อพค อย่างงี้น่าจะปลอดภัยกว่าเนอะ

ขอบคุณค่า

 

[Fiction] Let The Rain Fall 13/?

letitrain

 

“อ๊คแทคยอน ไปหาน้องอูยองกัน” แทคยอนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงคุ้นหูจากรูมเมทของเขา

ใกล้ไป..

แทคยอนขยับถอยโดยอัตโนมัติ เมื่อหัวใจเต้นถี่รัวขึ้นมาทันทีที่รับรู้ว่าปลายจมูกของมินจุนอยู่ใกล้ใบหน้าเขาเพียงใด มินจุนกลับมาอยู่ห้องเดียวกับเขาแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนบอกเองให้พวกเขาทำตัวปกติต่อกัน พอเอาเข้าจริง การจะควบคุมหัวใจตัวเองมันก็ยากกว่าที่เขาคิด

“ไปทำไม” แทคยอนแกล้งทำเป็นงัวเงีย เขาบิดขี้เกียจ เพื่อให้มินจุนกระเถิบตัวออกไปบ้าง

“ว่าจะชวนน้องเขาไปดูหนัง” มินจุนเอ่ยพร้อมกับชูตั๋วหนังสองใบขึ้นมา

“ทำไมมีสองใบ”

“ก็ของฉันกับอูยอง”

แทคยอนกระพริบตาปริบๆ

“มีสองใบแล้วจะชวนกุไปทำไมวะ”

“ไปส่งหน่อย” มินจุนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวอย่างสวยงาม

แทคยอนถอนหายใจ ก่อนจะพลิกตัวหนี แต่มือเรียวก็คว้าแขนเขา และพยายามออกแรงดึงให้ลุกขึ้น

“แทคยอนนนนน”

“ไม่เอา  ไม่ไป”

“ตื่นเดี๋ยวนี้นะเว้ย” มินจุนคว้าท่อนแขนของแทคยอน ออกแรงดึงร่างใหญ่ให้ลุกจนสุดแรง

“ม่ายยยย”

ผลั่ก!

เพราะว่าอีกคนตัวเล็กกว่าน่ะสิ เมื่อแทคยอนออกแรงแข็งขืน คนที่ดึงจนสุดแรงถึงได้เสียหลักล้มลงบนตัวเขา ใบหูของแทคยอนแดงจัด ในขณะที่มองสบดวงตาของคนที่ล้มลงมาบนร่าง ใบหน้าของมินจุนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ ทำให้เขาสามารถมองเห็นเส้นขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาเรียวได้อย่างชัดเจน นัยตาสีดำกลมโตสุกสกาวราวดวงดาวที่ลึกลับสะกดให้เขาจ้องมองอย่างไม่ลดละ

แทคยอนกระแอมไอเบาๆในลำคอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเขาจ้องมองมินจุนนานเกินไปแล้ว

“ฉันว่านายโทรนัดน้องอูยองก่อนมั้ยว่าเขาว่างรึป่าว”

“อะ.. อืม” มินจุนตอบรับ ก่อนจะรีบปีนลงจากตัวของเขา

 

“ครับ เที่ยวให้สนุกนะครับ” แทคยอนออกจากห้องน้ำทันได้ยินเสียงหงอยๆของมินจุนก่อนจะวางหูโทรศัพท์ ร่างสูงคว้าผ้าขนหนูมาซับหยดน้ำบนใบหน้า อดห่วงคนตรงหน้าไม่ได้

“อ้าว เสร็จแล้วหรอ” มินจุนหันมายิ้มให้

“อูยองว่าไงบ้าง”

“เขา.. ไม่ว่างน่ะ เห็นบอกว่าจะออกไปตกปลากับพี่คุณอะไรนั่น” มินจุนถอนหายใจ “คบกันอยู่จริงๆสินะ”

ทั้งๆที่อูยองเคยพูดกับเขาตรงๆแล้วว่าตอนนี้อูยองมีแฟน และกำลังคบใครอยู่ แต่เหตุการณ์ตอนนั้นที่เขาเจอนิชคุณที่ริมแม่น้ำฮัน ก็ยังคงรบกวนจิตใจของเขา ตอนนั้นนิชคุณเองไม่ใช่หรอที่ปฏิเสธความรักของอูยอง

แทคยอนนั่งลงข้างๆมินจุน เขาหรี่ตาลง รู้ว่ามินจุนต้องกำลังคิดอะไรอยู่

“เสียใจหรอ” แทคยอนเอ่ยถาม

มินจุนส่ายศีรษะ

“เป็นห่วงมากกว่า”

“เอ๊?”

“ฉันไม่ไว้ใจเลย ไปต่างจังหวัดกันสองต่อสองอย่างนั้น”

“แต่พวกเขาเป็นแฟนกันนะ” อ๊คแทคยอนหัวเราะออกมาเบาๆ

“นายไม่คิดว่ามันแปลกหรอแทค ปกติถ้าฉันเช็คเวลากับจินอุนแล้วว่าพวกเขาไม่มีเรียน อูยองก็จะว่างตลอด ทั้งๆที่คบกับพี่คุณมาตั้งนานแล้ว แต่อูยองไม่เคยปฏิเสธฉันเลยนะ”

“ก็แปลก” แทคยอนยังจำภาพที่อูยองจูบกับนิชคุณซึ่งถูกแพร่ไปในอินเตอร์เน็ตได้  มันมีความคิดเล็กๆที่คอยรบกวนจิตใจของเขา คนเราหากจะรักกันแล้วมันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องประกาศให้โลกรู้ขนาดนั้น ทำไมต้องที่นั่น ทำไมต้องวันนั้น ทั้งๆที่เป็นงานที่มีสื่อเข้าร่วมมากมาย แต่แทคยอนก็ตอบตัวเองไปว่าเขาคงขาดความโรแมนติกละมั้ง เขาถึงได้ไม่เข้าใจในการกระทำแบบนั้น

“เฮ้อ” มินจุนถอนหายใจเสียงดัง ราวกับตั้งใจจะไล่ความกังวลใจออกไป เด็กหนุ่มก้มมองดูตั๋วสองใบในมือ “ฉันก็ซื้อตั๋วหนังมาแล้วด้วยสิ”

แทคยอนเหลือบมอง ก่อนจะอมยิ้มที่มุมปาก มือหนาชิงตั๋วหนังจากมือของมินจุนมาใบหนึ่ง

“ไปดูกับฉันแทนมั้ยล่ะ”

 

อูยองวางสาย และหันไปมองคนข้างๆ

“พี่มินจุนน่ะครับ” เพราะว่านิชคุณใส่แว่นกันแดด และมองตรงไปข้างหน้าขณะขับรถ อูยองถึงมองไม่เห็นว่าสายตาของนิชคุณกำลังมองไปที่ไหน และฟังเขาอยู่รึป่าว แต่นิชคุณก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา อูยองจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ นิชคุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงไม่มีเรื่องหึงหวงเล็กๆน้อยๆ แต่ในฐานะแฟน อูยองก็อยากจะซื่อตรงกับนิชคุณให้มากที่สุด อูยองบอกนิชคุณทุกครั้งที่มินจุนกับแทคยอนชวนเขาไปไหน ถึงแม้ว่านิชคุณจะไม่เคยเอ่ยถามอะไรก็ตาม

วันนี้พวกเขาจะไปตกปลาด้วยกัน มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งอาทิตย์ อูยองได้แต่รอคอยด้วยความตื่นเต้นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ไปเดทกับนิชคุณแบบสองต่อสองอย่างจริงๆสักที นิชคุณบอกกับเขาว่าอยากไปพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์มากกว่าจะออกไปเจอผู้คนที่วุ่นวาย พวกเขาเลยตัดสินใจออกมาตกปลาที่ต่างจังหวัดด้วยกัน มันต้องใช้เวลาในการเดินทางสักพัก แล้วการนั่งอยู่บนรถตามลำพังกับนิชคุณอย่างนี้ก็ชวนให้เลือดสูบฉีดขึ้นมาเลี้ยงบนพวงแก้มกลมๆจนร้อนผ่าว

อูยองไม่รู้ตัวเลยว่าเขาถูกสะกดด้วยความงดงามของใบหน้าด้านข้างของนิชคุณไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เส้นโค้งเว้าจากหน้าผากมาถึงสันจมูกโด่งคมชวนให้เขาอยากไล้นิ้วลงบนสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบนั้น เขาเริ่มจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงฉ่ำและเริ่มนึกถึงรสจูบที่ถูกกลีบปากคู่นี้ป้อนให้  ความรู้สึกวาบหวามมวนอยู่ในท้อง จนอูยองได้ยินเสียงเต้นตึกตักของหัวใจตัวเอง

“มองอะไร” เสียงนุ่มๆเอ่ยถามอย่างนิ่งเรียบ หารู้ไม่ว่าเกือบทำให้จางอูยองหัวใจวายเข้าให้แล้ว

“ม่ะ..ไม่มีอะไรครับ” อูยองรีบหันหนีรอยยิ้มที่มุมปากของนิชคุณ คนตัวเล็กรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว นิ้วมือที่สั่นเทาเอื้อมไปเปิดวิทยุหวังให้มีเสียงอะไรมากลบเสียงหัวใจของเขาลงได้บ้าง

เพลงที่ดังขึ้นคลอเบาๆ ทำให้อูยองผ่อนคลาย และช่วยดึงสมาธิของเขาจากนิชคุณไปได้บ้าง อูยองมองออกไปนอกหน้าต่าง วิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว จากตึกรามบ้านช่องในตัวเมือง กลายเป็นต้นไม้และต้นหญ้าสีเขียวชะอุ่ม สถานที่ที่แปลกตาทำให้อูยองหันไปสนอกสนใจกับต้นไม้ต้นใหญ่ ภูเขาที่อยู่ไกลๆ และบ้านหลังเล็กๆที่กระจายอยู่เป็นหย่อมๆ อูยองเผลอฮัมเพลงออกมาเบาๆ โดยไม่ทันเห็นว่านิชคุณกำลังยิ้มตามเมื่อได้ยินเสียงของเขา

นิชคุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในวันที่เขาไม่มีอะไรให้คิดมากมาย ในวันที่เขารู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันง่ายกว่านี้ เขานึกถึงวันที่อูยองมานอนค้างที่บ้านของเขาในช่วงวันหยุดเพื่อที่จะอยู่เล่นกับลูกเป็ดได้ทั้งคืน เมื่อเขาตบเตียงเบาๆ ทั้งเด็กแก้มยุ้ยและเจ้าแมวขนปุยก็กระโดดขึ้นมานอนบนเตียง นิชคุณเปิดเพลงจากไอพอดซึ่งเป็นของขวัญวันเกิดที่เขาได้รับตอนอายุครบ12ปี และแบ่งกันฟังกับอูยองด้วยหูฟังคนละข้าง อูยองจะร้องเพลงคลอเบาๆขณะที่นิ้วมือเล็กๆลูบเส้นขนบนลำตัวของทาโร่ที่นอนขดอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคนเหมือนเป็นการกล่อมนอน เสียงบางใสที่อาจไม่ได้ไพเราะเหมือนกับนักร้องอาชีพคนใด แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่ทำให้คนที่ได้ยินผ่อนคลายได้ ไม่ต่างจากเจ้าทาโร่ที่ถูกกล่อมนอนจนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ความรู้สึกสบายใจอย่างวันนั้นได้ย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาได้ยินเสียงร้องเพลงของคนที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน

นิชคุณเหลือบมองอูยอง ยิ้มออกมาบางๆเมื่อเห็นว่าอูยองโตขึ้นมากเพียงใด จากเด็กชายตัวเล็กๆที่เขาเคยรู้จัก  ชั่วขณะหนึ่งที่เขาปล่อยให้เสียงของอูยองขับกล่อม มันเกือบจะเหมือนว่าเขาได้ลืมความเจ็บปวด และความเหนื่อยล้าไปได้ทั้งหมดแล้วจริงๆ

อูยองหันมาหัวเราะกับเขาเบาๆ เมื่อรู้ตัวว่าถูกแอบมองอยู่ ใบหน้าเป็นสีชมพูระเรื่อ ก่อนจะหันหนีออกไป นิชคุณอดจะหัวเราะไปกับท่าทางเขินอายของอูยองไม่ได้ เขารู้จักอูยองมาตั้งแต่เด็ก เด็กที่เคยพูดจาเจื้อยแจ้วกับเขาไปได้เรื่อยเปื่อย และไม่เคยหวั่นกลัวที่จะโต้เถียงกับเขาเลยสักครั้ง กำลังเขินอายจนแก้มแดงไปหมด

“อ๊ะ เพลงนั้นนี่นา…” อูยองพึมพำขึ้นมาเมื่อเสียงดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงใหม่ นิชคุณเองก็จดจำท่วงทำนองของเพลงนี้ได้ดีเช่นกัน อูยองหันมามองสบตาของเขาอย่างเคอะเขิน ริมฝีปากเม้มปากเมื่อนึกถึงสัมผัสรุ่มร้อนบนกลีบปากอีกครั้ง

มันกลายเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษสำหรับอูยองไปแล้ว  เพราะมันเป็นเพลงที่พวกเขาจูบกันครั้งแรก..

“ฉันไม่อยากฟัง”

นิชคุณกดปิดเพลง ก่อนที่เสียงร้องในท่อนแรกจะดังขึ้น อูยองมองจ้องเขาอย่างสับสน

“ปิดเพลงดีกว่านะ ฉันอยาก… คุยกับนายมากกว่า” นิชคุณพูด ขณะที่มือหนาเอื้อมออกไปเพื่อจับมือของอูยองมากุมไว้ เขาบีบมันเบาๆ ขณะที่หันกลับไปมองถนน

“อ่า” อูยองหันไปมองรอยยิ้มบนริมฝีปากของนิชคุณ จู่ๆเขาก็ไม่ชอบที่แว่นดำซึ่งปิดบังใบหน้าครึ่งนึงของนิชคุณทำให้เขารู้สึกอึดอัด ทั้งๆที่นิชคุณกำลังยิ้ม แต่ทำไมเขากลับมองไม่เห็นดวงตาภายหลังเลนส์แว่นสีทึบนั้น

“เป็นยังไงบ้าง เรียนหนักมั้ยช่วงนี้” นิชคุณเอ่ยถามหลังจากความเงียบที่เกิดขึ้นสักพัก

อูยองพยายามสลัดความไม่สบายใจทิ้งไป เขาก้มลงมองมือของนิชคุณที่วางประสานมือของเขาไว้

“นิดหน่อยครับ ใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว และก็ใกล้สอบเข้ามหาลัยแล้วด้วย”

“นายทำได้อยู่แล้ว” สัมผัสอุ่นบีบมือของเขาไปด้วยขณะที่พูด

อูยองยิ้มกว้าง ยอมรับความอบอุ่นที่เขาโหยหาให้แผ่ซ่านจากสัมผัสละมุนที่ปลายนิ้วมาสู่หัวใจ

“วันนี้ได้ออกมากับฮยอง ก็เหมือนได้เติมพลังแล้วล่ะครับ”

“จริงด้วยสินะ ฉันก็เหมือนกัน” นิชคุณหันมายิ้มให้อูยอง แต่คราวนี้อูยองลืมไปแล้วล่ะว่าแว่นที่นิชคุณสวมใส่มันทำให้เขาอึดอัดได้ยังไง

 

นิชคุณไม่ได้ปล่อยมือเขาเลย เว้นแต่การผละไปเปลี่ยนเกียร์หรือจับพวงมาลัยบ้างเป็นบางครั้ง แต่มือใหญ่ก็จะดึงมือเขาไปจับต่อเสมอ มันชวนเขินอาย แต่ก็ทำให้อูยองมีความสุขมากเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เปิดเพลงอีก แต่ในรถก็ไม่ได้มีแต่ความเงียบจนน่าอึดอัด พวกเขาพูดคุยกันมาตลอดทาง อูยองเล่าเรื่องที่โรงเรียน เรื่องของทาโร่ เรื่องการตกปลาที่พวกเขากำลังจะเดินทางไป ก่อนจะกลับมาที่วีรกรรมของเจ้าทาโร่อีก แล้วก็การสอบของที่โรงเรียน จู่ๆเขาก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องมากมายที่เขาอยากเล่าให้นิชคุณฟัง และเขาสามารถเล่ามันออกมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาจอดแวะพักที่จุดพักรถ

