[Fiction] Let The Rain Fall 9/?

      จดหมายฉบับนึงวางอยู่บนโต๊ะของเขา เมื่อนิชคุณกลับจากการประชุมในช่วงบ่ายที่ลากยาวมาจนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ซองจดหมายทำจากกระดาษสีเหลืองนวลจ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรสีทองเป็นประกายถึงครอบครัวหรเวชกุล เขานั่งลงและหยิบมันขึ้นมา การ์ดเชิญร่วมงานการกุศล นิชคุณถอนหายใจ แม่ของเขาพยายามเชื้อชวนเขาให้ไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่ชอบงานประเภทเข้าสังคมพวกนี้เลยจริงๆ นี่แม่เขาคงเป็นคนสั่งให้คนมาวางไว้บนโต๊ะเขาอีกล่ะสิ นิชคุณต่อสายโทรศัพท์ โทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ “แม่ครับ การ์ดเชิญบนโต๊ะผมมันคืออะไร” “อ่อ คุณได้การ์ดเชิญแล้วใช่มั้ยลูก ไปแทนแม่หน่อยนะ” “แต่แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบงานพวกนี้ ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เหมาะกับผมหรอกครับ” นิชคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ เขาเคยยอมใจอ่อนไปกับแม่อยู่สองสามครั้ง แล้วในงานก็มีแต่เพื่อนของแม่ ส่วนเขาก็ได้แต่เดินตาม โดยไม่รู้จักใครสักคน และต้องคอยยิ้มเวลาที่พวกแม่ๆพูดคุยถึงเขาและเหล่าลูกๆเท่านั้นแหละ มันน่าเบื่อจะตาย นิชคุณอ่านการ์ดเชิญคร่าวๆ รายละเอียดบอกว่าเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล นิชคุณกลอกตา นี่แม่จะให้เขาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆที่ร้องโดยนักร้องรุ่นคลาสสิกหรือไงนะ “ไม่เหมาะกับแม่มากกว่าน่ะสิ เขาบอกแม่มาว่าเขาต้องการจัดงานให้คนรุ่นใหม่ งานนี้รวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งทายาทธุรกิจเอาไว้ เขาจัดมาเพื่อพวกลูกนั่นแหละ

[Fiction] Let The Rain Fall 9/?

      จดหมายฉบับนึงวางอยู่บนโต๊ะของเขา เมื่อนิชคุณกลับจากการประชุมในช่วงบ่ายที่ลากยาวมาจนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ซองจดหมายทำจากกระดาษสีเหลืองนวลจ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรสีทองเป็นประกายถึงครอบครัวหรเวชกุล เขานั่งลงและหยิบมันขึ้นมา การ์ดเชิญร่วมงานการกุศล นิชคุณถอนหายใจ แม่ของเขาพยายามเชื้อชวนเขาให้ไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่ชอบงานประเภทเข้าสังคมพวกนี้เลยจริงๆ นี่แม่เขาคงเป็นคนสั่งให้คนมาวางไว้บนโต๊ะเขาอีกล่ะสิ นิชคุณต่อสายโทรศัพท์ โทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ “แม่ครับ การ์ดเชิญบนโต๊ะผมมันคืออะไร” “อ่อ คุณได้การ์ดเชิญแล้วใช่มั้ยลูก ไปแทนแม่หน่อยนะ” “แต่แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบงานพวกนี้ ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เหมาะกับผมหรอกครับ” นิชคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ เขาเคยยอมใจอ่อนไปกับแม่อยู่สองสามครั้ง แล้วในงานก็มีแต่เพื่อนของแม่ ส่วนเขาก็ได้แต่เดินตาม โดยไม่รู้จักใครสักคน และต้องคอยยิ้มเวลาที่พวกแม่ๆพูดคุยถึงเขาและเหล่าลูกๆเท่านั้นแหละ มันน่าเบื่อจะตาย นิชคุณอ่านการ์ดเชิญคร่าวๆ รายละเอียดบอกว่าเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล นิชคุณกลอกตา นี่แม่จะให้เขาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆที่ร้องโดยนักร้องรุ่นคลาสสิกหรือไงนะ “ไม่เหมาะกับแม่มากกว่าน่ะสิ เขาบอกแม่มาว่าเขาต้องการจัดงานให้คนรุ่นใหม่ งานนี้รวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งทายาทธุรกิจเอาไว้ เขาจัดมาเพื่อพวกลูกนั่นแหละ

