[Fiction] Let The Rain Fall 10/?

  มินจุนรู้ว่าเขาไม่ควรประหลาดใจ หากว่าเขากลับมาที่หอพักแล้วจะไม่เจอรูมเมทของเขา เขาคาดหวังอะไรล่ะ ให้แทคยอนนั่งรอเขาอยู่แต่ในห้องน่ะหรอ คนที่ไม่แม้แต่จะโทรมาหา หรือส่งข้อความมา เมื่อรู้ว่าเขาหายไป ทั้งๆที่ตอนนั้น… มินจุนกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ทำไมต้องมาจูบเขา ทำไมต้องมาพูดอย่างนั้นกับเขา ทำเหมือนว่าเขาเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไร ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำตัวเดาไม่ถูกอย่างนี้ เขาคิดจนหัวเขาจะระเบิด ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้หรอก คำพูดของแทคยอนในวันนั้น ราวกับเป็นแค่คำพูดพล่อยๆที่ไร้ความหมาย ทิ้งระเบิดไว้ที่เขา แต่ตัวเองกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหัวเสีย มันก็แค่นั้นแหละ หลังจากไปอยู่กับจินอุนแล้ว เพราะว่าเขาเกรงใจคุณแม่ของจินอุนที่เขามักจะกลับบ้านดึก เขาจึงย้ายไปนอนที่สตูดิโอของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เขามีเวลาทำเพลงมากขึ้น และโซฟาที่นั่นก็ถือว่านอนสบายเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังต้องกลับมาที่หออาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เพื่อนำเสื้อผ้ามาซัก และเก็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไปใช้สำหรับอีกอาทิตย์ถัดไป เขากำลังหยิบเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้ที่เอามาด้วย ตอนที่แทคยอนกลับเข้ามา แทคยอนทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาทักเขา แต่โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นก่อน “อ่อ ฉันลืมกระเป๋าตังค์น่ะ เดี๋ยวออกไป รอหน่อยนะเจส” โดยที่ไม่รู้ตัว มินจุนกระแทกลิ้นชักตู้เสื้อผ้ากลับเข้าไป

[Fiction] Let The Rain Fall 10/?

  มินจุนรู้ว่าเขาไม่ควรประหลาดใจ หากว่าเขากลับมาที่หอพักแล้วจะไม่เจอรูมเมทของเขา เขาคาดหวังอะไรล่ะ ให้แทคยอนนั่งรอเขาอยู่แต่ในห้องน่ะหรอ คนที่ไม่แม้แต่จะโทรมาหา หรือส่งข้อความมา เมื่อรู้ว่าเขาหายไป ทั้งๆที่ตอนนั้น… มินจุนกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ทำไมต้องมาจูบเขา ทำไมต้องมาพูดอย่างนั้นกับเขา ทำเหมือนว่าเขาเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไร ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำตัวเดาไม่ถูกอย่างนี้ เขาคิดจนหัวเขาจะระเบิด ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้หรอก คำพูดของแทคยอนในวันนั้น ราวกับเป็นแค่คำพูดพล่อยๆที่ไร้ความหมาย ทิ้งระเบิดไว้ที่เขา แต่ตัวเองกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหัวเสีย มันก็แค่นั้นแหละ หลังจากไปอยู่กับจินอุนแล้ว เพราะว่าเขาเกรงใจคุณแม่ของจินอุนที่เขามักจะกลับบ้านดึก เขาจึงย้ายไปนอนที่สตูดิโอของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เขามีเวลาทำเพลงมากขึ้น และโซฟาที่นั่นก็ถือว่านอนสบายเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังต้องกลับมาที่หออาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เพื่อนำเสื้อผ้ามาซัก และเก็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไปใช้สำหรับอีกอาทิตย์ถัดไป เขากำลังหยิบเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้ที่เอามาด้วย ตอนที่แทคยอนกลับเข้ามา แทคยอนทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาทักเขา แต่โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นก่อน “อ่อ ฉันลืมกระเป๋าตังค์น่ะ เดี๋ยวออกไป รอหน่อยนะเจส” โดยที่ไม่รู้ตัว มินจุนกระแทกลิ้นชักตู้เสื้อผ้ากลับเข้าไป