“แล้วก็ข้อสอบของอาจารย์พัคโหดมากเลยล่ะครับ” อูยองบ่นโอดโอย ขณะที่นิชคุณกำลังหาที่จอดรถ เขากำลังพูดถึงการเตรียมสอบปลายภาคที่ใกล้เข้ามาแล้ว

“หิวมั้ย หาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า”  นิชคุณหัวเราะเบาๆ ให้เด็กน้อยที่กำลังเบ้ปากเมื่อนึกถึงกระดาษข้อสอบ

“ก็ได้ครับ” อูยองเอ่ยเสียงอ่อย

“ไปเร็ว” นิชคุณเขย่ามือเล็กไปมาด้วยเสียงหัวเราะ ก่อนจะลงจากรถ

มือของนิชคุณที่คลายออกไปแล้ว ทำให้อูยองต้องกำมือของตัวเองเอาไว้หลวมๆ เพราะความรู้สึกโหวงๆที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

อูยองก้าวตามนิชคุณเข้ามาที่ศูนย์อาหารของจุดพักรถ ภายในมีโต๊ะวางให้นั่งทานอาหารอยู่ราวสี่ห้าโต๊ะ ล้อมรอบด้วยร้านขายอาหารทานเล่นเล็กๆน้อยๆจนไปถึงอาหารมื้อหนัก เพื่อรองรับนักเดินทางที่ผ่านไปมาบนเส้นทางนี้ มีคนนั่งอยู่อย่างประปราย อาจเพราะมันยังเป็นเพียงช่วงสายๆ ผู้คนถึงไม่ได้มาทานอาหารกันเยอะนัก เขาเดินตามนิชคุณไปซื้อต๊อกปกกิ และของทอดกินเล่นที่ร้านซุ้มเล็กๆ สายตาก็อดจะแอบมองมือคนพี่ไม่ได้ เขาเอาแต่จะคิดว่าถ้านิชคุณจับมือของเขาไว้ก็คงดี นี่เขากลายเป็นคนโลภมากอย่างงี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ จางอูยองกลายเป็นคนเสพย์ติดการจับมือไปแล้วหรอไง

อาหารที่เตรียมเสร็จแล้วถูกยื่นมาให้ พร้อมๆกับเสียงโทรศัพท์มือถือของนิชคุณที่ดังขึ้น นิชคุณกดรับสาย และบุ้ยใบ้ให้อูยองถือจานอาหารไปนั่งก่อน

อูยองคิดว่านิชคุณกำลังจะเดินตามเขามาที่โต๊ะ แต่หลังจากคุยโทรศัพท์สักพักนิชคุณก็เดินออกไป เขาไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากนัก เขามองเห็นนิชคุณยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอกต่อสักพัก และเมื่อชายหนุ่มวางสายด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ร่างสูงก็เดินมุ่งกลับไปที่รถทันที อูยองลุกขึ้น และรีบวิ่งตามนิชคุณออกไป

“เกิดอะไรขึ้นครับ” อูยองเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา เมื่อเขากระชากประตูรถให้เปิดออก ก่อนที่นิชคุณจะถอยรถออกไป

“ขึ้นรถ” นิชคุณเอ่ยราวกับจะเป็นคำสั่ง “เร็วสิ!”

อูยองรู้สึกว่าร่างกายของเขาชาไปทั้งตัวเมื่อสบตาของนิชคุณ เขาขึ้นไปนั่งบนรถ และไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยอะไรออกมา คำถามมากมายวิ่งวนในหัวไปหมด ในขณะที่อูยองสังเกตได้ว่าพวกเขากำลังขับรถกลับไปทางเดิม มันเกิดอะไรขึ้น นิชคุณคุยกับใคร เขาพยายามจะเข้าใจ แต่หัวใจของเขามันก็บีบรัดไปหมด นิ้วมือของเขาสั่นเทาจนเขาต้องบีบมันไว้ ถ้าเขาไม่วิ่งออกมา.. ถ้าเขาออกมาช้ากว่านี้.. ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน แต่คนแบบไหนกันที่จะทิ้งคนรักของตัวเองเอาไว้ได้

เรื่องอะไรที่มันสำคัญนักหนา

อูยองกัดริมฝีปากแน่น ขณะที่ก้อนสะอื้นไม่อาจถูกกลั้นไว้ ไหล่บางสั่นไหว พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ทั้งๆที่เขากำลังร้องไห้ ทั้งๆที่ทำให้เขาตกใจกลัวแทบตาย แต่ตอนนี้เขาเหมือนกลับกลายเป็นคนที่ไร้ตัวตนในสายตาของนิชคุณอีกครั้ง

 

นิชคุณเร่งความเร็วและพาพวกเขากลับเข้ามาในโซลได้ในหนึ่งชั่วโมง นิชคุณไม่ได้ขับไปที่บ้าน ไม่ได้ไปที่ทำงาน แต่พวกเขากำลังเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นิชคุณจอดรถ แล้วเดินออกไป ราวกับว่าลืมไปแล้วว่ามีใครอีกคนที่นั่งมาด้วย อูยองพยายามหายใจแต่มันปวดจนเหมือนว่าเขาหายใจไม่ออก เขามองตามร่างสูงที่เดินตรงไปที่อาคารโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงสักนิดเดียว

บางทีเขาควรจะกลับบ้านไปซะ ลุกขึ้น แล้วหนีไปจากตรงนี้ แต่อูยองยังคงมองเห็นสีหน้าร้อนรนของนิชคุณ ตลอดทางที่พวกเขามุ่งตรงมาที่โรงพยาบาล สีหน้าของนิชคุณเจ็บปวดจนอูยองไม่อาจทิ้งนิชคุณไว้คนเดียวได้ อูยองเปิดประตูเพื่อลงจากรถ เขาตัดสินใจเดินตามนิชคุณเข้าไป ทั้งๆที่รู้สึกเหมือนคนที่ใกล้จะหมดแรง เขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ๆนิชคุณ ไม่กล้าที่จะมองหน้านิชคุณตรงๆด้วยซ้ำ เขาทำได้เพียงแค่เดินตามคนพี่มาเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่

เมื่อนิชคุณก้าวเข้าไปในลิฟท์โดยสาร เขาสบตาอูยองที่เดินตามเข้ามาอยู่ครู่หนึ่ง อูยองสังเกตเห็นดวงตาที่แดงช้ำของนิชคุณก่อนที่ร่างสูงจะหันหลบสายตา ลิฟท์ขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ และคนที่เข้ามาก็เริ่มทะยอยออกจากลิฟท์ไปจนเหลือเพียงแค่เขาสองคน ก่อนที่บรรยากาศที่เงียบกริบจะกดทับจนเขาหายใจไม่ออก ประตูลิฟท์ก็เปิดออก

มีชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่อูยองไม่รู้จักยืนอยู่ตรงนั้น และนิชคุณก็ปรี่เข้าไปขยุ้มคอเสื้อคนๆนั้นเอาไว้จนข้อนิ้วซีดขาวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้อูยองสะดุ้ง เขาไม่เคยเห็นนิชคุณโมโหอะไรเท่านี้มาก่อน

 

“นายดูแลเขายังไง ทำไมถึงเป็นแบบนี้!”  นิชคุณตะคอกใส่ชานซองด้วยอารมณ์ร้อนที่ควบคุมไม่อยู่

“มันเป็นคำถามที่คุณควรจะถามผมหรอครับ มันไม่ได้เป็นเพราะคุณหรอครับ” ชานซองกลับตอบกลับนิชคุณด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบอย่างท้าทาย

“นายควรจะดูแลเขาไม่ใช่หรอ นายควรจะดูแลเขา..”  กรามของนิชคุณขบแน่น แต่เสียงของเขากลับสั่นไปหมด

ชานซองก้มลงมองนิ้วมือที่ขยุ้มเสื้อเขาอย่างอ่อนแรง เขาไม่รู้ว่าเขาควรสงสาร หรือเวทนาผู้ชายคนนี้กันแน่

“ปล่อยเถอะครับ ถ้าคุณเป็นห่วงจุนโฮ ก็รีบเข้าไปหาเขาเถอะครับ”

ชานซองมองตามนิชคุณที่เปิดประตูเข้าไปในห้อง เขากำลังจะตามเข้าไปตอนที่เห็นใครอีกคนยืนมองอยู่ห่างๆ เขาตกใจเล็กน้อยเพราะไม่ควรมีคนรับรู้เรื่องนี้ ไม่ว่าจะสื่อ หรือแฟนคลับ มันจะยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายไปหมด แต่ไม่นานเขาก็สังเกตได้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือใคร ภาพของเด็กหนุ่มที่เป็นแฟนของนิชคุณซึ่งถูกถ่ายรูปไปลงข่าวในอินเตอร์เน็ตเต็มไปหมด ทำให้เขาประหลาดใจ เขาคิดว่านิชคุณทำลงไปเพื่อประชดจุนโฮเท่านั้น การกระทำโง่ๆที่ส่งผลให้จุนโฮเป็นอย่างนี้ เขาถึงโทรหานิชคุณ ไม่ใช่เพราะว่าเขารู้ว่ามีเพียงนิชคุณเท่านั้นที่จะเยียวยาจุนโฮได้ แต่เพราะนิชคุณควรได้รับผลของการกระทำของตัวเอง แต่ทำไมพวกเขาทั้งคู่ถึงมาด้วยกันล่ะ ทำไมเด็กคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคบกันจริงๆงั้นหรือ

เขายกแขนขึ้นห้ามอูยองที่กำลังจะเดินตามนิชคุณไปที่ห้องพักของจุนโฮ

“ขอโทษด้วยนะ ฉันคงให้นายเข้าไปไม่ได้”

 

 

 

 

Note: อัพช้าอะ ไหนบอกจะมาทุกเดือน แฮะๆ แต่ก็อัพแล้วนะ
เรื่องนี้ไม่ได้ชื่อ Let the rain fall แบบไร้ความหมาย ทุกคนจะได้เห็นความสตรองของน้องยองมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝนตกแดดออก น้องก็ไม่หวั่น ไม่ต้องเป็นห่วงน้องนะ น้องแข็งแกร่งที่สุดในเรื่องแล้วล่ะ 55

อย่าลืมคอมเม้น หรือ #RainFallKW ในทวิตก็ได้นะคะ
หรืออยากคุยกันแบบสองต่อสอง เมนชั่นมาได้ที่ @HoneyLimes

ขอบคุณค่า

 

[Fiction] Let The Rain Fall 12/?

letitrain

 

“นายจะไม่ไปเรียนพิเศษต่อหรอ” จินอุนเอ่ยถามอยากประหลาดใจ เมื่อเห็นอูยองรีบร้อนเก็บข้าวของใส่กระเป๋าอย่างผิดสังเกตหลังเลิกเรียบคาบสุดท้าย ทั้งๆที่ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงเศษกว่าจะถึงเวลาเรียนพิเศษ พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนออกจากห้องเรียน

“วันนี้เป็นวันครบรอบน่ะ”

“ครบรอบ?”

“ครบรอบที่ฉันกับพี่คุณคบกันร้อยวัน” อูยองเอ่ย แก้มกลมๆอมยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ

“นี่ตกลงพวกนายเป็นแฟนกันจริงๆหรอ” จินอุนก็รู้ว่าอูยองเคยบอกเขาแล้วว่าทั้งสองคนคบกัน แถมทั้งเหตุการณ์วันนั้นเพราะเป็นงานใหญ่พอสมควร ข่าวของนิชคุณทายาทธุรกิจนำเข้ายาและอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ จูบกับเด็กหนุ่มหน้าหวานกลางงานคอนเสิร์ตการกุศลก็เป็นข่าวใหญ่ในอินเตอร์เน็ตอยู่หลายวัน แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่เคยเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเลย

“ฉันไม่เคยเห็นพวกนายไปเดทกันด้วยซ้ำ ฉันว่าฉันยังอยู่กับนายเยอะกว่าแฟนนายอีกมั้ง”

“ก็พี่เขาไม่ค่อยว่างนี่นา”

“แต่คนเป็นแฟนกันก็ต้องหาเวลามาเจอกันบ้างไม่ใช่หรอ”

“ก็กำลังจะไปหานี่ไง ไปละนะ”

จินอุนได้แต่มองตามอูยองไป เขาหมายถึงพี่คุณของอูยองต่างหาก ที่ไม่เคยมาหาอูยองเลย เขาไม่เคยเห็นอูยองคุยโทรศัพท์บ่อยๆ หรือคอยนั่งแชทกับใครเหมือนที่คนมีแฟนคนอื่นๆเขาทำกัน เอาจริงๆ ถ้าไม่ใช่คำที่เจ้าตัวบอกว่ามีแฟนแล้ว เขาแทบดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอูยองกำลังคบใครอยู่

 

อูยองไม่เคยมาที่นี่หรอก เขาประหม่าเล็กน้อยตอนลงจากรถเมล์มาที่ย่านธุรกิจอย่างนี้ มันเต็มไปด้วยผู้คนวัยทำงานที่แต่งตัวดูภูมิฐาน ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มในชุดมัธยมปลายซึ่งกำลังหอบของพะรุงพะรังอย่างเขาดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมด เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินตรงไปที่ตึกซึ่งตั้งสูงตระหง่านอยู่หัวมุมถนน เขาไม่ค่อยได้เจอนิชคุณบ่อยนักหรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เจอกันเลย เขาเข้าใจว่านิชคุณไม่ใช่เด็กๆเหมือนเขา และคงต้องวุ่นวายกับการทำงาน ยิ่งตอนนี้นิชคุณรับงานช่วยผู้เป็นพ่ออย่างเต็มตัวแล้ว ย่อมไม่ค่อยมีเวลาเป็นธรรมดา นิชคุณทำงานหกและอาจจะถึงเจ็ดวันต่อสัปดาห์ และเลิกงานดึกๆดื่นๆเสียทุกวัน พวกเขาจะเจอกันบ้างก็ในช่วงวันหยุดที่เขาพาทาโร่ไปหานิชคุณที่บ้าน พวกเขาทานข้าวเย็นด้วยกันกับครอบครัว แม้จะไม่มีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันสองคนอะไรมากนัก แต่อูยองก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กๆที่คอยแต่เรียกร้อง เขาไม่อยากรบกวนการทำงานของนิชคุณ แต่เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบ เขาแค่อยากจะฉลองมันร่วมกัน

อูยองขี้โกงเล็กน้อย ตอนที่ไปขอให้แม่ของนิชคุณช่วย เขารู้ว่ากว่านิชคุณจะเลิกงานก็ดึกแล้ว ถ้าไม่มาหาที่ออฟฟิศ วันนี้พวกเขาก็คงไม่ได้เจอกัน แต่ห้องทำงานของลูกชายท่านประธานก็ใช่ว่าใครจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าขึ้นไปได้ เขาถึงขอให้คุณป้าช่วยแทรกนัดให้เขาเข้าพบนิชคุณไว้ให้ เขายื่นบัตรนักเรียนที่ล้อบบี้ และแจ้งชื่อว่าเขานัดพบนิชคุณเอาไว้

เห็นได้ชัดว่าแม่ของนิชคุณโทรมาบอกเลขาที่หน้าห้องนิชคุณไว้แล้ว เมื่อเขาขึ้นมาถึง เธอถึงบอกเขาว่านิชคุณติดประชุมอยู่ และเปิดประตูให้เขาเข้าไปนั่งรอในห้อง