[SF] It’s our secret

  Pairing: KhunWoo Genre: Romance, Fluffy Rate: PG-15       เศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับ และยื่นมาให้ อูยองนิ่วหน้าขณะเงยขึ้นมองรอยยิ้มขี้เล่นของคนตรงหน้า “อะไร” เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายส่งเสียงห้วนเพราะกำลังวุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค “เปิดดูสิ” นิชคุณขยั้นขยอให้เขาเปิดอ่าน เขาถอนหายใจก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างเสียไม่ได้ อูยองมองเส้นดินสอที่ถูกกดเขียนอย่างบรรจงลงบนกระดาษ โดยที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันสักนิดเดียว   IPRVECRU   “มันไม่มีความหมายด้วยซ้ำ” “เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาเขา และขยิบตา “มันเป็นความลับ” อูยองกรอกตา เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยที่ยังคงไม่รู้ความหมายของมัน       อูยองสนิทกับนิชคุณด้วยความบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าด้วยโชคชะตา อูยองย้ายเข้ามาที่โรงเรียนในช่วงกลางเทอมของมัธยมปลายปีที่หนึ่ง และเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนด้วยการสอบตกทุกวิชา

[SF] It’s our secret

  Pairing: KhunWoo Genre: Romance, Fluffy Rate: PG-15       เศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับ และยื่นมาให้ อูยองนิ่วหน้าขณะเงยขึ้นมองรอยยิ้มขี้เล่นของคนตรงหน้า “อะไร” เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายส่งเสียงห้วนเพราะกำลังวุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค “เปิดดูสิ” นิชคุณขยั้นขยอให้เขาเปิดอ่าน เขาถอนหายใจก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างเสียไม่ได้ อูยองมองเส้นดินสอที่ถูกกดเขียนอย่างบรรจงลงบนกระดาษ โดยที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันสักนิดเดียว   IPRVECRU   “มันไม่มีความหมายด้วยซ้ำ” “เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาเขา และขยิบตา “มันเป็นความลับ” อูยองกรอกตา เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยที่ยังคงไม่รู้ความหมายของมัน       อูยองสนิทกับนิชคุณด้วยความบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าด้วยโชคชะตา อูยองย้ายเข้ามาที่โรงเรียนในช่วงกลางเทอมของมัธยมปลายปีที่หนึ่ง และเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนด้วยการสอบตกทุกวิชา

[SF] My little obsession

  Pairing: KhunWoo Rate: PG-13   ผมชอบออกไปที่ระเบียงห้องในตอนเช้า มองข้ามไปที่อพาร์ทเม้นข้างๆ แสงสีทองของพระอาทิตย์ในรุ่งอรุณ ค่อยๆลอดผ่านตึกฝั่งตรงข้ามพาดผ่านบนประตูไม้สีฟ้าอ่อนบนผนังอิฐสีส้มแสด ลูกบิดทองเหลืองสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาว ระเบียงโลหะสีดำทอดเงาเป็นซี่ๆลงบนผนัง มีต้นเฟิร์นเล็กๆสองสามกระถางห้อยลงมาจากด้านบน กิ่งก้านที่เลื้อยลงมาทอดเงาเป็นเส้นสายแต่งแต้มภาพนั้น จนผมต้องหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่ผมเห็นไว้   มันเริ่มจากวันแรกที่ผมย้ายเข้ามา ผมบินมาจากลอสแองเจลิส ที่ๆเวลาต่างจากที่นี่ 14 ชั่วโมง ทำให้ผมตาสว่างทั้งคืนจนเช้า หลังจากความพยายามจะนอนไม่เป็นผลสำเร็จ ผมจึงตัดสินใจชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้วและออกไปสูดอากาศที่ระเบียงห้อง นั่นเป็นตอนที่ผมสังเกตเห็นห้องตรงข้าม มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้าม ที่ดินแถวนี้ราคาแพง ที่อยู่อาศัยจึงถูกแบ่งซอยขึ้นไปเป็นตึกสูงแทนการปลูกบ้านเดี่ยวที่ใช้พื้นที่เยอะ และแสงธรรมชาติถูกบดบังจนกว่าจะถึงช่วงสายๆที่พระอาทิตย์โผล่พ้นสิ่งก่อสร้างที่ปลูกกันเบียดเสียด แต่น่าแปลกที่ห้องๆนั้นกลับเป็นห้องเดียวที่ถูกแสงแดดอ่อนอาบไล้พอดีในยามเช้า ราวกับว่ามีใครบางคนตั้งใจให้ผมมองไปที่จุดนั้น ให้ผมถูกสะกดด้วยความงดงามนั้น ผมถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว และนั่งมองมันต่อไปสักหน่อย   การตัดสินใจในวันนั้นทำให้ผมยังคงตื่นเช้าในทุกๆวัน ผมชอบที่จะเห็นความมืดค่อยๆหลีกหนีให้แก่แสงอาทิตย์ที่กลับเข้ามา ผมจ้องมองเงาที่ค่อยๆขยับและเข้มชัดขึ้นตามแสงที่เปลี่ยนแปลงไป ผมชอบแสงสีทองเรืองรองที่สะท้อนจากลูกบิดทองเหลือง และผมชอบที่จะมองผ้าม่านสีขาวภายในกรอบหน้าต่างสีฟ้าอ่อน