[Spoil]Sweet Sorrow: Love Me Tender

Love Me Tender KhunWoo, Romantic, PG   มันเป็นช่วงที่ค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามีแขกเข้าพักต่อเดือนแทบไม่ถึงสิบคน มันก็ดีจะได้พักผ่อนบ้าง ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางช่วงลูกค้าก็เข้ามาเยอะจนคนดูแลอย่างเขาแทบไม่ได้หายใจ ยิ่งช่วงไหนกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปากกันหน่อย นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลกันมาจนล้นเกาะ แต่พอช่วงจะเงียบเข้าหน่อย ก็เงียบเหงาซะจนเขาเกือบนึกว่าตัวเองอยู่บนเกาะร้างเสียอย่างนั้น นิชคุณถอนหายใจ เมื่อมองเมฆฝนครึ้มซึ่งกำลังตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หน้ามรสุมอย่างนี้ นักท่องเที่ยวก็หายหมด เขาเลือกหนังสือออกจากชั้นวาง ลองฝนมาอย่างนี้คงไม่มีเรือข้ามมาที่เกาะแล้ว นั่นก็หมายถึงอีกวันที่ไม่มีแขกเข้าพัก และเขาคงจะได้อ่านหนังสือให้จบไปอีกเล่มหนึ่ง มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์เองก็ยังขาดๆหายๆ ถ้าเขาได้ข้ามฝากเข้าไปในเมือง เขาไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาบนเกาะทีละสองสามเล่มทุกครั้ง เพราะมันดูเป็นความบันเทิงเดียวทีเขาพอจะหาเสพย์ได้บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ เขาอ่านหนังสือเยอะ จนพอที่จะแยกแยะได้ว่า เขาชอบงานเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ นักเขียนคนโปรดของเขาคือ เปาโล โคเอลโญ นักเขียนชาวบราซิล

[Spoil]Sweet Sorrow: Love Me Tender

Love Me Tender KhunWoo, Romantic, PG   มันเป็นช่วงที่ค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามีแขกเข้าพักต่อเดือนแทบไม่ถึงสิบคน มันก็ดีจะได้พักผ่อนบ้าง ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางช่วงลูกค้าก็เข้ามาเยอะจนคนดูแลอย่างเขาแทบไม่ได้หายใจ ยิ่งช่วงไหนกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปากกันหน่อย นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลกันมาจนล้นเกาะ แต่พอช่วงจะเงียบเข้าหน่อย ก็เงียบเหงาซะจนเขาเกือบนึกว่าตัวเองอยู่บนเกาะร้างเสียอย่างนั้น นิชคุณถอนหายใจ เมื่อมองเมฆฝนครึ้มซึ่งกำลังตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หน้ามรสุมอย่างนี้ นักท่องเที่ยวก็หายหมด เขาเลือกหนังสือออกจากชั้นวาง ลองฝนมาอย่างนี้คงไม่มีเรือข้ามมาที่เกาะแล้ว นั่นก็หมายถึงอีกวันที่ไม่มีแขกเข้าพัก และเขาคงจะได้อ่านหนังสือให้จบไปอีกเล่มหนึ่ง มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์เองก็ยังขาดๆหายๆ ถ้าเขาได้ข้ามฝากเข้าไปในเมือง เขาไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาบนเกาะทีละสองสามเล่มทุกครั้ง เพราะมันดูเป็นความบันเทิงเดียวทีเขาพอจะหาเสพย์ได้บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ เขาอ่านหนังสือเยอะ จนพอที่จะแยกแยะได้ว่า เขาชอบงานเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ นักเขียนคนโปรดของเขาคือ เปาโล โคเอลโญ นักเขียนชาวบราซิล

cover

เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน

หลังจากที่พูดถึงโปรเจคนี้มาข้ามปีข้ามชาติ ในที่สุดก็สมบูรณ์ พร้อมให้จับจองกันแล้วค่ะ จากโปรเจคแรก Painly Beautiful ความเจ็บปวดที่สวยงาม Sweet Sorrow คือโปรเจคที่สอง ที่ขอเล่าเรื่อง ความเศร้าที่แสนหวาน เรื่องสั้นแนวหวานขม ที่เพิ่มความละมุนกว่าเดิม Pairing: Khun x Woo Rate: PG ในเล่มประกอบไปด้วย 5 เรื่องสั้นที่เคยลงบล้อก A little boy and the broken heart in a wooden box Step you can’t take back In