อูยองวางห่อผ้าซึ่งผูกกล่องข้าวไว้บนโต๊ะรับแขกก่อนจะนั่งลงที่โซฟาสีดำตัวยาว ซึ่งหันหน้าเข้าหาโต๊ะทำงานของนิชคุณ ด้านหลังเป็นกระจกหน้าต่างบานใหญ่เผยให้เห็นท้องฟ้าข้างนอกที่มืดคล้อยลงแล้ว ถึงเจ้าของโต๊ะจะไม่อยู่ แต่ภาพที่อูยองนึกถึงก็ทำให้เขายิ้มออกมา พี่ชายของเขาจะเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันนะเวลาที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวนี้

เขานั่งอยู่สักพักก่อนที่เลขาของนิชคุณจะกลับเข้ามาพร้อมแก้วน้ำเย็น

“คุณอยากให้ฉันแจ้งคุณนิชคุณมั้ยคะ ว่าคุณอูยองรออยู่ที่ห้อง” เธอเอ่ยถาม เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้านายตัวเองจะกลับเข้ามาเมื่อไหร่

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ” อูยองปฏิเสธ เพราะเขาตั้งใจจะมาเซอร์ไพร้ส์นิชคุณนี่นา ถ้าบอกไปก่อนนิชคุณก็ไม่เซอร์ไพร้ส์น่ะสิ

“ถ้าคุณต้องการอะไร บอกฉันได้นะคะ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับออกไป

อูยองมองแสงสลัวของท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปจนมืดสนิท เขามองเห็นไฟจากตึกตรงข้ามที่ค่อยๆปิดลงไปทีละดวงทำให้เห็นเป็นบานกระจกสีขาวดำสลับกัน ชั้นที่อยู่ถัดลงไปกลายเป็นสีดำทั้งชั้นแล้ว และชั้นที่อยู่ในระดับเดียวกันก็เหลือไฟอยู่เพียงห้องเดียว ในขณะที่เขากำลังสนใจกับแสงไฟเหล่านั้น เสียงเคาะประตูก็ทำให้เขาหันกลับไป รอยยิ้มกว้างระบายขึ้นมาในทันทีเมื่อคิดถึงคนพี่ของตน แต่คนที่เดินเข้ามากลับกลายเป็นเลขาสาวของนิชคุณ

“ฉันต้องขออนุญาตกลับก่อนนะคะ” เธอเอ่ยอย่างเกรงใจ “ให้ฉันโทรบอกคุณนิชคุณมั้ยคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ถ้าเขารู้ว่าคุณรออยู่ เขาคงรีบมาหา”

“ไม่เป็นไรครับ ผมขอรอต่ออีกสักหน่อย พี่กลับก่อนเถอะครับ”

เสียงประตูปิดลงอีกครั้ง และห้องก็กลับมาเงียบสนิทจนน่าอึดอัด เขาจึงลุกขึ้นยืน และเดินไปที่หน้ากระจกหน้าต่างหลังโต๊ะทำงานของนิชคุณ อูยองจ้องมองออกไปข้างนอก ที่ห้องเดียวของตึกตรงข้ามซึ่งยังคงเปิดไฟอยู่จนกระทั่งแสงไฟในห้องนั้นดับลง เขามองนาฬิกา และพบว่ามันเป็นเวลาเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว เขาหันกลับไปมองที่ประตูห้องอีกครั้งคาดหวังให้นิชคุณเดินเข้ามา แต่มันยังคงนิ่งสนิท สายตาของอูยองกวาดไปรอบห้อง จนสะดุดที่รูปบนโต๊ะของนิชคุณ เขาเคยเห็นรูปใบนั้นมาแล้ว รูปที่เสียบอยู่ในหนังสือของนิชคุณตอนที่กลับมาเกาหลี วันนี้ถูกนำใส่กรอบและวางไว้บนโต๊ะทำงาน อูยองมองเห็นรอยยิ้มของนิชคุณในรูป และทำให้เขายิ้มออกมาอีกครั้ง

“เอ๊..” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อรู้สึกคุ้นตากับชายหนุ่มอีกคนในภาพ ชายหนุ่มชาวเอเชียที่นิชคุณโอบไหล่อยู่ ผู้ชายคนนั้นดูคล้ายนักร้องที่ชื่อจุนโฮเลยไม่ใช่หรอ

อูยองกำลังจะเดินไปที่โต๊ะเพื่อดูภาพนั้นใกล้ๆ แต่ประตูก็เปิดออกเสียก่อน อูยองหยุดเดินและฉีกยิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่ก้าวเข้ามา

“พี่คุณ”

“อูยอง..”

อูยองหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของนิชคุณ คนตัวเล็กเดินออกไปหาก่อนจะสวมกอดร่างสูงด้วยความคิดถึง มือเล็กโอบรอบเอวของคนพี่ ก่อนจะแนบแก้มกลมลงบนไหล่กว้าง

“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มีอะไรรึป่าว”

“สุขสันต์วันครบรอบร้อยวันนะครับ”

“หืมม ร้อยวัน?”

อูยองหัวเราะ เขาไม่แปลกใจหรอกที่นิชคุณจะจำไม่ได้ เล่นทำงานลืมวันลืมคืนซะขนาดนี้ เขาไม่ได้น้อยใจอะไร เพราะเขาไม่ได้คาดหวังให้นิชคุณต้องมาจดจำในเรื่องเล็กๆน้อยๆไปเสียหมด เขาเพียงแค่ต้องการให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกันในวันนี้เท่านั้นก็พอ

“ร้อยวันที่เราคบกันไงครับ”

“งั้นหรอ” นิชคุณพึมพำ มือหนาวางลงบนแผ่นหลังของอูยองที่โอบกอดเขาไม่ยอมปล่อยอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาๆทำให้หัวใจของอูยองอบอุ่นขึ้นมา

“ฮยองทานอะไรรึยังครับ ผมทำอาหารมาให้ ทานด้วยกันนะครับ”

“นายล่ะ”

ร่างเล็กส่ายศีรษะอยู่ในอ้อมแขน

“ผมรอทานพร้อมกัน”

“อูยอง..”

อูยองเงยขึ้นสบตาของนิชคุณ ดวงตากลมสดใสเปล่งประกายที่เต็มไปด้วยความสุข

“ครับ”

นิชคุณลูบศีรษะของอูยองอย่างช้าๆ

“ไม่มีอะไรหรอก ทานข้าวกันเถอะ”

 

“มันไม่ร้อนแล้ว อาจจะไม่ค่อยอร่อยนะครับ” อูยองบ่นอุบอิบตอนที่จัดอาหารบนโต๊ะ

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันกินได้ นี่นายทำเองหมดเลยหรอ”

อูยองเม้มปากลงเล็กน้อย ก่อนจะสารภาพอย่างเคอะเขิน เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เขาขอให้แม่ของนิชคุณช่วย ไม่ใช่แค่ทำให้เขาขึ้นมาบนตึกได้ แต่เขายังขอให้ช่วยสอนเขาทำอาหารอีกด้วย “ซุปนี้คุณป้าช่วยทำน่ะครับ แต่คิมบับ กับไข่ม้วนนี่ผมทำเองนะ”

อูยองยื่นข้าวห่อสาหร่าย กับไข่ม้วน ที่ตัวเองม้วนมากับมือให้นิชคุณชิม คนโตกว่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะหยิบมาเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

“อร่อยมั้ยครับ ใช้ได้มั้ย”

“อร่อย” นิชคุณหัวเราะเมื่อเห็นดวงตาคู่เล็กพยายามเบิกโตเพื่อรอคำตอบ

“อร่อยใช่มั้ยครับ” อูยองยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

“นายเองก็กินด้วยสิ หิวแย่แล้ว” นิชคุณคีบอาหารให้อูยองด้วยความเคยชินที่คอยดูแลมาตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้แก้มกลมแดงเรื่อขึ้นมา

 

“รอก่อนนะ เดี๋ยวกลับบ้านด้วยกันนะ” นิชคุณพูดเมื่อพวกเขาทานเสร็จ เขายังต้องเคลียร์งานและส่งเมล์อีกนิดหน่อย ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เขานั่งพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์ได้สักพัก ก่อนจะเงยขึ้นมองอูยองที่นั่งรออยู่บนโซฟา ร่างเล็กเก็บโต๊ะ และเช็ดทำความสะอาดอย่างเงียบๆ เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามันครบร้อยวันมาแล้ว เพราะเขามัวแต่ทำงานหรอ หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจ เพราว่าเขาไม่เคยมองเห็นอูยองในฐานะของคนรักเลย เขาแค่ทำเรื่องโง่ๆไปตามอารมณ์ที่อยากเอาชนะคนๆนั้นเท่านั้นเอง แล้วทำไมอูยองถึงต้องทนกับความเหงา ของการมีแฟนที่ไม่ใส่ใจอย่างเขา มาได้ถึงร้อยวัน โดยไม่ปริปากบ่นว่าอะไรเขาเลยสักคำ

“ขอโทษนะ” นิชคุณพูดออกไป

อูยองเอียงศีรษะเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

“ขอโทษที่ไม่ค่อยมีเวลาให้เลย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ฮยองต้องทำงานนี่นา”

นิชคุณยิ้มอย่างเศร้าๆ

“ไว้เราไปเที่ยวกันมั้ย” นิชคุณยิ้มออกมากลบกลืนความเศร้าเมื่อครู่นี้

“ไปได้หรอครับ”

“ได้สิ วันเสาร์นี้มั้ย นายอยากไปไหนดีล่ะ”

อูยองยิ้ม

“เป็น..การเดทรึป่าวครับ”

“อืม ไปเดทกัน” นิชคุณพยักหน้าให้คนตัวเล็ก

 

รถสปอร์ตสีดำวิ่งเข้าไปในคอนโดหรูติดริมแม่น้ำฮัน ชายหนุ่มเจ้าของรถสวมชุดสีดำทั้งชุดพร้อมทั้งแว่นดำและหมวกสีดำสนิท มีเพียงผิวสีขาวซีดที่โผล่เป็นให้เห็นเป็นรอยขีดตรงรอยขาดของกางเกงยีนส์บริเวณหัวเข่า ชายหนุ่มจอดรถ และคว้าถุงซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของแบรนด์เนมจากเบาะหนังสีแดงออกจากรถ

“นายไปไหนมา ทำไมไม่รับสาย” เสียงของฮวังชานซองผู้จัดการส่วนตัวของเขาถามขึ้นมาในทันทีที่เขาเข้ามาในห้องพักของตัวเอง

“ไร้มารยาท” จุนโฮเหลือบมองชานซองที่เข้ามาเปิดทีวีเสียงดังในห้องเขา ทั้งๆที่เขาไม่อยู่

จุนโฮเดินผ่านชานซองอย่างไม่สนใจอะไร เขาเดินเข้าไปในห้องนอน แล้วโยนของที่ซื้อมาลงบนเตียง วันนี้เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนที่เขาไม่มีงาน เขาขับรถออกไปเองแต่เช้า และซื้อของเหมือนคนบ้า จุนโฮถอดหมวกและแว่นออก ปล่อยให้มันร่วงลงไประเกะระกะบนพื้น

ชายหนุ่มจ้องมองกล่องใส่กระเป๋าราคากว่าห้าล้านวอนที่ตัวเองเพิ่งซื้อมา ก่อนจะรู้สึกขยะแขยงจนไม่อยากแตะต้อง เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนจะโยนมันใส่ผนัง กล่องสีส้มดำกระทบกับผนังห้องและเปิดออก กล่องกระดาษบุบยับหล่นคว่ำลงกับพื้น ของที่ถูกห่อไว้อย่างดีกระเด็นออกมาราวของที่ไร้ค่า ดวงตาของเขาร้อนผ่าว เมื่อเขาเริ่มรื้อข้าวของ และโยนมันทิ้งด้วยความรังเกียจ

เสียงโครมครามทำให้ชานซองวิ่งเข้ามาในห้อง

“จุนโฮ จุนโฮ เกิดอะไรขึ้น” ร่างสูงตระโกนอย่างตระหนก เขาวิ่งปรี่เข้าไปจับตัวจุนโฮไว้ ตอนที่จุนโฮพยายามจะฉีกเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาทิ้ง

“นายเป็นบ้าอะไร เกิดอะไรขึ้น”

เนื้อตัวของจุนโฮสั่นเทา

“ชานซอง ชานซองดูสิ” จุนโฮมองข้าวของมากมายที่กองระเนระนาดอยู่ในห้อง “ฉันมีทุกอย่างแล้วใช่มั้ย ฉันมีชื่อเสียง ฉันมีคนที่รักฉันตั้งมากมาย ฉันมีทุกอย่างที่ฉันอยากได้ แต่ชานซองอ่า.. ทำไม”

นัยตาแดงก่ำหันมาสบตาของเขา

“ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเลย”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาของจุนโฮ ก่อนที่หยาดหยดอื่นๆจะไหลพร่างพรูตามออกมา แต่จุนโฮกลับยิ้มออกมา ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมาจากมุมปาก

“ฉันมันก็ไม่ต่างกับปีศาจเลยใช่มั้ยล่ะ ฉันที่เหมือนกับว่าได้ขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว เพื่อให้ความฝันของฉันเป็นจริง ฉันยอมแลกมันกับทุกอย่าง แม้แต่หัวใจของฉันเอง”

ชานซองหลับตาลงอย่างเจ็บปวด อาจจะเป็นเพราะเขาอยู่เคียงข้างจุนโฮมาตลอด ทำไมเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของจุนโฮในตอนนี้ เขารับรู้ถึงความทุ่มเทต่อการเป็นนักร้องของจุนโฮมาตั้งแต่วันแรกที่จุนโฮก้าวเข้ามาในประเทศเกาหลี ความฝันหนึ่งเดียวที่จุนโฮยอมได้ทุกอย่าง ในขณะเดียวกันเขารับรู้ว่าหัวใจของจุนโฮกำลังแตกสลาย

“อย่าคิดอย่างนั้นสิ นายไม่ใช่ปีศาจ นายคือฮีโร่” ชานซองดึงตัวจุนโฮมากอดไว้ “นายเป็นฮีโร่ ที่มีความฝันเป็นพลังวิเศษ”

เพราะว่าจุนโฮตัวเล็กกว่าเขามาก ร่างเล็กในอ้อมแขนถึงจมเข้าไปแนบอก เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เหมือนเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด

 

“นายจะทิ้งฉันไปได้ยังไง ชานซอง นายไม่มีสิทธิ์จะทิ้งฉันไปตอนนี้นะ” คนตัวเล็กโวยวาย ขณะที่กอดเขาไว้แน่น

“ไม่เอาสิ นายจะร้องไห้ทำไม นายกำลังจะได้เดบิ้วต์นะ”

“นายก็เหมือนกัน เราต้องได้เดบิ้วต์ด้วยกันสิ”

ชานซองยิ้ม พวกเขาเคยเป็นเด็กฝึกด้วยกัน พวกเขาถูกฟอร์มวงขึ้นมาหลายครั้ง แต่บริษัทก็ยังคงไม่พอใจ จนสุดท้ายเมื่อจุนโฮออดิชั่นเข้ามา เพราะความสามารถของจุนโฮที่โดดเด่น ทั้งๆที่เข้ามาทีหลัง จุนโฮกลายเป็นคนที่มีความน่าจะเป็นที่จะถูกเลือกให้เดบิ้วต์มากที่สุด มีการฟอร์มวงขึ้นใหม่ แต่เด็กฝึกเก่าๆหลายคนไม่พอใจและลาออกไป ทำให้สุดท้ายการเตรียมเดบิ้วต์เป็นวงบอยแบนด์ก็ล้มเหลว บริษัทมีแผนจะเดบิ้วต์ศิลปินเดี่ยวแทน และคนๆนั้นไม่ใช่เขา แต่คือจุนโฮ ซึ่งเป็นคนที่มีศักยภาพมากที่สุด