[SF] My little obsession

  Pairing: KhunWoo Rate: PG-13   ผมชอบออกไปที่ระเบียงห้องในตอนเช้า มองข้ามไปที่อพาร์ทเม้นข้างๆ แสงสีทองของพระอาทิตย์ในรุ่งอรุณ ค่อยๆลอดผ่านตึกฝั่งตรงข้ามพาดผ่านบนประตูไม้สีฟ้าอ่อนบนผนังอิฐสีส้มแสด ลูกบิดทองเหลืองสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาว ระเบียงโลหะสีดำทอดเงาเป็นซี่ๆลงบนผนัง มีต้นเฟิร์นเล็กๆสองสามกระถางห้อยลงมาจากด้านบน กิ่งก้านที่เลื้อยลงมาทอดเงาเป็นเส้นสายแต่งแต้มภาพนั้น จนผมต้องหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพที่ผมเห็นไว้   มันเริ่มจากวันแรกที่ผมย้ายเข้ามา ผมบินมาจากลอสแองเจลิส ที่ๆเวลาต่างจากที่นี่ 14 ชั่วโมง ทำให้ผมตาสว่างทั้งคืนจนเช้า หลังจากความพยายามจะนอนไม่เป็นผลสำเร็จ ผมจึงตัดสินใจชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้วและออกไปสูดอากาศที่ระเบียงห้อง นั่นเป็นตอนที่ผมสังเกตเห็นห้องตรงข้าม มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้าม ที่ดินแถวนี้ราคาแพง ที่อยู่อาศัยจึงถูกแบ่งซอยขึ้นไปเป็นตึกสูงแทนการปลูกบ้านเดี่ยวที่ใช้พื้นที่เยอะ และแสงธรรมชาติถูกบดบังจนกว่าจะถึงช่วงสายๆที่พระอาทิตย์โผล่พ้นสิ่งก่อสร้างที่ปลูกกันเบียดเสียด แต่น่าแปลกที่ห้องๆนั้นกลับเป็นห้องเดียวที่ถูกแสงแดดอ่อนอาบไล้พอดีในยามเช้า ราวกับว่ามีใครบางคนตั้งใจให้ผมมองไปที่จุดนั้น ให้ผมถูกสะกดด้วยความงดงามนั้น ผมถ่ายภาพเก็บไว้แล้ว และนั่งมองมันต่อไปสักหน่อย   การตัดสินใจในวันนั้นทำให้ผมยังคงตื่นเช้าในทุกๆวัน ผมชอบที่จะเห็นความมืดค่อยๆหลีกหนีให้แก่แสงอาทิตย์ที่กลับเข้ามา ผมจ้องมองเงาที่ค่อยๆขยับและเข้มชัดขึ้นตามแสงที่เปลี่ยนแปลงไป ผมชอบแสงสีทองเรืองรองที่สะท้อนจากลูกบิดทองเหลือง และผมชอบที่จะมองผ้าม่านสีขาวภายในกรอบหน้าต่างสีฟ้าอ่อน