cover

เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน

หลังจากที่พูดถึงโปรเจคนี้มาข้ามปีข้ามชาติ ในที่สุดก็สมบูรณ์ พร้อมให้จับจองกันแล้วค่ะ จากโปรเจคแรก Painly Beautiful ความเจ็บปวดที่สวยงาม Sweet Sorrow คือโปรเจคที่สอง ที่ขอเล่าเรื่อง ความเศร้าที่แสนหวาน เรื่องสั้นแนวหวานขม ที่เพิ่มความละมุนกว่าเดิม Pairing: Khun x Woo Rate: PG ในเล่มประกอบไปด้วย 5 เรื่องสั้นที่เคยลงบล้อก A little boy and the broken heart in a wooden box Step you can’t take back In

[Fiction] Let The Rain Fall 9/?

      จดหมายฉบับนึงวางอยู่บนโต๊ะของเขา เมื่อนิชคุณกลับจากการประชุมในช่วงบ่ายที่ลากยาวมาจนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ซองจดหมายทำจากกระดาษสีเหลืองนวลจ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรสีทองเป็นประกายถึงครอบครัวหรเวชกุล เขานั่งลงและหยิบมันขึ้นมา การ์ดเชิญร่วมงานการกุศล นิชคุณถอนหายใจ แม่ของเขาพยายามเชื้อชวนเขาให้ไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่ชอบงานประเภทเข้าสังคมพวกนี้เลยจริงๆ นี่แม่เขาคงเป็นคนสั่งให้คนมาวางไว้บนโต๊ะเขาอีกล่ะสิ นิชคุณต่อสายโทรศัพท์ โทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ “แม่ครับ การ์ดเชิญบนโต๊ะผมมันคืออะไร” “อ่อ คุณได้การ์ดเชิญแล้วใช่มั้ยลูก ไปแทนแม่หน่อยนะ” “แต่แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบงานพวกนี้ ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เหมาะกับผมหรอกครับ” นิชคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ เขาเคยยอมใจอ่อนไปกับแม่อยู่สองสามครั้ง แล้วในงานก็มีแต่เพื่อนของแม่ ส่วนเขาก็ได้แต่เดินตาม โดยไม่รู้จักใครสักคน และต้องคอยยิ้มเวลาที่พวกแม่ๆพูดคุยถึงเขาและเหล่าลูกๆเท่านั้นแหละ มันน่าเบื่อจะตาย นิชคุณอ่านการ์ดเชิญคร่าวๆ รายละเอียดบอกว่าเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล นิชคุณกลอกตา นี่แม่จะให้เขาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆที่ร้องโดยนักร้องรุ่นคลาสสิกหรือไงนะ “ไม่เหมาะกับแม่มากกว่าน่ะสิ เขาบอกแม่มาว่าเขาต้องการจัดงานให้คนรุ่นใหม่ งานนี้รวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งทายาทธุรกิจเอาไว้ เขาจัดมาเพื่อพวกลูกนั่นแหละ

[Fiction] Let The Rain Fall 9/?

      จดหมายฉบับนึงวางอยู่บนโต๊ะของเขา เมื่อนิชคุณกลับจากการประชุมในช่วงบ่ายที่ลากยาวมาจนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ซองจดหมายทำจากกระดาษสีเหลืองนวลจ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรสีทองเป็นประกายถึงครอบครัวหรเวชกุล เขานั่งลงและหยิบมันขึ้นมา การ์ดเชิญร่วมงานการกุศล นิชคุณถอนหายใจ แม่ของเขาพยายามเชื้อชวนเขาให้ไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่ชอบงานประเภทเข้าสังคมพวกนี้เลยจริงๆ นี่แม่เขาคงเป็นคนสั่งให้คนมาวางไว้บนโต๊ะเขาอีกล่ะสิ นิชคุณต่อสายโทรศัพท์ โทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ “แม่ครับ การ์ดเชิญบนโต๊ะผมมันคืออะไร” “อ่อ คุณได้การ์ดเชิญแล้วใช่มั้ยลูก ไปแทนแม่หน่อยนะ” “แต่แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบงานพวกนี้ ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เหมาะกับผมหรอกครับ” นิชคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ เขาเคยยอมใจอ่อนไปกับแม่อยู่สองสามครั้ง แล้วในงานก็มีแต่เพื่อนของแม่ ส่วนเขาก็ได้แต่เดินตาม โดยไม่รู้จักใครสักคน และต้องคอยยิ้มเวลาที่พวกแม่ๆพูดคุยถึงเขาและเหล่าลูกๆเท่านั้นแหละ มันน่าเบื่อจะตาย นิชคุณอ่านการ์ดเชิญคร่าวๆ รายละเอียดบอกว่าเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล นิชคุณกลอกตา นี่แม่จะให้เขาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆที่ร้องโดยนักร้องรุ่นคลาสสิกหรือไงนะ “ไม่เหมาะกับแม่มากกว่าน่ะสิ เขาบอกแม่มาว่าเขาต้องการจัดงานให้คนรุ่นใหม่ งานนี้รวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งทายาทธุรกิจเอาไว้ เขาจัดมาเพื่อพวกลูกนั่นแหละ