เขารู้ว่าเขาจะไม่ได้เดบิ้วต์ ถ้าหากว่าจุนโฮยอมเป็นศิลปินเดี่ยวแล้ว เขาไม่เก่งพอที่จะเป็นศิลปินเดี่ยว เขาแก่เกินกว่าจะร่วมวงกับเด็กฝึกใหม่ๆ แต่เขาก็รู้ว่าจุนโฮจะไม่ยอมเดบิ้วต์คนเดียวหรอก และคงต้องติดอยู่กับเขาจนกว่าบริษัทจะหาคนขึ้นมาฟอร์มวงขึ้นมาใหม่ได้ พวกเขากำลังจะจับมือกันเดินเข้าหากำแพงที่ไร้ทางออก นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นคนยอมแพ้ไปเสียเอง

“ฉันไม่อยากเป็นนักร้องแล้ว” ชานซองพูดขึ้น เขาลาออกหลังจากการเป็นศิลปินฝึกหัดมาห้าปี มันน่าใจหาย แต่มันก็คงเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น

“นายจะมาทิ้งความฝันเอากลางทางอย่างนี้ได้ไง”

“เพราะว่ามีอย่างอื่นที่ฉันอยากรักษาเอาไว้มากกว่า” ชานซองตอบ

 

ชานซองปล่อยให้จุนโฮได้ร้องไห้ออกมา เขาไม่รู้ว่าจุนโฮทนอัดอั้นมานานขนาดนี้ได้ยังไง เด็กหนุ่มคนนี้ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่ไม่รู้จักหยุดพัก หัวใจที่พยายามทำว่าเข็มแข็ง ก็คงเหนื่อยล้าลงเต็มที อ้อมแขนที่แข็งแรงโอบพยุงร่างที่สั่นโยนไว้ เขาไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ แต่ร่างที่สะอื้นไห้จนตัวโยนก็ค่อยๆนิ่งสงบลงในที่สุด จุนโฮมองเหม่อออกไปบนแม่น้ำซึ่งกำลังเคลื่อนไหว

“ชานซอง ถ้านายเจอฉันในอนาคต ฝากถามเขาทีได้มั้ย ว่าเขามีความสุขรึป่าว ชีวิตของเขาสุขสบายดีใช่มั้ย ถามเขาที ว่ามันคุ้มค่า กับสิ่งที่ฉันเสียไปในตอนนี้”

 

 

 

 

 

Note: มาอีกล้าว ช่วงนี้ขยัน พาร์ทนี้แต่งแบบท๊อปฟอร์มมากจริงๆ จบภายในคืนเดียว
ทีไอ้ตอนที่แล้วเขียนจนข้ามปีข้ามชาติไม่จบสักที 5555
จะพยายามอัพให้ได้เดือนละครั้ง – สองครั้งนะ ถ้าท๊อปฟอร์มมากๆก็จะอัพให้ทุกอาทิตย์นะคะ สู้ไปด้วยกันนะ

สำหรับ hashtag ที่เคยขอให้ช่วยคิด เราขอใช้ #RainFallKW นะคะ ขอบคุณที่คิดให้น้าา
อารมณ์แบบ skyfall 007 มาก ได้ยินเสียงนายแม่อเดลขึ้นมาเลย Let the rain fall, when it crumbles.. ผิดๆ
ใครอยากพูดคุย ก่นด่า ตัดพ้อในทวิต ก็ติดแท้กนี้ได้เลยจ้า

ส่วนคอมเม้นในบล้อก เผื่อบางคนยังไม่รู้
เราล็อกไว้นะคะ คือเม้นได้ เม้นติดแน่นอน แต่มันยังไม่โชว์ทันที
โดยเราจะเข้าไป approve ให้แสดงทีหลังค่ะ แต่ทันทีที่ทุกคนคอมเม้น มันจะส่งเมล์หาเราอยู่แล้ว

ถ้ากลับไปดูในบล้อกเอ็กทีน มันจะมีคอมเม้นภาษาแปลกๆอยู่น่ะ
เราไม่ค่อยชอบอะ ขอใช้วิธีนี้ละกันนะคะ ขอโทษที่ยุ่งยากไปนิสนะ

note จะยาวกว่าฟิคละ ไปละคะ แล้วเจอกันใหม่:)

 

 

[Fiction] Let The Rain Fall 11/?

letitrain

 

อูยองถือแก้วน้ำส้มที่นิชคุณหยิบมาให้ตอนที่บริกรพยายามจะเสิร์ฟไวน์และแชมเปญให้กับเขา แก้วน้ำเย็นเริ่มมีหยดน้ำผุดพรายเมื่อความเย็นจับกับไออุ่นจากร่างกายของเขา เขาค่อยๆจิบมันแก้อาการเก้อเขิน ขณะที่ยืนอยู่ตามลำพัง เขาไม่รู้จักใครสักคน และรู้สึกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศงานแบบนี้เลย นิชคุณผละไปรวมกลุ่มคุยกับคนอื่นๆที่ล้วนแต่เป็นทายาทนักธุรกิจ เท่าที่เขารู้มันเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล ที่ครอบครัวของนิชคุณเป็นผู้บริจาคคนสำคัญ และนิชคุณต้องการให้เขามาด้วย ในฐานะคนของหรเวชกุล

“ขอโทษนะ ที่มันน่าเบื่อไปหน่อย” นิชคุณเดินกลับมาหาเขา พร้อมกับถอนหายใจ ทำให้อูยองยิ้มออกมา ก็ดูสิ เมื่อกี้พี่ชายเขาคนนี้ยังยืนพูดคุยด้วยภาพลักษณ์ที่สมเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง แล้วพอเดินกลับมาหาเขาดันทำหน้าอยากจะงอแงใส่เขาซะได้ “ฉันเองก็ไม่ชอบงานแบบนี้เท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรครับ” อูยองตอบ คนที่ดูจะเบื่อยิ่งกว่าเขา ก็คงจะเป็นนิชคุณนี่แหละ

“หิวมั้ย”

“ก็นิดหน่อย” อูยองอมยิ้มเล็กๆ รู้ว่าคนที่หิวน่ะ ไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นนิชคุณต่างหากล่ะ

“เรารีบๆเข้าไปข้างในเถอะ งานจบแล้วเราจะได้ออกไปหาอะไรกินกันฉันหิวจะแย่ อาหารที่นี่ไม่ได้ครึ่งกระเพาะเลย” นิชคุณพูดพลางมองอาหารแบบค็อกเทลที่ถูกจัดเป็นคำเล็กๆวางเรียงบนโต๊ะ

อูยองหัวเราะ เขาชอบที่นิชคุณเป็นอย่างนี้ เป็นแค่คุณฮยองที่ผ่อนคลายเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา อูยองก้าวตามนิชคุณ ที่เดินนำเขาเข้าไปในฮอลซึ่งเป็นสถานที่จัดการแสดง มือเล็กของเขาถูกมือใหญ่กุมไว้อย่างหลวมๆให้เดินไปพร้อมกัน มันทำให้เขาสงสัย คุณฮยองจะรู้บ้างมั้ย ว่าทำให้เขาตกหลุมรักได้อีกแล้ว และบางทีเขาอาจจะรักจนไม่รู้จะหยุดรักได้ยังไงอีกแล้วก็ได้

 

พวกเขาได้นั่งเกือบติดเวที เพราะเป็นแขกวีไอพี จากตรงนี้พวกเขาสามารถมองเห็นศิลปินที่ผลัดกันขึ้นมาร้องบนเวทีได้อย่างชัดเจน ศิลปินที่มาร่วมงานล้วนแต่เป็นศิลปินที่กำลังโด่งดังและมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนี้ นักร้องสาวคนหนึ่งเพิ่งขับร้องจบไป เสียงปรบมือดังขึ้น ขณะที่ดวงไฟหรี่มืดลง อูยองเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย คนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงได้อย่างง่ายดาย เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนผู้ชายคนนี้ไม่ใช่หรอที่บอกให้เขาถอยห่างไป คนๆนี้ไม่ใช่หรอ ที่บอกให้เขาไม่ให้รัก แต่วันนี้กลับชวนให้เขามาด้วยกัน นั่งอยู่เคียงข้างกัน นี่จางอูยองฝันอยู่รึเปล่านะ เขาควรจะตื่นรึยัง ไม่หรอก ถ้านี่เป็นความฝัน จางอูยองก็ควรจะหลับตาให้สนิท และยืดเวลาแห่งความฝันนี้ออกไปให้นานที่สุด

เสียงเปียโนบรรเลงทำนองที่คุ้นหู ทำให้อูยองหันกลับไปมองบนเวทีที่ค่อยๆสว่างขึ้น เขาจดจำทำนองของมันได้ดี เพราะตั้งแต่วันนั้น ที่เขาเห็นนิชคุณซื้ออัลบั้มกลับไป เขาเองก็หยิบอัลบั้มนี้มาฟังเป็นประจำ เพราะมันเป็นเพลงที่นิชคุณชอบไม่ใช่หรอ แสงสปอตไลท์สว่างขึ้นจับใบหน้าของคนที่นั่งหลังเปียโนให้เขาเห็นอย่างชัดเจน

“จุนโฮนี่..” อูยองเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่นั่งอยู่หลังเปียโนหลังใหญ่สีขาวนวล

นิชคุณปรบมือต้อนรับศิลปินที่ปรากฎตัวขึ้นบนเวที ไปพร้อมๆกับคนอื่นในฮอลล์

“เพลงๆนี้ เป็นเพลงพิเศษสำหรับผม” จุนโฮเอ่ย ขณะบรรเลงเปียโน “เป็นเพลงที่ผมอยากมอบให้แก่คนที่ผมรักที่สุด”

นิชคุณกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาจดจำเพลงนี้ได้ดี จดจำได้ในทุกๆท่วงทำนองของมัน

 

“ลองฟังดูสิ” นิ้วมือขาว ใส่หูฟังให้เขา ก่อนจะปีนขึ้นมานั่งบนตัก และเผชิญหน้ากับเขา จุนโฮฮัมเพลงเบาๆตามทำนองที่จับได้จากเสียงที่ลอดออกมาจากหูฟัง

“เป็นยังไง เป็นยังไงบ้าง” จุนโฮถามอย่างกระตือรือร้น

“น่ารัก” นิชคุณยิ้ม

“หมายถึงเพลงสิ ไม่ใช่ฉัน”

“ฉันก็หมายถึงเพลงไง อย่าหลงตัวเองคิดว่าฉันชมนายสิ”

จุนโฮส่งเสียงในลำคอ ดึงหูฟังข้างซ้ายหลุดออกมา นิชคุณเบี่ยงหลบทันก่อนที่จุนโฮจะสามารถดึงอีกข้างหนึ่งได้ ร่างเล็กทำหน้าแง่งอนยิ่งดูน่ารัก จนนิชคุณอดไม่ได้ที่จะรวบตัวมากอด กลิ่นกายหอมอ่อนๆยั่วยวนให้จูบลงบนลำคอขาวเนียน เขาดูดดึงเบาๆจนเป็นรอยแต้มสีกุหลาบ

“นิชคุณ..” กลีบปากสีแดงร้องครางออกมา ยิ่งฟังดูเย้ายวน ให้ทำมากกว่านี้ไปอีก

“เสียงของนายเพราะที่สุดเลยรู้มั้ย” แก้มเนียนคลอเคลียฝ่ามือหนา เมื่อนิชคุณใส่หูฟังอีกข้างให้ นิชคุณโน้มใบหน้าของคนบนตักลงเพื่อจูบริมฝีปากสีแดงฉ่ำ เคล้าคลึงเข้าไปในโพรงปากร้อนผะผ่าว เรียวลิ้นของพวกเขาโรมรันในขณะที่เสียงหวานของจุนโฮขับกล่อมผ่านบทเพลงในหูฟัง นิชคุณสอดมือเข้าไปในเสื้อของจุนโฮ เล้าโลมผิวกายนุ่มลื่นบนลำตัวเพรียวบาง ลมหายใจกระเส่าขาดห้วงเมื่อเขาผละออก

“ฉันแต่งเพลงนี้ให้นายนะ” จุนโฮกระซิบเสียงแตกพร่า “มันเป็นเพลงของนาย นิชคุณ”

“ทำให้ฉันนึกถึงนายทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้สิ” นิชคุณเอ่ยยั่วยวน มือหนาเลื่อนลงต่ำ จากแผ่นหลังไล้ตามสะโพกที่ผายออก ก่อนจะสอดเข้าไปในกางเกงบ็อกเซอร์ สัมผัสแก้มก้นกลมกลึง

คนบนตักกัดริมฝีปากล่าง ราวกับกำลังสกัดกลั้นอารมณ์วาบหวิวที่พลุ่งพล่านของตัวเอง เขาก้มลงเพื่อจูบนิชคุณ ปากอิ่มดูดดึงกลีบปากของนิชคุณราวเด็กเอาแต่ใจเพื่อขอทางเข้าไปภายใน จุนโฮรุกเร้าอย่างร้อนแรง ในขณะที่นิชคุณลูบไล้บนเรือนร่างโค้งเว้าอย่างหลงใหล ดวงตาของนิชคุณแทบพร่าเบลอ เมื่อเสียงร้องในหูฟังเป็นเสียงจุนโฮขึ้นเสียงร้องสูงที่ชวนให้หัวใจสั่น

มันช่วยไม่ได้ที่เสียงของจุนโฮจะรุนเร้าอารมณ์ของเขา เขาอยากได้ยินมันอีก เสียงร้องครางสูงอย่างนั้น นิ้วมือเรียวยาวยกสะโพกของจุนโฮขึ้น ก่อนจะสอดสัมผัสเหนือปากทางรัก

“อ๊า” จุนโฮถอนริมฝีปากออกแล้วร้องครางออกมาด้วยความตกใจ เมื่อนิชคุณเข้าไปในกายโดยไม่คาดคิด นิชคุณหลับตาอย่างพึงใจ ขณะที่เสียงหวานครางฮือเมื่อนิ้วเรียวเคลื่อนลึกเข้าไปภายใน นิชคุณแทบไม่ได้ฟังเสียงเพลงแล้ว เพราะเสียงของคนบนร่างตอนนี้มันน่ายวนเย้าเสียยิ่งกว่า ร่างที่บิดเร้าไปมาบอกให้นิชคุณรู้ว่าจุนโฮกำลังจะทนไม่ไหวอยู่รอมร่อ

จุนโฮกรีดร้องไม่เป็นภาษา เมื่อนิชคุณหยุดและถอนนิ้วมือออก ดวงตาฉ่ำมีน้ำตาคลอหน่วย มองสบตาของเขาอย่างเว้าวอน นิชคุณปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลื่อนกางเกงของร่างบนตักให้หลุดต่ำ ผิวกายอ่อนนุ่มให้สัมผัสอุ่นวาบหวาม เมื่อแนบชิดบนเรือนร่าง ร่างบางสะดุ้งเกร็งเมื่อสวมรับกับแก่นกายที่ร้อนผ่าว ภาพของจุนโฮที่หลับตาพริ้มพร้อมกัดริมฝีปากเบาๆขณะขยับกายขึ้นลงอย่างช้าๆ ทำให้ดวงตาของนิชคุณพร่าเบลอ

“ฉันรักนายนะ” เสียงกระเส่าแหบพร่า มอบรักเคล้าคลอไปกับท่วงทำนองของบทเพลงรักที่จุนโฮมอบให้แก่นิชคุณ

 

เสียงแค่นหัวเราะเบาๆของนิชคุณเรียกสายตาของอูยองให้มองตอบกลับมาอย่างสับสน ชายหนุ่มจดจ้องใบหน้าที่ไร้เดียงสานั้น เขาใช้นิ้วมือเกลี่ยพวงแก้มนิ่มอย่างเบามือ เป็นเวลาเนิ่นนานสำหรับอูยองที่สัมผัสที่เหมือนกระแสไฟไล้บนพวงแก้ม อูยองหลับตาลง เมื่อนิชคุณเคลื่อนเข้าใกล้จนต่างฝ่ายต่างก็สามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของอีกคน

“ขอโทษนะ” นิชคุณพูด ก่อนจะประกบริมฝีปากลงบนกลีบปากเรียวบาง ร่างเล็กสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่มือหนาที่ลูบไล้บนพวงแก้มทำให้ร่างบางผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ เขาดูดดึงริมฝีปากฉ่ำหวานทีละนิด จนเรียวปากบางเผยอออก ขยับตอบรสสัมผัสที่เขามอบให้อย่างแผ่วเบา จางอูยองยังเด็ก ยังเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาเหลือเกิน ราวกลีบดอกไม้ที่เพิ่งแรกแย้ม บอบบาง จนน่าหวาดกลัวจะเป็นรอยช้ำได้ง่ายๆ ถ้าเขากดจูบแรงกว่านี้สักหน่อย เรียวปากที่สั่นเทาคงบวมช้ำ นิชคุณเลื่อนไล้ริมฝีปากบนกลีบปากสีกุหลาบอย่างอ่อนโยน เพราะดอกไม้ดอกนี้ยังเยาว์วัยนัก

ดวงตาฉ่ำปรือขึ้นจ้องมองเขา เมื่อนิชคุณถอนริมฝีปากออก เรียวปากฉ่ำเผยอออกเล็กน้อย ขณะที่ร่างเล็กหายใจหอบ พวงแก้มแดงก่ำสบสายตาของเขานิ่งงัน ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แม้กระทั่งเสียงบรรเลงเปียโนของคนบนเวทีที่อยู่ใกล้พอจะมองเห็นได้ทุกอย่างก็เงียบงันไปด้วยเช่นกัน นิชคุณเหยียดยิ้มบนริมฝีปาก เมื่อได้ยินเสียงของความเงียบดังขึ้นมาในฉับพลัน ท่ามกลางช่วงเวลาที่นิ่งสนิทนั้น มีเพียงรอยยิ้มของเขาที่เคลื่อนไหว ก่อนที่ร่างสูงจะโน้มลงขบเม้มบนกลีบปากสีแดงระเรื่อ รสสนิมอ่อนๆ ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเผลอทำให้กุหลาบดอกน้อยบอบช้ำไปเสียแล้ว แต่กลิ่นคาวที่คละคลุ้งในโพรงปากกลับทำให้ดอกไม้ดอกนี้ยิ่งหอมหวาน

ถ้ามันเป็นอย่างนี้…นายจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่ฉันต้องเจ็บปวดมั้ย อีจุนโฮ?’

 

หัวใจของอูยองยังคงเต้นแรงจนแทบจะหลุดตลอดทางกลับบ้าน เขารวบรวมความกล้าหลายต่อหลายครั้ง เพื่อจะหันไปมองคนที่ขับรถอย่างนิ่งสงบ พวกเขาเพิ่งจูบกัน ความคิดที่วิ่งวนไปวนมาอยู่ในหัวของเขากำลังจะทำให้เขาแทบบ้า นิชคุณจูบเขาทำไม นิชคุณชอบเขางั้นหรอ อูยองหันไปมองนิชคุณอีกครั้ง นิชคุณที่ไม่ได้มีทีท่าจะสนใจอะไรมากไปกว่าถนนข้างหน้า ยิ่งทำให้เขาสับสนมากขึ้นไปอีก

อูยองกัดริมฝีปากเมื่อรถหยุดลงที่หน้าบ้าน กลีบปากของเขายังคงแดงก่ำจากแรงเคล้นคลึงที่ชวนวาบหวาม มันเป็นจูบแรกของเขา จากรักแรกของเขา เพราะว่าเป็นจูบแรก เพราะว่าเป็นนิชคุณ มันถึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เขาไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้

“พี่คุณ..” อูยองค่อยๆพูดออกมา เรียบเรียงไม่เป็นประโยค “จูบ..”

เขาได้ยินเสียงนิชคุณถอนหายใจอย่างแผ่วเบา

“เข้าบ้านเถอะ ดึกแล้ว”

“มันหมายถึงอะไรครับ” อูยองแตะที่ริมฝีปาก รสสัมผัสร้อนผ่าวยังคงอยู่ เขาต้องการคำตอบ

นิชคุณสบตาเขา สายตาที่จ้องมองกันปะปนทั้งความอ่อนโยน ความเสียใจ และความรู้สึกผิด ชั่วขณะหนึ่งอูยองรู้สึกได้ว่านิชคุณเสียใจที่จูบเขา และหัวใจของเขาก็กระตุกวูบไปเพราะความคิดนั้น

“ฉันบอกนายแล้วว่าอย่ารักฉัน”

“ผมขอโทษครับ ผมรักไปแล้ว” อูยองกัดริมฝีปากของตัวเอง เขาไม่สามารถโกหกความรู้สึกของตัวเองได้ เขารักนิชคุณไปแล้ว และยิ่งรักมากขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่เคยคิดว่าจะหยุดรัก แต่มันไม่มีสักวันที่เขาหยุดคิดถึงนิชคุณได้เลย

นิชคุณยิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดที่อูยองเคยเห็น นิชคุณดึงตัวเขาไปกอดไว้อีกครั้ง เหมือนวันที่กอดเขาบนชิงช้าสวรรค์ อ้อมกอดของคนเป็นพี่ที่พยายามจะปลอดประโลมหัวใจของเขา

“ถึงแม้ว่าฉันจะทำนายต้องเจ็บปวดน่ะหรอ”

“เพราะการเลิกรัก มันทำให้ผมเจ็บปวดมากกว่า” อูยองยิ้ม เขาหลับตาลงในอ้อมกอดของนิชคุณ สูดกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ที่กำลังกล่อมจิตใจของเขาให้สงบ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้นิชคุณ ตั้งแต่วันที่เขาเป็นเด็ก ตั้งแต่วันที่เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไร แต่การอยู่ใกล้ๆนิชคุณ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายได้เสมอ ถ้ามีนิชคุณอยู่ด้วย เขาก็ไม่กลัวอะไรอีก ถ้ามีนิชคุณอยู่ด้วย เขาก็ไม่กลัวที่จะเจ็บปวด

“นายชอบฉันมากเลยหรอ”

อูยองอมยิ้ม เขาพูดออกไปได้ใช่มั้ย เขาบอกรักนิชคุณได้แล้วจริงๆใช่มั้ย

“มากๆเลยครับ”

“ไม่ว่ายังไงก็จะยังรักฉันงั้นหรอ”

อูยองสบตาของนิชคุณ เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวที่จะพูดมันออกไป

“ครับ ไม่ว่ายังไงก็จะรัก”

อูยองไม่เห็นว่าภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทของนิชคุณกำลังร้อนผ่าว ลำคอของนิชคุณขมปร่า นิ้วมือของเขาสั่นเทา เพราะเขากำลังบดขยี้ดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานด้วยมือของเขาเอง

“งั้นก็เอาสิ” นิชคุณลูบศีรษะของอูยอง เสียงทุ้มต่ำกระซิบอย่างแผ่วเบา “อยู่ข้างๆฉัน เป็นคนรักของฉัน… และเจ็บปวดไปด้วยกัน”

 

 

 

 

Note: ยังมีคนอ่านอยู่มั้ยนะ

นี่เพิ่งจบช่วงอินโทร ยังเหลือเรื่องอีกยาววววเลย 5555555

ปล. เขียนฟิคมาตั้งแต่ยุคโบราณ เห็นเดี๋ยวนี้เขามีแฮชเท็กกันด้วยอะ คิดแท็กให้เรื่องนี้หน่อยสิ อยากมีบ้างอะค่ะ ><”

 

 

Tracking No. Sweet Sorrow Fiction

สมพร RK059408483TH
นิลาวัลย์ RK059408497TH
ปินะนัดดา RK059408506TH
พาชื่น RK059408510TH
วิภาวดี RK059408523TH
อรุณสินี RK059408537TH
เพ็ญพร RK059408545TH
วีร์ทิมา RK059408554TH
วารีทิพย์ RK059408568TH
เกสินี RK059408571TH
นัชชา RK059408585TH
นิราวดี RK059408599TH
ทัศนนันท์ RK059408608TH
เบญญาภา RK059408611TH
อังศวีร์ RK059408625TH
วรัญญู RK059408639TH
กัลยาณี RK059408642TH
กอบกนก RK059408656TH
ชัยวัตน์ RK059408660TH
ณัฐนรินทร์ RK059408673TH
อรการ RK059408687TH
นิสาลักษณ์ RK059408695TH
ปาลิดา RK059408700TH
สิริลักษณ์ RK059408713TH

*หากชื่อใครตกหล่น รบกวนติดต่อกลับทันทีเลยนะคะ

 

 

 

[Fiction] Let The Rain Fall 10/?

 

มินจุนรู้ว่าเขาไม่ควรประหลาดใจ หากว่าเขากลับมาที่หอพักแล้วจะไม่เจอรูมเมทของเขา เขาคาดหวังอะไรล่ะ ให้แทคยอนนั่งรอเขาอยู่แต่ในห้องน่ะหรอ คนที่ไม่แม้แต่จะโทรมาหา หรือส่งข้อความมา เมื่อรู้ว่าเขาหายไป ทั้งๆที่ตอนนั้น… มินจุนกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ทำไมต้องมาจูบเขา ทำไมต้องมาพูดอย่างนั้นกับเขา ทำเหมือนว่าเขาเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไร ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำตัวเดาไม่ถูกอย่างนี้ เขาคิดจนหัวเขาจะระเบิด ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้หรอก คำพูดของแทคยอนในวันนั้น ราวกับเป็นแค่คำพูดพล่อยๆที่ไร้ความหมาย ทิ้งระเบิดไว้ที่เขา แต่ตัวเองกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหัวเสีย มันก็แค่นั้นแหละ

หลังจากไปอยู่กับจินอุนแล้ว เพราะว่าเขาเกรงใจคุณแม่ของจินอุนที่เขามักจะกลับบ้านดึก เขาจึงย้ายไปนอนที่สตูดิโอของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เขามีเวลาทำเพลงมากขึ้น และโซฟาที่นั่นก็ถือว่านอนสบายเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังต้องกลับมาที่หออาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เพื่อนำเสื้อผ้ามาซัก และเก็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไปใช้สำหรับอีกอาทิตย์ถัดไป เขากำลังหยิบเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้ที่เอามาด้วย ตอนที่แทคยอนกลับเข้ามา

แทคยอนทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาทักเขา แต่โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นก่อน

“อ่อ ฉันลืมกระเป๋าตังค์น่ะ เดี๋ยวออกไป รอหน่อยนะเจส”

โดยที่ไม่รู้ตัว มินจุนกระแทกลิ้นชักตู้เสื้อผ้ากลับเข้าไป เขาหันไปมองร่างสูงซึ่งเดินคุยโทรศัพท์พร้อมกับหยิบกระเป๋าตังค์จากหัวเตียง และดูเหมือนว่าแทคยอนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง แทคยอนหันกลับมา มินจุนยักไหล่ แทคยอนทำปากบุ้ยใบ้ว่าเขาต้องออกไปแล้ว มินจุนได้แต่พยักหน้า ขณะที่มองตามร่างสูงที่เดินออกไป โดยไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ

“ใช่ว่าฉันจะสนใจอะไรนายนักหรอกนะ” มินจุนพูดเมื่อประตูปิดลง ไม่ได้อยากให้พูดด้วยสักหน่อยนี่

มินจุนเก็บกระเป๋าจนเสร็จ เขาสะพายเป้ไว้บนหลัง หันมองความเรียบร้อยของห้อง ก่อนจะบิดลูกบิดประตูให้เปิดออก เพื่อเดินออกไป แต่บานประตูกลับถูกกระชากให้เปิดออกเสียก่อน ร่างสูงใหญ่ของแทคยอนยืนขวางบานประตูไว้จนหมดทางเดิน

“ฟังนะ” แทคยอนพูดพลางหายใจหอบไปด้วย ราวกับเขาว่าเพิ่งวิ่งกลับขึ้นมาจากชั้นล่าง และจากเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าก็ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งวิ่งกลับขึ้นมาจริงๆ

“ฉันรู้ว่าฉันทำให้นายอึดอัด ฉันขอโทษด้วย ฉันไม่ควรที่จะบอกความรู้สึกของฉันกับนาย เพราะว่ามันไม่สำคัญเลย ฉันไม่สนใจว่านายจะไม่เคยรู้ว่าฉันคิดกับนายแบบไหน ฉันแค่.. นายไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้ ไม่ต้องอึดอัดที่จะอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกของฉันฉันจะจัดการเอง โอเคนะ? นายลืมมันไปเลยก็ได้”

“นายโยนระเบิดตู้มใส่ฉัน นายจะให้ฉันลืมมันง่ายๆอย่างนั้นเลยหรอ” มินจุนโวย ทั้งๆที่เขาคิดว่าเขาสงบขึ้นแล้ว และสามารถใช้ชีวิตแบบเลี่ยงๆกันอย่างนี้ได้จนเกือบเหมือนเป็นเรื่องปกติ จู่ๆเขาก็รู้สึกโมโหยิ่งกว่าเดิม

“ฉันรู้ๆ ฉันจะหยุดโอเคมั้ย ฉันจะไม่ทำให้นายอึดอัดอีก ฉันจะออกไปหาแฟนเป็นตัวเป็นตน ส่วนนาย เรื่องของอูยอง ฉันก็คอยเอาใจช่วยนะ ฉันจะเป็นกำลังใจให้ เราก็แค่… กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนกันเถอะนะ”

มินจุนมองจ้องใบหน้าที่อ้อนวอนของแทคยอน ก่อนที่เขาจะกลับเข้าห้องแล้วเหวี่ยงประตูปิดใส่หน้าหล่อๆของเจ้าบ้านั่นซะ

“มินจุน มินจุนอ่า” เสียงแทคยอนเคาะประตูเรียก ในขณะที่มินจุนพยายามนับลมหายใจเข้าออกของตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆหรอ กลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปเป็นเพื่อนกัน และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีความรักของตัวเอง ทำไมเขาถึงยิ่งฟังยิ่งชวนให้น่าหงุดหงิด

“มินจุนอ่า” เสียงแทคยอนตะโกนโหยหวนอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้ช่วยให้เขาใจเย็นลงเลย แต่เพราะว่ามันฟังดูน่าอับอายมากกว่า ที่ผู้ชายตัวโตจะมาร้องเป็นเด็กโข่งอยู่อย่างนี้ มินจุนถึงยอมเปิดประตูออกไปอีกครั้ง

แทคยอนฉีกยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเขา “ขอโทษ ขอโทษนะ”

“หุบปากน่า” มินจุนหันมองซ้ายขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีคนแตกตื่นเสียงร้องของแทคยอนจนออกมามุงดู

และเมื่อเขาหันกลับมามองแทคยอน คนตัวโตก็ยืนเม้มปากนิ่งตามคำสั่ง

“นายจงใจตามฉันมาตลอดเลยหรอ”

แทคยอนพยักหน้า

“ทำไม”

“ฉันพูดได้แล้วใช่ปะ” แทคยอนถาม

“อื้อ พูดมาสิ”

“นายจำได้ปะ ตอนเราอยู่ม.ต้น ฉันเป็นไอ้เด็กแว่นเนิร์ดๆ ไม่มีใครชอบขี้หน้าฉันเลย”

“ฉันก็ไม่ชอบขี้หน้านาย” มินจุนบุ้ยปาก เมื่อนึกถึงสมัยนั้น

“ใช่ นายไม่ชอบฉัน แต่ไม่ได้เหมือนคนอื่น คนอื่นรังเกียจฉัน แต่นายมองฉันเป็นคู่แข่ง ขณะที่คนอื่นมองฉันเป็นตัวประหลาดและไม่อยากยุ่งด้วย แต่นายลงมาแข่งกับฉัน”