[SF] It’s our secret

  Pairing: KhunWoo Genre: Romance, Fluffy Rate: PG-15       เศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับ และยื่นมาให้ อูยองนิ่วหน้าขณะเงยขึ้นมองรอยยิ้มขี้เล่นของคนตรงหน้า “อะไร” เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายส่งเสียงห้วนเพราะกำลังวุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค “เปิดดูสิ” นิชคุณขยั้นขยอให้เขาเปิดอ่าน เขาถอนหายใจก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างเสียไม่ได้ อูยองมองเส้นดินสอที่ถูกกดเขียนอย่างบรรจงลงบนกระดาษ โดยที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันสักนิดเดียว   IPRVECRU   “มันไม่มีความหมายด้วยซ้ำ” “เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาเขา และขยิบตา “มันเป็นความลับ” อูยองกรอกตา เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยที่ยังคงไม่รู้ความหมายของมัน       อูยองสนิทกับนิชคุณด้วยความบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าด้วยโชคชะตา อูยองย้ายเข้ามาที่โรงเรียนในช่วงกลางเทอมของมัธยมปลายปีที่หนึ่ง และเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนด้วยการสอบตกทุกวิชา

[SF] It’s our secret

  Pairing: KhunWoo Genre: Romance, Fluffy Rate: PG-15       เศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับ และยื่นมาให้ อูยองนิ่วหน้าขณะเงยขึ้นมองรอยยิ้มขี้เล่นของคนตรงหน้า “อะไร” เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายส่งเสียงห้วนเพราะกำลังวุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค “เปิดดูสิ” นิชคุณขยั้นขยอให้เขาเปิดอ่าน เขาถอนหายใจก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างเสียไม่ได้ อูยองมองเส้นดินสอที่ถูกกดเขียนอย่างบรรจงลงบนกระดาษ โดยที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันสักนิดเดียว   IPRVECRU   “มันไม่มีความหมายด้วยซ้ำ” “เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาเขา และขยิบตา “มันเป็นความลับ” อูยองกรอกตา เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยที่ยังคงไม่รู้ความหมายของมัน       อูยองสนิทกับนิชคุณด้วยความบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าด้วยโชคชะตา อูยองย้ายเข้ามาที่โรงเรียนในช่วงกลางเทอมของมัธยมปลายปีที่หนึ่ง และเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนด้วยการสอบตกทุกวิชา