มินจุนยิ้มเมื่อนึกถึงตอนนั้น เพราะว่าพ่อแม่อุตส่าห์ส่งเขาเข้ามาเรียนในโซล เขาเลยตั้งใจจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ แต่ในห้องเรียนดันมีอ๊คแทคยอน คนที่ไม่ว่าทำบ้าอะไรก็เหมือนจะได้คะแนนสูงสุดตลอดเวลา

“มันเหมือนกับว่าฉันมีเพื่อนเล่นเลยนะ”

“แล้วเราก็กลายเป็นเพื่อนกันจริงๆ เพราะไม่มีใครคบเรา” มินจุนหัวเราะ พวกเขาแข่งกันเรียนอย่างบ้าคลั่งตลอดมัธยมต้น จนเมื่อขึ้นมัธยมปลาย และมินจุนเริ่มรู้ตัวว่าสนใจทางด้านดนตรี คะแนนสอบของมินจุนตกลงบ้าง แต่ก็ถือว่าเขายังทำคะแนนได้ดีและรั้งอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในสิบของห้อง ในขณะที่แทคยอนที่เมื่อโตขึ้นก็สละภาพลักษณ์เด็กแว่นเนิร์ดๆกลายเป็นหนุ่มหล่อคมเข้มที่ถึงแม้จะทำตัวกร่างเท่ไปวันๆให้สาวกรี๊ดเล่น คะแนนก็ยังคงเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ

แทคยอนยิ้มให้มินจุน “นายเป็นคนสำคัญของฉันนะ”

แทคยอนมองสบตาของเขา เป็นเรื่องน่าแปลกที่ในเวลาแปดปีที่รู้จักกันมา ทำไมจู่ๆหัวใจเขาถึงต้องมาเต้นแรงในวันนี้

“นายคุยกับใครอยู่” มินจุนถามขึ้นมาลอยๆเหมือนไม่ใส่ใจ

“อะไรนะ”

“นายบอกว่านายกำลังหาแฟนเป็นตัวเป็นตน นายกำลังเดทกับใครอยู่หรอไง”

“ก็มีรุ่นน้องสองสามคน”

“สองสามคน?” มินจุนทวน ก่อนจะตวาดใส่แทคยอนที่ทำท่าจะเล่าต่อ “หุบปากไปเลยไป”

แทคยอนหุบปากแต่โดยดี

มินจุนก้มมองนาฬิกา เขากำลังจะไปสายแล้ว เขาปิดประตูห้อง และเดินสวนแทคยอนที่ยืนหุบปากตามคำสั่ง

“เดี๋ยวสิ นายจะไปไหนน่ะ” มินจุนหันกลับไปมองแทคยอนที่ทำท่าตกอกตกใจ เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเดินหนีไปอีกครั้ง

“นัดกับอูยองไว้น่ะว่าจะพาไปที่สตูดิโอหลังเลิกเรียน” มินจุนยิ้มให้แทคยอนที่ดูเหมือนแมวตัวโตที่เจ้าของกำลังจะทิ้งให้อยู่บ้านลำพัง “นายจะตามมาด้วยมั้ยล่ะ”

แทคยอนสบตาของมินจุน ก่อนที่จะฉีกยิ้มกว้าง เจ้าแมวตัวโตรีบวิ่งตามเจ้านายมาทันทีเมื่อถูกเรียก

 

อูยองไม่มั่นใจในเสียงของตัวเองเท่าไหร่นัก เขาเองก็ร้องเพลงเล่นๆกับจินอุนบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ร้องในห้องอัดจริงๆสักครั้ง ในตอนแรกเขาปฏิเสธคำชวนของมินจุน แต่มินจุนก็ยืนยันแกมขอร้องว่าอยากให้เขาไปอัดเสียงทำเดโม่สำหรับเพลงที่มินจุนแต่งขึ้น มินจุนบอกว่าจะมารับเขาที่หน้าโรงเรียน อูยองจึงออกมายืนรอได้สักพัก เพราะว่าเขามัวแต่เป็นกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี เขาจึงไม่ทันสังเกตุรถยนต์สีดำคันหนึ่งที่วิ่งมาจอดตรงหน้า ประตูฝั่งด้านคนขับเปิดออก พร้อมกับคนที่เขาไม่คิดว่าจะเจอที่นี่เดินออกมา

“เลิกเรียนแล้วใช่มั้ย” อูยองเงยขึ้นมองชายหนุ่มที่เพิ่งเดินลงจากรถอย่างไม่เชื่อสายตา

“ฮยองมาทำอะไรที่นี่”

“มาหานายไง ตอนกลับจากทัศนศึกษาบอกให้แวะมากินข้าวด้วย ก็แอบมาเอาไอ้ลูกเป็ดไปเงียบๆ แวะเข้ามาก็ไม่บอกกัน ฉันไปหาที่บ้านนายก็ไม่เจอนายสักที แม่นายก็บอกแต่ว่านายยังไม่กลับ นี่เลิกเรียนแล้วแอบหนีเที่ยวไปไหนน่ะเรา น่าจับตีจริงๆเลย”

“อ..อะไรนะครับ” อูยองมึนงงไปหมด หลังจากโดนนิชคุณบ่นใส่เสียยาวเหยียด

“ฉันเลยกะจะมาดักนายหลังเลิกเรียนนี่ไง” นิชคุณฉีกยิ้มอย่างภาคภูมิใจในแผนการณ์ของตัวเอง “แล้วก็เจอเด็กน้อยยืนอยู่หน้าโรงเรียน กำลังจะแอบหนีเที่ยวจริงๆด้วย”

อูยองย่นจมูกใส่ เมื่อได้ยินนิชคุณเรียกเขาว่าเด็กน้อยอีกแล้ว

“ใครเป็นเด็กน้อยครับ แล้วใครหนีเที่ยวกันครับ”

“นายไง เด็กดื้อของฉัน”

ทั้งๆที่รู้ว่านิชคุณกำลังแกล้งแหย่เขา แต่จู่ๆใบหน้าก็ร้อนผ่าวเพราะคำพูดของคนตรงหน้า อูยองจึงรีบเอ่ยเสียงนิ่ง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก

“มีธุระอะไรครับ”

นิชคุณยิ้มบางๆ

“เย็นวันศุกร์นี้ว่างมั้ย อยากให้ไปด้วยกันหน่อย”

“ไปไหนครับ”

คำถามของอูยองไม่ได้รับคำตอบ เพราะนิชคุณกำลังสนใจกับการมองสำรวจอูยองในชุดนักเรียนและรองเท้าผ้าใบ ก่อนที่ร่างสูงจะส่ายหน้า

“นายจะไปสภาพนี้ไม่ได้นะ”

“ไปไหนครับ” อูยองถามอีกครั้ง แต่แทนที่จะได้คำตอบ ข้อมือขาวกลับโดนมือหนารวบให้เดินตาม

“วันนี้ไปซื้อของกัน”

“แต่ผมมีนัด…” อูยองแย้งขึ้น ก่อนที่นิชคุณจะพาเขาขึ้นไปนั่งบนรถและปิดประตูใส่โดยไม่ฟังเขาสักคำ

“วันนี้เด็กดื้ออดหนีเที่ยวแล้วล่ะ เพราะนายต้องไปกับฉัน”

อูยองเบะใส่คนที่เดินอ้อมกลับมาที่ที่นั่งคนขับ ใบหน้ากลมที่หันมามองค้อนพร้อมนั่งกอดอกนิ่ง ทำให้นิชคุณหลุดหัวเราะออกมา ชายหนุ่มก้มลงฟุบกับพวงมาลัย ก่อนจะหันมองคนที่นั่งข้างๆ

“ไปกับฉันหน่อยนะ ฉันไปที่นั่นคนเดียว.. ไม่ไหวจริงๆ” นิชคุณถอนหายใจ พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน อูยองสบตาของนิชคุณ เมื่อกี้ยังแกล้งเขาจนน่าโมโหอยู่เลยไม่ใช่หรอ ทำไมตอนนี้นิชคุณถึงดูอ่อนล้าจนชวนให้เป็นห่วงได้ขนาดนี้ เขานึกอยากให้เขาสามารถอ่านใจของนิชคุณได้ แต่เขาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าคนๆนี้คิดอะไรอยู่

นิชคุณยิ้มให้อูยอง รอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้อูยองหยุดโต้เถียงได้เสมอ “วันนี้กลับบ้านด้วยกันนะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

แทคยอนมองรถสีดำที่เพิ่งขับออกไป ก่อนจะหันมองมินจุนอย่างเป็นกังวล เพราะว่าเขาเฝ้ามองมินจุนอยู่เสมอ เขาถึงรู้ดีว่าอูยองสำคัญกับมินจุนมากแค่ไหน

“นายโอเคนะ” พวกเขามองเห็นอูยองที่ยืนรอมินจุนอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม มินจุนกำลังจะตะโกนเรียก ตอนที่รถคันนึงวิ่งเข้ามาจอดขวาง ก่อนที่ชายเจ้าของรถคนนั้นจะพาอูยองขึ้นรถไป

“นั่นมันลักพาตัวชัดๆ” แทคยอนพูดอย่างมีอารมณ์ ในขณะที่มินจุนยังคงไม่พูดอะไร

ใช่ เขาเห็นทุกอย่าง แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเหมือนอย่างที่เคยเป็น

“งั้นเรากลับกันเถอะ” มินจุนหันไปพูดกับแทคยอน ที่ยังคงบ่นกระฟัดกระเฟียดเหมือนเป็นคนถูกเบี้ยวนัดซะเอง

“แต่อูยอง..”

“แทค” มินจุนเตือนสติ “กูนี่ที่ผิดหวัง ไม่ใช่เมิง”

 

อูยองโดนนิชคุณจูงมือ หรือจะเรียกให้ถูกลากเข้ามาในร้านเสื้อผ้าของดีไซน์เนอร์ชื่อดังและเขาพอจะบอกได้ว่าราคาของสินค้าแต่ละอย่างในร้านจะต้องแพงระยับอย่างแน่นอน

“ทำไมเราต้องมาซื้อเสื้อผ้าใหม่กันด้วยล่ะครับ” อูยองอิดออด เมื่อนิชคุณยื่นเสื้อผ้าให้เขาไปลอง มันเป็นชุดสูทเรียบหรูสีดำที่เข้าคู่กับกางเกงสแล็ค พร้อมกับเสื้อเชิ๊ตสีขาว

“เพราะว่านายจะต้องไปกับฉันในฐานะคนของหรเวชกุลนะ จะมาแต่งตัวเป็นเด็กม.ปลายได้ยังไง” นิชคุณพูดพร้อมผลักหลังคนน้องเบาๆเข้าไปในห้องลองเสื้อ

คำว่าคนของหรเวชกุลดังก้องในหู ขณะที่อูยองยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอย่างงุนงง

“มันจะไม่เป็นไรหรอครับ” อูยองพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอให้คนที่รออยู่ข้างนอกได้ยิน

“อะไรหรอ” นิชคุณตอบกลับมา

“ถ้าผมยังรักฮยองอยู่”

อูยองไม่แปลกใจเลยที่คนข้างนอกจะเงียบไป หรือนิชคุณจะหนีเขาไปแล้วนะ อูยองก้มลงดูเสื้อผ้าที่ตัวเองถืออยู่ เขาไม่มีตังค์จ่ายค่าเสื้อผ้าพวกนี้หรอกนะ อูยองยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ก่อนจะหันหลังกลับ และเปิดผ้าม่านออก นิชคุณยังยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีช็อกโกแลตจ้องมองเขาก่อนจะขมวดคิ้ว

“ทำไมนายไม่ลองใส่มันล่ะ” นิชคุณพูดอย่างไม่สบายใจ

“ผมไม่คิดว่าผมควรไปไหนกับฮยอง” อูยองยื่นเสื้อผ้าคืนกลับไป แต่นิชคุณไม่ได้ยื่นมือออกมารับมัน เขาเท้าแขนกับขอบประตู ทำให้เหมือนกับว่าอูยองถูกล็อกตัวอยู่ในห้องลองเสื้ออย่างไม่มีทางหนี

“ทำไมล่ะ”

“เพราะว่าความรู้สึกของผม…”

“ถ้าฉันบอกว่าไม่เป็นไรล่ะ”

อูยองเงยหน้าขึ้นมองคนพี่ นิชคุณก้มลงมองสบตาของเขา ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากเข้าหาก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เหมือนกับว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผ่านความสับสนมาอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขายังคงไม่แน่ใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ ยังคงไม่แน่ใจกับสิ่งที่เอ่ยออกมา

“ถ้าฉันบอกว่าฉันอยากให้นายไปเป็นคู่เดทของฉันล่ะ”

 

 

Note: เฮลโหล สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ไม่ได้อัพเดทเรื่องนี้มาสักพัก นี่คือผลผลิตของทั้งปีที่ผ่านมาได้แค่นี้จีๆ เรายังอยากเล่าเรื่องนี้ต่อนะ และก็หวังว่ายังมีคนอยากอ่านเรื่องนี้ต่อนะคะ
สัญญาว่าปีนี้จะโฟกัสไปกับการแต่งฟิคเรื่องนี้
และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้จบในปีนี้นะ 5555 สู้!!!

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันเสมอนะคะ ขอบคุณมากๆ:)

[Spoil]Sweet Sorrow: Love Me Tender

Love Me Tender

KhunWoo, Romantic, PG

 

มันเป็นช่วงที่ค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามีแขกเข้าพักต่อเดือนแทบไม่ถึงสิบคน มันก็ดีจะได้พักผ่อนบ้าง ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางช่วงลูกค้าก็เข้ามาเยอะจนคนดูแลอย่างเขาแทบไม่ได้หายใจ ยิ่งช่วงไหนกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปากกันหน่อย นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลกันมาจนล้นเกาะ แต่พอช่วงจะเงียบเข้าหน่อย ก็เงียบเหงาซะจนเขาเกือบนึกว่าตัวเองอยู่บนเกาะร้างเสียอย่างนั้น

นิชคุณถอนหายใจ เมื่อมองเมฆฝนครึ้มซึ่งกำลังตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หน้ามรสุมอย่างนี้ นักท่องเที่ยวก็หายหมด เขาเลือกหนังสือออกจากชั้นวาง ลองฝนมาอย่างนี้คงไม่มีเรือข้ามมาที่เกาะแล้ว นั่นก็หมายถึงอีกวันที่ไม่มีแขกเข้าพัก และเขาคงจะได้อ่านหนังสือให้จบไปอีกเล่มหนึ่ง มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์เองก็ยังขาดๆหายๆ ถ้าเขาได้ข้ามฝากเข้าไปในเมือง เขาไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาบนเกาะทีละสองสามเล่มทุกครั้ง เพราะมันดูเป็นความบันเทิงเดียวทีเขาพอจะหาเสพย์ได้บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ เขาอ่านหนังสือเยอะ จนพอที่จะแยกแยะได้ว่า เขาชอบงานเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ นักเขียนคนโปรดของเขาคือ เปาโล โคเอลโญ นักเขียนชาวบราซิล เขามีสะสมไว้ทุกเล่ม และยังคงหยิบออกมาอ่านซ้ำๆ มันเหมือนการได้รับการบำบัด ในขณะที่หนังสือเล่มอื่นอาจจะพาคุณเข้าไปในโลกจินตนาการ ทำให้ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวในหนังสือ และใจจดใจจ่ออยู่กับบทถัดไป หนังสือของเปาโลทำให้คุณค้นพบตัวเอง มันทำให้เขาได้ทบทวนความคิด ในทุกหน้าที่เขาพลิกเปิด มันเหมือนการเดินทางสั้นๆ ที่พาเขาให้รู้จักตัวเองมากขึ้น สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการค้นพบความคิดของตัวเองที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเมื่อมันจบลง ความคิดเล่านั้นจะยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในจิตใจของเขา ค่อยๆหลอมรวมเข้าไปในตัวเขา มันเหมือนกับว่าเขาได้ถือกำเนิดใหม่ทุกครั้ง กับนิชคุณคนใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ

บ่ายวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อเม็ดฝนเริ่มลงเม็ด นิชคุณปล่อยตัวเองให้จมไปกับงานเขียนของนักเขียนชาวบราซิลคนโปรด โดยไม่คาดคิดว่าจะมีใครเข้ามาขัดจังหวะอีกแล้ว เขาไม่มีลูกจ้างมากนัก เพราะที่นี่เองก็เป็นเพียงรีสอร์ทแนวโฮมสเตย์เล็กๆ เขาดูแลเองเสียส่วนใหญ่ แม่บ้านทำความสะอาดเสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า และเพราะว่ายังไม่มีใครเข้ามาพัก เขาเลยอนุญาตให้กลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงแล้ว เขาคิดว่าคงไม่มีอะไรมากวนเวลาอ่านหนังสือของเขา จนเมื่อเขาได้ยินเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เหนือประตูสั่นไหว ประตูเปิดแง้มออก ทำให้เขาได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่ข้างนอก ดูท่าว่ากำลังก่อตัวเป็นพายุหนักทีเดียว เด็กหนุ่มพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้ามายืนอยู่หน้าประตูทางเข้า ดวงตาคู่เล็กแต่กลมใสมองไปรอบๆ อาคารที่ตัวเองเพิ่งเข้ามา ก่อนจะปลดเป้ลงกับพื้น หยดน้ำหยดลงมาจากเส้นผมที่ดูเปียกปอน

“สวัสดีครับ”

“คุณมีห้องว่างมั้ย” เด็กหนุ่มตอบกลับมา ด้วยภาษาอังกฤษง่ายๆ

ว่าง ว่างหมดทุกห้องนั่นแหละ! นิชคุณอยากจะตะโกนออกมา

“มีครับ ไม่ทราบต้องการห้องพักสำหรับกี่คืนครับ”

“อืมม…” นิชคุณเพิ่งสังเกตว่าคนตรงหน้า ถึงแม้จะเป็นเด็กหนุ่มดูแล้วอายุก็น่าจะราวๆยี่สิบปี แต่กลับมีแก้มยุ้ยจนดูน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังครุ่นคิดอย่างนี้ “สักอาทิตย์…”

นิชคุณทำเป็นเช็คห้องว่างไปงั้น ใช่ว่าจะมีคนจอง อันที่จริงมันว่างตลอดทั้งเดือน

“ขอทราบชื่อด้วยครับ”

“อูยอง.. จาง อูยอง”

นิชคุณเลิกคิ้วขึ้น “คนเกาหลีหรอครับ”

“คุณพูดเกาหลี?” อูยองเอ่ยอย่างประหลาดใจ เมื่อเขาได้ยินภาษาเกาหลีจากคนไทยตรงหน้า

“ผมเรียนจบจากมหาลัยที่เกาหลีน่ะ” นิชคุณฉีกยิ้ม

“อ่า” เด็กหนุ่มชาวเกาหลีพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่นิชคุณจะสังเกตสายตาที่ดูเหมือนจะเหม่อลอยอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาทำงานกับคนมามากพอ ที่จะรู้ได้ว่าใครที่เขาชวนคุยเล่นได้ และใครที่เขาไม่ควรรบกวน

“มาครับ ผมจะพาไปห้องที่ดีที่สุดของเรา” นิชคุณเรียก เมื่อเขาหยิบกุญแจออกจากที่แขวนหลังเค้าต์เตอร์ ก่อนจะคว้าเป้ของอูยองขึ้นจากพื้น ปกติเขาไม่ได้บริการอะไรลูกค้ามากนักหรอก แต่อูยองเป็นลูกค้าคนแรกในรอบสิบวัน และอีกอย่างตัวเล็กแค่นี้กับเป้ใบเบ้อเร่อดูแล้วเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ถ้ามีอะไรเรียกได้เลยนะครับ” เขาส่งอูยองที่ห้อง อูยองยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าขาวมนของเด็กหนุ่มดูเหนื่อยอ่อน นิชคุณปล่อยให้อูยองได้พักผ่อน

ฝนตกยาวตลอดช่วงบ่าย หลังจากพาอูยองไปส่งที่ห้อง นิชคุณก็กลับมาร่วมเดินทางกับเปาโลอีกครั้ง เขาเคยอ่านจบไปแล้ว แต่ทุกครั้งมันก็ยังคงเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งใหม่ เขาพลิกปิดหน้าสุดท้าย เหมือนเช่นทุกครั้ง หนังสือของเปาโลทิ้งความคิดและความรู้สึกมากมายเอาไว้ ซึ่งเขายังไม่สามารถเรียบเรียงด้วยประโยคหรือคำพูดใดที่จะสามารถอธิบายมันออกมาได้อย่างครบถ้วน เขาจะครุ่นคิดถึงมันทั้งคืน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน จนกว่าความคิดเหล่านั้นจะเริ่มตกตะกอน และเขาจะสามารถกล่าวได้ว่าเขาได้เติบโตขึ้นอีกแล้ว เขาเชื่อว่ามนุษย์สามารถเติบโตได้ไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ในทางกายภาพ แต่ในทางความคิด ยิ่งได้พบ ได้รู้สึก ได้ครุ่นคิด และพบตัวเอง เราก็จะยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น

นิชคุณหมุนคอที่เพิ่งรู้สึกตัวว่ามันยึดตรึงจากการนั่งก้มอ่านหนังสือในท่าเดียวนานเกินไป เขามองนาฬิกาข้อมือ หลังจากบิดขี้เกียจเสียชุดใหญ่ หกโมงเย็นแล้ว ฝนยังคงตกอยู่ข้างนอกหนักบ้างเบาบ้างจนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะหยุดได้ง่ายๆ นิชคุณเกือบลืมไปแล้วว่าเขามีแขก ถ้าไม่ได้เหลือบไปเห็นคราบน้ำที่หน้าประตูทางเข้า และต้องสั่งตัวเองให้ไปเช็ดมัน มีรอยเท้าคู่เล็กที่เลอะโคลนตลอดทางจากหน้าประตู บนบันได จนถึงหน้าห้องที่ชั้นสอง อูยองไม่ได้ออกมาจากห้องเลย อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางด้วยละมั้ง ถ้าให้เขาเดาคงจะนั่งเรือเที่ยวสุดท้ายแล้วเจอฝนกลางทะเลเอาน่ะสิ ทั้งมาจากต่างประเทศ ไหนจะต้องเปียกฝนจนเหมือนลูกหมาตกน้ำ นิชคุณหยุดที่หน้าประตูห้อง ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดจะเคาะประตู จะหิวมั้ยนะ เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้มันคืออะไร ทั้งที่เขาเองก็เพิ่งพบหน้าและพูดคุยกันไม่ถึงสิบนาที เพราะอูยองเป็นคนเกาหลีงั้นหรือ เขาที่เคยอาศัยอยู่ที่เกาหลีอยู่หลายปี อูยองเลยทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเป็นคนรู้จัก เหมือนกับว่าเป็นน้องชายที่มาเยี่ยมบ้าน นิชคุณส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่มีสิทธิ์จะไปเคาะห้องแขกที่เข้าพักแล้วเที่ยวถามว่าหิวหรือเปล่า อยากทานอะไรมั้ย ยังไงซะจางอูยองก็เป็นแขกของเขา ถ้าอูยองพักผ่อนอยู่ เขาก็ไม่ควรจะรบกวน

จางอูยองไม่ได้ออกมากินข้าว หรือร้องขออะไรจากเขาเพิ่มเลย ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยสู่ช่วงค่ำ เขาปิดล็อกประตูที่ด้านหน้า และดับไฟบางดวงที่โถงชั้นล่าง ห้องนอนของเขาอยู่ไม่ไกลไปทางด้านหลัง ปกติแล้วหากแขกต้องการอะไรในกลางดึก พวกเขาสามารถโทรมาที่ล้อบบี้ หรือลงมากดกริ่งที่วางอยู่บนเค้าต์เตอร์ และเขาก็สามารถวิ่งออกมาได้ทันที วันนี้เขามีแขกเพียงคนเดียวซึ่งดูเหมือนว่าคงไม่ต้องการอะไรจากเขาอีกไปจนเช้า นิชคุณจึงตัดสินใจเลิกงานเร็วกว่าปกติ และกลับไปที่ห้อง

ยิ่งตกดึก ฝนก็ยิ่งดูเหมือนจะหนักขึ้น จนกลายเป็นพายุ ลมพัดอย่างรุนแรงจนกิ่งไม้โยกโอนอย่างน่าวิตก สลับกับท้องฟ้าที่กระพริบวูบวาบ ก่อนจะส่งเสียงคำรามติดกันหลายครั้ง เขามองเห็นแสงสว่างวาบทั่วฟ้า ก่อนที่เสียงฟ้าเปรี้ยงจะดังสนั่นไปทั่วทั้งเกาะ เพียงชั่วพริบตา เขาก็ตกอยู่ในความมืด ไฟทุกดวงดับพรึ่บลงพร้อมกัน

 

แสงเทียนอุ่นอยู่ในมือทั้งสองข้าง ขณะที่เขาก้าวเดินขึ้นบันได เขาใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงสลัว ระบบไฟฟ้าบนเกาะแม้ในยามปกติก็เอาแน่เอานอนไม่ได้มากนัก ถึงแม้จะไม่มีพายุอะไรก็ตาม เขาจึงมีเทียนไขเตรียมไว้เสมอ สำหรับตัวเขาเอง และแขกที่เข้าพัก เขาหยุดที่หน้าห้องของอูยอง แล้วเคาะมันอยู่สองครั้ง ภายหลังประตูนิ่งเงียบ จนเขาคิดว่าคนข้างในอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ ประตูก็เปิดแง้มออก

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ คืนนี้พายุเข้าแรงจริงๆ ไฟเลยดับน่ะครับ ผมเอาเทียนมาให้” นิชคุณกล่าว ก่อนที่ฟ้าจะเริ่มกระพริบแปลบปลาบ แสงสว่างขึ้นมาวูบนึงทำให้เขาสังเกตเห็นจมูกบวมแดง และดวงตาเปียกชื้นของคนตรงหน้า

“เป็นอะไรรึป่าว” ประโยคคำถามของเขาถูกกลืนกลบด้วยเสียงฟ้าร้องที่ตามมาในทันที

ฟ้าผ่าเปรี้ยงทำให้ อูยองสะดุ้ง มือเล็กสีขาวนุ่มคว้าจับข้อมือของเขาไว้ ก่อนจะหลับตาปี๋

อูยองหายใจสั่นเทา แพขนตาที่เปียกชื้นค่อยๆปรือขึ้น

“ขอโทษครับ” อูยองที่เพิ่งรู้ตัวกำลังจะปล่อยมือ แต่เสียงฟ้าครืนขึ้นมาอีก ทำให้อูยองหลับตาลงอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มบาง จนแก้มยุ้ยกลม มือบางจับข้อมือของนิชคุณไว้อย่างสั่นเทา

“ถ้ากลัว ไปนั่งด้วยกันข้างล่างก่อนมั้ยครับ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน” เขาไม่ทันได้คิดหรอกว่าทำไมถึงเอ่ยชวนไปอย่างนั้น แต่แววตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าดูตื่นกลัว และขวัญหายมากจริงๆ

 

ห้องที่ทำเลดีและสามารถมองเห็นวิวภายนอกได้ ถูกทำเป็นห้องพักแขกทั้งหมด เพราะฉะนั้นห้องนอนของนิชคุณจึงมองไม่เห็นอะไร หน้าต่างหลังห้องมองออกไปเห็นเพียงตะไคร่น้ำที่เกาะบนกำแพงด้านหลังเท่านั้นแหละ พอเป็นเวลาที่พายุเข้าอย่างนี้ อูยองถึงได้ผ่อนคลายขึ้น เขาไม่ต้องเห็นท้องฟ้าแลบไปมา ไม่ต้องมองเห็นกิ่งไม้ไหวโอนเอน หรือลมที่พัดกรรโชกแรง อูยองนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวซึ่งทำจากไม้หวายสานตรงมุมที่นิชคุณจัดไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ในขณะที่นิชคุณนั่งอ่านหนังสือ ด้วยแสงจากเชิงเทียนที่โต๊ะทำงาน

“ถ้าอยากอ่านหนังสือ ก็หยิบได้เลยนะ” นิชคุณพยักเพยิดไปทีชั้นวางหนังสือด้านหลังของอูยอง มีชั้นวางหนังสือด้างหลัง มีหนังสืออยู่บนโต๊ะรับแขกข้างหน้าเขา หนังสือบนโต๊ะข้างเตียง มีตู้หนังสือที่ด้านหลังของนิชคุณ มีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะทำงาน อูยองแน่ใจว่านิชคุณต้องชอบอ่านหนังสือมากทีเดียว ห้องของนิชคุณมีหนังสือหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และที่ทำให้อูยองเห็นแล้วโล่งใจที่สุดคือเกาหลี อูยองตัดสินใจหยิบหนังสือภาพเล่มเล็กๆที่เป็นภาษาเกาหลีขึ้นมา มันเป็นหนังสือเด็กสำหรับหัดอ่านภาษาเกาหลี ซึ่งนิชคุณเคยใช้ฝึกภาษาเมื่อนานมาแล้ว

นิชคุณอ่านหนังสือจนลืมเวลาอีกแล้ว จนเขารู้สึกว่าไม่สามารถฝืนเปลือกตาตัวเองอยู่ไหว เขาจึงวางมันลง ฝนข้างนอกเริ่มซาแล้วหากจะบอกจากเสียงที่ไม่ได้รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้ เขามองเลยไปที่เงาร่างเล็กซึ่งนอนกอดหนังสือที่มีรูปตุ๊กตาหมีบนปกอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว อูยองดูจะหลับสนิทเลยทีเดียว นิชคุณลุกขึ้นไปหา ลังเลว่าจะปลุกดีหรือไม่ แสงเทียนส่องให้เห็นเงาหน้าซีกหนึ่ง แพขนตาทาทาบบนพวงแก้มสีขาวเนียน ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เขารู้สึกว่าอูยองกำลังหลับอย่างมีความสุข อูยองที่มีดวงตาแสนเศร้าให้เขาสังเกตเห็นอยู่เสมอกำลังอมยิ้มอยู่ในความฝัน นิชคุณหยิบผ้าห่มมาคลี่ห่มให้คนตัวเล็ก ไม่กล้าปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา

 

พายุฝนเพิ่มงานให้เขามากทีเดียวในเช้าวันถัดมา นิชคุณต้องตื่นก่อน เพราะต้องออกมาคุมคนงาน เพื่อจะเก็บกวาดเศษกิ่งไม้ใบไม้ที่ถูกลมพัดหนักเมื่อคืนนี้ เขาสั่งให้แม่บ้านเตรียมข้าวต้มไว้ให้แขก ซึ่งมีอยู่เพียงคนเดียวก็คืออูยอง เป็นอาหารสำหรับมื้อเช้า เมื่อเขาเสร็จงานในช่วงสายๆ และเดินกลับเข้ามาหน้าหาด จางอูยองก็ตื่นแล้ว เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีครีมและเสื้อยืดสีขาว นั่งเล่นจนแทบจะกลมกลืนกับพื้นทรายสีขาวที่ริมชายหาด

“กินอะไรรึยัง” นิชคุณเอ่ยทัก นั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบริมหาด ไม่ไกลจากอูยองเท่าไหร่นัก