[SF] My little obsession

  Pairing: KhunWoo Rate: PG-13   ผมชอบออกไปที่ระเบียงห้องในตอนเช้า มองข้ามไปที่อพาร์ทเม้นข้างๆ แสงสีทองของพระอาทิตย์ในรุ่งอรุณ ค่อยๆลอดผ่านตึกฝั่งตรงข้ามพาดผ่านบนประตูไม้สีฟ้าอ่อนบนผนังอิฐสีส้มแสด ลูกบิดทองเหลืองสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาว ระเบียงโลหะสีดำทอดเงาเป็นซี่ๆลงบนผนัง มีต้นเฟิร์นเล็กๆสองสามกระถางห้อยลงมาจากด้านบน กิ่งก้านที่เลื้อยลงมาทอดเงาเป็นเส้นสายแต่งแต้มภาพนั้น จนผมต้องหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่ผมเห็นไว้   มันเริ่มจากวันแรกที่ผมย้ายเข้ามา ผมบินมาจากลอสแองเจลิส ที่ๆเวลาต่างจากที่นี่ 14 ชั่วโมง ทำให้ผมตาสว่างทั้งคืนจนเช้า หลังจากความพยายามจะนอนไม่เป็นผลสำเร็จ ผมจึงตัดสินใจชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้วและออกไปสูดอากาศที่ระเบียงห้อง นั่นเป็นตอนที่ผมสังเกตเห็นห้องตรงข้าม มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้าม ที่ดินแถวนี้ราคาแพง ที่อยู่อาศัยจึงถูกแบ่งซอยขึ้นไปเป็นตึกสูงแทนการปลูกบ้านเดี่ยวที่ใช้พื้นที่เยอะ และแสงธรรมชาติถูกบดบังจนกว่าจะถึงช่วงสายๆที่พระอาทิตย์โผล่พ้นสิ่งก่อสร้างที่ปลูกกันเบียดเสียด แต่น่าแปลกที่ห้องๆนั้นกลับเป็นห้องเดียวที่ถูกแสงแดดอ่อนอาบไล้พอดีในยามเช้า ราวกับว่ามีใครบางคนตั้งใจให้ผมมองไปที่จุดนั้น ให้ผมถูกสะกดด้วยความงดงามนั้น ผมถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว และนั่งมองมันต่อไปสักหน่อย   การตัดสินใจในวันนั้นทำให้ผมยังคงตื่นเช้าในทุกๆวัน ผมชอบที่จะเห็นความมืดค่อยๆหลีกหนีให้แก่แสงอาทิตย์ที่กลับเข้ามา ผมจ้องมองเงาที่ค่อยๆขยับและเข้มชัดขึ้นตามแสงที่เปลี่ยนแปลงไป ผมชอบแสงสีทองเรืองรองที่สะท้อนจากลูกบิดทองเหลือง และผมชอบที่จะมองผ้าม่านสีขาวภายในกรอบหน้าต่างสีฟ้าอ่อน

[SF] My little obsession

  Pairing: KhunWoo Rate: PG-13   ผมชอบออกไปที่ระเบียงห้องในตอนเช้า มองข้ามไปที่อพาร์ทเม้นข้างๆ แสงสีทองของพระอาทิตย์ในรุ่งอรุณ ค่อยๆลอดผ่านตึกฝั่งตรงข้ามพาดผ่านบนประตูไม้สีฟ้าอ่อนบนผนังอิฐสีส้มแสด ลูกบิดทองเหลืองสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาว ระเบียงโลหะสีดำทอดเงาเป็นซี่ๆลงบนผนัง มีต้นเฟิร์นเล็กๆสองสามกระถางห้อยลงมาจากด้านบน กิ่งก้านที่เลื้อยลงมาทอดเงาเป็นเส้นสายแต่งแต้มภาพนั้น จนผมต้องหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่ผมเห็นไว้   มันเริ่มจากวันแรกที่ผมย้ายเข้ามา ผมบินมาจากลอสแองเจลิส ที่ๆเวลาต่างจากที่นี่ 14 ชั่วโมง ทำให้ผมตาสว่างทั้งคืนจนเช้า หลังจากความพยายามจะนอนไม่เป็นผลสำเร็จ ผมจึงตัดสินใจชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้วและออกไปสูดอากาศที่ระเบียงห้อง นั่นเป็นตอนที่ผมสังเกตเห็นห้องตรงข้าม มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้าม ที่ดินแถวนี้ราคาแพง ที่อยู่อาศัยจึงถูกแบ่งซอยขึ้นไปเป็นตึกสูงแทนการปลูกบ้านเดี่ยวที่ใช้พื้นที่เยอะ และแสงธรรมชาติถูกบดบังจนกว่าจะถึงช่วงสายๆที่พระอาทิตย์โผล่พ้นสิ่งก่อสร้างที่ปลูกกันเบียดเสียด แต่น่าแปลกที่ห้องๆนั้นกลับเป็นห้องเดียวที่ถูกแสงแดดอ่อนอาบไล้พอดีในยามเช้า ราวกับว่ามีใครบางคนตั้งใจให้ผมมองไปที่จุดนั้น ให้ผมถูกสะกดด้วยความงดงามนั้น ผมถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว และนั่งมองมันต่อไปสักหน่อย   การตัดสินใจในวันนั้นทำให้ผมยังคงตื่นเช้าในทุกๆวัน ผมชอบที่จะเห็นความมืดค่อยๆหลีกหนีให้แก่แสงอาทิตย์ที่กลับเข้ามา ผมจ้องมองเงาที่ค่อยๆขยับและเข้มชัดขึ้นตามแสงที่เปลี่ยนแปลงไป ผมชอบแสงสีทองเรืองรองที่สะท้อนจากลูกบิดทองเหลือง และผมชอบที่จะมองผ้าม่านสีขาวภายในกรอบหน้าต่างสีฟ้าอ่อน

[SF] Step you can’t take back

  Pairing: KhunWoo Genre: Angst Rate: PG-15   โทรศัพท์ของผมเริ่มส่งเสียงร้องทันทีที่ผมเปิดเครื่อง ผมเพิ่งกลับจากการทำงานที่ประเทศจีน และกำลังยืนรอสัมภาระที่โหลดไว้ใต้ตัวเครื่อง ทำให้ผมพอมีเวลาที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มันถูกปิดไปตั้งแต่ผมขึ้นเครื่องบิน คนส่วนมากมันจะเปลี่ยนเป็นโหมดใช้งานบนเครื่องบิน แต่ยังไงผมก็ต้องการจะพักผ่อนอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดจะหยิบมันมาเล่น ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มากนัก และไม่ค่อยมีใครจะติดต่อผมบ่อยๆ ส่วนนึงเพราะคนรอบข้างผมรู้ดีว่าผมบินไปบินมา และทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงไม่ค่อยเป็นฝ่ายโทรหาผมเท่าไหร่นัก มันถึงทำให้ผมประหลาดใจ เมื่อทันทีที่ผมกดปุ่มเปิดเครื่อง โทรศัพท์ของผมก็เริ่มสั่น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าว่า คิมจุนซู   จุนซูเป็นชื่อเก่าของมินจุน ผมรู้ว่าเขาเปลี่ยนชื่อนานแล้ว แต่ผมก็เมมเบอร์เขาไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กฝึก และผมไม่มีความรู้สึกว่าผมจะต้องเปลี่ยนมัน มันเป็นอารมณ์ขบถเล็กๆที่ผมมักจะมีต่อตัวเอง เป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่ ผมกดรับสาย   “นายอยู่ไหน”   “เพิ่งถึงเกาหลีเมื่อสิบนาทีที่แล้ว” ผมตอบอย่างขำๆ

[SF] Step you can’t take back

  Pairing: KhunWoo Genre: Angst Rate: PG-15   โทรศัพท์ของผมเริ่มส่งเสียงร้องทันทีที่ผมเปิดเครื่อง ผมเพิ่งกลับจากการทำงานที่ประเทศจีน และกำลังยืนรอสัมภาระที่โหลดไว้ใต้ตัวเครื่อง ทำให้ผมพอมีเวลาที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มันถูกปิดไปตั้งแต่ผมขึ้นเครื่องบิน คนส่วนมากมันจะเปลี่ยนเป็นโหมดใช้งานบนเครื่องบิน แต่ยังไงผมก็ต้องการจะพักผ่อนอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดจะหยิบมันมาเล่น ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มากนัก และไม่ค่อยมีใครจะติดต่อผมบ่อยๆ ส่วนนึงเพราะคนรอบข้างผมรู้ดีว่าผมบินไปบินมา และทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงไม่ค่อยเป็นฝ่ายโทรหาผมเท่าไหร่นัก มันถึงทำให้ผมประหลาดใจ เมื่อทันทีที่ผมกดปุ่มเปิดเครื่อง โทรศัพท์ของผมก็เริ่มสั่น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าว่า คิมจุนซู   จุนซูเป็นชื่อเก่าของมินจุน ผมรู้ว่าเขาเปลี่ยนชื่อนานแล้ว แต่ผมก็เมมเบอร์เขาไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กฝึก และผมไม่มีความรู้สึกว่าผมจะต้องเปลี่ยนมัน มันเป็นอารมณ์ขบถเล็กๆที่ผมมักจะมีต่อตัวเอง เป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่ ผมกดรับสาย   “นายอยู่ไหน”   “เพิ่งถึงเกาหลีเมื่อสิบนาทีที่แล้ว” ผมตอบอย่างขำๆ