“กินแล้วครับ” อูยองตอบ

ถึงแม้ตอนนี้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัว เมฆก้อนหนายังคงแผ่ปกคลุมท้องฟ้า ทำท่าจะตกลงมาอีกไม่นานนัก น้ำทะเลเป็นสีขุ่นจากพายุที่พัดเมื่อคืนนี้ มองออกไปไม่เห็นเรือสีสันสดใสแล่นผ่านไปมาเหมือนวันอื่นๆ คงเพราะพายุฝนที่ทำให้เรืองดออกจากฝั่ง นิชคุณมองอูยองที่ทอดสายตาเหม่อมองออกไปในทะเลที่เงียบเหงา ไม่แน่ใจว่าระหว่างอูยอง กับทะเลในวันนี้ อะไรดูเศร้า และเหงากว่ากัน

“อยากเล่นน้ำมั้ย” นิชคุณพูดขึ้น เรียกสายตาจากคนตัวเล็กให้หันมามองด้วยดวงตาเศร้าๆคู่นั้น

 

นิชคุณพาอูยองซ้อนมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาในตัวเกาะ พื้นดินขรุขระเล็กน้อยเมื่อเขาขับลงจากถนนลาดยางสู่พื้นดินลูกรังแคบๆ ที่พาเลาะเข้าไปในป่า นิชคุณรู้สึกถึงนิ้วมือเล็กๆที่เกาะเสื้อตรงเอวของเขาไว้อย่างหลวมๆ เมื่อวิ่งจนสุดทาง เขาก็จอดรถ มันไม่มีทางให้รถไปต่อได้ และไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นไม้สูงใหญ่ อูยองมองไปรอบๆ พวกเขาเหมือนคนที่หลงทางเข้ามาในป่า และวิ่งมาเจอทางตันซึ่งเป็นหน้าผาชันขวางอยู่ข้างหน้า แต่นิชคุณหันมายิ้มให้เขา ในขณะที่เขายังคงงุนงง นิชคุณก็เดินหายไปในทางแคบที่ลาดชันลงสู่เบื้องล่าง นิชคุณใช้ต้นไม้ในการยึดตัวให้ยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนจะยื่นมือให้เขา มือใหญ่คว้าจับมือของเขาทันทีที่เขาเริ่มปีนตามลงไป พวกเขาค่อยๆไต่ลงไปข้างล่างอย่างระมัดระวัง เพราะดินยังคงเฉอะแฉะจากฝนที่เพิ่งตก อูยองค่อยๆได้ยินเสียงน้ำชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ลงต่ำ นิชคุณปล่อยมือของเขาเมื่อพื้นลาดเอียงน้อยลง และในที่สุดพวกเขายืนอยู่บนโขดหินราบเรียบ

สระน้ำสีฟ้าอมเขียวกระจ่างใสปรากฎต่อสายตา สะกดให้อูยองได้แต่จ้องมอง และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มันเป็นสระน้ำตามธรรมชาติขนาดเล็กกักเก็บน้ำที่ซึมขึ้นมาจากใต้ดิน รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ขณะที่อูยองยังคงตื่นตะลึงกับความงดงามของมัน เสียงน้ำแตกกระจายเป็นวงตู้มใหญ่ก็ดังขึ้น

“ลงมาสิ” นิชคุณตะโกนขึ้นมา เขาถอดเสื้อทิ้งไว้บนโขดหิน น้ำใสจึงเผยให้เห็นร่างกายท่อนบนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างชัดเจน

อูยองยกแขนขึ้นเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน เขาเองก็เพิ่งรู้จักนิชคุณได้ไม่นาน ถึงแม้เมื่อคืนพวกเขาจะนอนในห้องเดียวกัน แต่เขาคุยกันนับประโยคได้ การจะให้เขาลงไปเล่นน้ำกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ก็ทำให้เขารู้สึกเคอะเขินแปลกๆ

“เร็วสิ” นิชคุณกล่าวด้วยสำเนียงภาษาเกาหลีที่ไม่ชัดนักขณะว่ายเข้ามาหาเขา “น้ำไม่ลึกหรอกน่า”

อูยองขบริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เมื่อนิชคุณก้าวขึ้นมาจากน้ำ ผิวขาวที่เปียกชื้นเป็นประกายเมื่อหยดน้ำแพรวพราวต้องแสงแดด

“มาเร็ว” นิชคุณหัวเราะ ก่อนจะรวบตัวเขาจากพื้นอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันที่อูยองจะได้ดิ้นหนี ท่อนแขนแข็งแรงก็โอบตัวเขาไว้เหมือนเข็มขัดรัดตัว ก่อนจะพาเขากระโจนลงน้ำไปพร้อมกัน น้ำเย็นไหลแทรกเข้ามาในอ้อมแขนที่ให้สัมผัสอุ่น นิชคุณหัวเราะ เมื่อพาร่างของพวกเขาถีบตัวขึ้นพ้นน้ำ อูยองเปียกชุ่มไปทั้งตัว เสื้อยืดขาวเปียกแนบลู่ไปกับลำตัวบาง เส้นผมม้ายาวปรกดวงตา เขาสำลักน้ำเล็กน้อย เพราะถูกโยนลงน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว

“ย๊า” อูยองโวยวาย เมื่อนิชคุณทำท่าจะว่ายหนี

มือเล็กออกแรงคว้าแขนคนตัวโตไว้ “คุณแกล้งผมหรอ”

คนตัวเล็กที่ทำท่าโวยวาย ยิ่งทำให้นิชคุณหัวเราะฉีกยิ้มกว้าง อูยองดึงแขนของนิชคุณไว้ มืออีกข้างกวักน้ำขึ้นสาดใส่เป็นการลงโทษ

“พอแล้วครับ ขอโทษๆ” นิชคุณรีบตะโกนเมื่อโดนน้ำสาดใส่หน้ารัวๆ จนเข้าปากเข้าตาไปหมด

อูยองหยุดสาดน้ำ เมื่อได้ยินเสียงตัวเองหัวเราะ รอยยิ้มยังคงระบายอยู่บนเรียวปาก

“เวลาคุณยิ้มแล้วค่อยดูสดใสขึ้นหน่อย” นิชคุณยิ้มตอบ เขากวักน้ำใส่อูยองเบาๆ ก่อนจะลอยตัวถอยมา เมื่ออูยองค่อยๆคลายมือที่จับแขนเขาไว้ อูยองเม้มริมฝีปากที่ยังคงอมยิ้มน้อยๆ เขาก็แปลกใจในตัวเองเหมือนกัน

 

พวกเขาเล่นน้ำอยู่สักพัก ก่อนที่ฟ้าฝนจะเริ่มส่งเสียงครืนครางขึ้นมาอีก นิชคุณจึงตัดสินใจพาอูยองกลับ นิชคุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อสัมผัสอุ่นจากมือคู่เล็กของคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเลื่อนมาจับเอวเขาไว้แทนที่จะจับแค่ชายเสื้อเหมือนตอนขามา

“ผมน่าจะพกผ้าเช็ดตัวมาด้วย” นิชคุณพูดอย่างเป็นกังวล เมื่อพวกเขาจอดแวะที่ตลาดเพื่อซื้ออาหารสดสำหรับมื้อเย็น เขาตั้งใจจะทำอาหารทะเลเผาให้อูยอง มันไม่อยู่ในบริการของที่พักหรอก แต่ในเมื่อตัวเขาเองก็ต้องกินเหมือนกัน ก็ถือว่าซื้อไปนั่งกินด้วยกันก็แล้วกัน

“หนาวรึป่าว” นิชคุณเอ่ยถาม เสื้อผ้าของอูยองเปียกไปทั้งตัว จนเขาเองรู้สึกผิด ตอนนี้แดดก็หายไปหมด และลมก็เริ่มพัดแรง

“ไม่เป็นไรครับ เรารีบกลับเถอะ เดี๋ยวฝนก็จะตกแล้ว”

ถึงอย่างนั้น นิชคุณก็ซื้ออาหารสด กลับมาพร้อมเสื้อใหม่หนึ่งตัว มันเป็นเสื้อลายดอกแบบที่วางขายไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่นแหละ เขายื่นให้อูยองสวมทับเสื้อขาวที่เปียกจนบางเห็นผิวเนื้อสีขาว ถึงแม้ว่าบนเกาะกลางทะเล เขาจะได้เห็นผู้ชายเดินเปลือยท่อนบนเป็นเรื่องชินตา แต่อูยองที่ใส่เสื้อขาวแนบเนื้อกลับดูโป๊กว่าคนอื่นจนน่าเป็นกังวล

 

เมื่อกลับถึงรีสอร์ทฝนก็เริ่มลงเม็ด พวกเขาแยกกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง นิชคุณที่อาบน้ำเสร็จก่อน ต้องกลับไปทำงานต่อ หลังจากการแอบแว้บหนีเที่ยว ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่มีแขกเข้าพัก แต่พวกเขาก็ต้องเตรียมของให้พร้อม ของบางอย่างไม่สามารถหาได้บนเกาะ และต้องกลับขึ้นฝั่งไปซื้อเข้ามา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เขาจะต้องวางแผนให้ดี นิชคุณกำลังนับสต็อกของกับแม่บ้านอยู่ในห้องเก็บของใต้บันได ตอนที่สังเกตเห็นเด็กหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบน

“ป้าครับ เย็นนี้ช่วยทำน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดของป้าให้ด้วยนะ” นิชคุณบอกป้าแม่บ้านประจำรีสอร์ท เมื่อเขาเช็คของเสร็จ

“ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้คุณดูแลแขกดีขนาดนี้นะ” คนสูงวัยกว่าเอ่ยแซว ทั้งให้เตรียมข้าวต้มให้ ทั้งพาออกไปเที่ยว ไหนจะเตรียมมื้อเย็นให้อีก ไม่รู้ว่าแขกคนนี้ซื้อแพกเกจไหนของรีสอร์ท เมื่อเช้าถึงตื่นนอนมาในห้องของเจ้านายเธอได้

“ก็เด็กมันมาคนเดียว” นิชคุณตอบไป หันไปเห็นเด็กที่ว่านั่งเล่นอยู่ที่โซฟารับแขกหน้าล็อบบี้ รอยยิ้มก็ระบายกว้างบนใบหน้า

“มีอะไรให้ช่วย หรือต้องการรับอะไรเพิ่มมั้ยครับ” นิชคุณเดินเข้าไปหาอูยอง

“ไม่เป็นไรครับ” อูยองตอบ

“กลัวฝนล่ะสิ”

“เปล่านะครับ” นิชคุณหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินอูยองปฏิเสธ

“แล้วมานั่งข้างล่างทำไม มาหาผมหรอ”

“ป..เปล่า”

“ผมว่าคุณน่าจะต้องการอะไรบางอย่างนะ”

อูยองขมวดคิ้ว

“ไดร์เป่าผมมั้ย” นิชคุณหัวเราะ เขาสังเกตเห็นผมที่เพิ่งสระของอูยองยังเปียกชื้น เขาไม่ได้เตรียมไดร์เป่าผมไว้ให้ในห้องพัก แต่เขาก็มีเตรียมไว้เผื่อว่าจะมีใครร้องขอ ซึ่งความจริงแล้วเขาคิดค่าบริการเพิ่มหากจะยืมไปใช้ในห้องพัก แต่เขาจะถือว่าอูยองไม่ได้ยืมไปใช้แล้วกัน นิชคุณให้อูยองนั่งหันหลังให้ ขณะที่เขาปรับไดร์เป็นลมอุ่นๆ เขาขยี้เส้นผมเล็กละเอียดราวกับผมตุ๊กตาของอูยองอย่างเบามือ นิชคุณหัวเราะกับตัวเอง ดีที่แม่บ้านไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว ไม่งั้นนี่คงเรียกว่าเป็นบริการพิเศษทีเดียว

โชคดีที่ฝนซาลงในช่วงหัวค่ำ นิชคุณจึงได้เตรียมเตาปิ้งที่ริมหาดได้ เขาเรียงอาหารสดลงบนตะแกรง ขณะที่จิบเบียร์ไปด้วย หลังม่านควันที่สั่นระริก อูยองนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะ ดวงตาที่เหงาจับใจคู่นั้นชวนให้หัวใจของเขาเจ็บปวดตามไปด้วยอย่างง่ายดาย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อูยองพยายามหนีมามันคืออะไร แต่เขารู้ว่ามันตามมาทำร้ายอูยองได้ทุกครั้งที่อูยองอยู่คนเดียว

“มาแล้วครับ” นิชคุณยกกุ้งเผาจานแรกไปวางที่โต๊ะ โล่งใจขึ้นเมื่อเห็นอูยองเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

 

“นึกยังไงถึงมาที่นี่คนเดียวหรอ” นิชคุณเอ่ยขึ้น เมื่อพวกเขาทานเสร็จ และย้ายมานั่งจิบเบียร์บนชายหาด

อูยองยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถาม

“เขาบอกว่าคนมาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก”

คราวนี้อูยองหันไปสบตาของนิชคุณ รอยยิ้มเศร้าๆแต้มบนเรียวปากสีชมพูอ่อน

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ อุตส่าห์ไปเรียนจบจากเกาหลี คงไม่ได้เพื่อกลับมาติดอยู่บนเกาะ” อูยองถามกลับบ้าง “คุณหนีร้อน หรือหนีรักกันล่ะ”

นิชคุณก็ไม่ได้ตอบคำถามเหมือนกัน

 

.

.

.

To Be Continue

________________________________

ต่อในเล่มนะคะ
เรื่องนี้เป็นตอนพิเศษที่แต่งมาสำหรับเล่ม Sweet Sorrow ค่ะ
ขอลงสปอยล์พอเป็นกระสัยน้า อยากเก็บไว้ให้อ่านกันในเล่มค่ะ
ขอโทษด้วยน้า ที่ไม่ได้ลงจนจบ
ถ้าใครอยากอ่านต่อ อย่าลืมเมล์มาสั่งจองได้เลย
รายละเอียดตามนี้ >> เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน
หมดเขต 25 ธันวานี้ค่ะ

 

 

cover

เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน

cover

หลังจากที่พูดถึงโปรเจคนี้มาข้ามปีข้ามชาติ

ในที่สุดก็สมบูรณ์ พร้อมให้จับจองกันแล้วค่ะ

จากโปรเจคแรก Painly Beautiful ความเจ็บปวดที่สวยงาม

Sweet Sorrow คือโปรเจคที่สอง ที่ขอเล่าเรื่อง ความเศร้าที่แสนหวาน

เรื่องสั้นแนวหวานขม ที่เพิ่มความละมุนกว่าเดิม

Pairing: Khun x Woo

Rate: PG

ในเล่มประกอบไปด้วย 5 เรื่องสั้นที่เคยลงบล้อก

A little boy and the broken heart in a wooden box
Step you can’t take back
In Another Word I
In Another World II
In Another World III
My little obsession
It’s Our Secret

และอีก 2 เรื่องพิเศษ ที่มีเฉพาะในเล่มเท่านั้น

Goodbye again
Love Me Tender

แถมที่คั่นหนังสือ และรูปแฟนอาร์ตในเล่มพิมพ์ 4 สี 4 ภาพค่ะ

จำนวนหน้า ~170 หน้า

ราคา 300 บาท

ค่าส่งเล่มละ 30 บาท

รายละเอียดการจอง

1) ชื่อ-สกุล
2) ชื่อเล่น/ชื่อที่ใช้ในการจอง
3) จำนวนเล่ม
4) ที่อยู่ในการจัดส่ง
5) เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
6) ทวิตเตอร์ (ถ้ามี)/ไลน์(ถ้ามี)
ส่งรายละเอียดการจองมาที่ อีเมล์ woohoneyfiction@gmail.com
แล้วเราจะตอบรายละเอียดการโอนเงินให้นะคะ
สั่งจอง และโอนเงินได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 ธันวาคม 2558
หนังสือจะตีพิมพ์ และเริ่มจัดส่งให้ หลังจากปีใหม่เป็นต้นไปค่ะ
อาจจะตอบเมล์ช้านิดนึง แต่จะคอยอัพเดทให้ในทวิตเตอร์นะคะ
ติดตามได้ที่ @HoneyLimes หรือ tag #SweetSorrowfic
ขอบคุณค่ะ