[SF] Step you can’t take back

  Pairing: KhunWoo Genre: Angst Rate: PG-15   โทรศัพท์ของผมเริ่มส่งเสียงร้องทันทีที่ผมเปิดเครื่อง ผมเพิ่งกลับจากการทำงานที่ประเทศจีน และกำลังยืนรอสัมภาระที่โหลดไว้ใต้ตัวเครื่อง ทำให้ผมพอมีเวลาที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มันถูกปิดไปตั้งแต่ผมขึ้นเครื่องบิน คนส่วนมากมันจะเปลี่ยนเป็นโหมดใช้งานบนเครื่องบิน แต่ยังไงผมก็ต้องการจะพักผ่อนอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดจะหยิบมันมาเล่น ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มากนัก และไม่ค่อยมีใครจะติดต่อผมบ่อยๆ ส่วนนึงเพราะคนรอบข้างผมรู้ดีว่าผมบินไปบินมา และทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงไม่ค่อยเป็นฝ่ายโทรหาผมเท่าไหร่นัก มันถึงทำให้ผมประหลาดใจ เมื่อทันทีที่ผมกดปุ่มเปิดเครื่อง โทรศัพท์ของผมก็เริ่มสั่น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าว่า คิมจุนซู   จุนซูเป็นชื่อเก่าของมินจุน ผมรู้ว่าเขาเปลี่ยนชื่อนานแล้ว แต่ผมก็เมมเบอร์เขาไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กฝึก และผมไม่มีความรู้สึกว่าผมจะต้องเปลี่ยนมัน มันเป็นอารมณ์ขบถเล็กๆที่ผมมักจะมีต่อตัวเอง เป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่ ผมกดรับสาย   “นายอยู่ไหน”   “เพิ่งถึงเกาหลีเมื่อสิบนาทีที่แล้ว” ผมตอบอย่างขำๆ

[SF] Step you can’t take back

  Pairing: KhunWoo Genre: Angst Rate: PG-15   โทรศัพท์ของผมเริ่มส่งเสียงร้องทันทีที่ผมเปิดเครื่อง ผมเพิ่งกลับจากการทำงานที่ประเทศจีน และกำลังยืนรอสัมภาระที่โหลดไว้ใต้ตัวเครื่อง ทำให้ผมพอมีเวลาที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มันถูกปิดไปตั้งแต่ผมขึ้นเครื่องบิน คนส่วนมากมันจะเปลี่ยนเป็นโหมดใช้งานบนเครื่องบิน แต่ยังไงผมก็ต้องการจะพักผ่อนอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดจะหยิบมันมาเล่น ผมไม่ใช่คนติดโทรศัพท์มากนัก และไม่ค่อยมีใครจะติดต่อผมบ่อยๆ ส่วนนึงเพราะคนรอบข้างผมรู้ดีว่าผมบินไปบินมา และทำงานอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงไม่ค่อยเป็นฝ่ายโทรหาผมเท่าไหร่นัก มันถึงทำให้ผมประหลาดใจ เมื่อทันทีที่ผมกดปุ่มเปิดเครื่อง โทรศัพท์ของผมก็เริ่มสั่น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าว่า คิมจุนซู   จุนซูเป็นชื่อเก่าของมินจุน ผมรู้ว่าเขาเปลี่ยนชื่อนานแล้ว แต่ผมก็เมมเบอร์เขาไว้ตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กฝึก และผมไม่มีความรู้สึกว่าผมจะต้องเปลี่ยนมัน มันเป็นอารมณ์ขบถเล็กๆที่ผมมักจะมีต่อตัวเอง เป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่ ผมกดรับสาย   “นายอยู่ไหน”   “เพิ่งถึงเกาหลีเมื่อสิบนาทีที่แล้ว” ผมตอบอย่างขำๆ

[SF] In Another World (Part III)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   (PART I) (PART II) PART III     นิชคุณมองตามขบวนทัวร์เล็กๆที่มีแทคยอนเป็นไกด์นำผ่านทางหน้าต่าง ทุกคนออกไปเยี่ยมชมหมู่บ้าน ซึ่งฟังจากที่แทคยอนเล่า มันมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่โชคดีที่มีสถานพยาบาล และพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก รวมถึงการปศุสัตว์ พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้ ภายในรั้วสูงที่มีเวรผลัดเปลี่ยนการเฝ้าระวังล้อมรอบหมู่บ้าน   “แล้วฉันก็โชคดีที่มีบ้านหลังนี้อยู่ในพื้นที่ มันไม่มีผู้อพยพมาถึงที่นี่มากนักหรอก คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่คือคนดั้งเดิมของพื้นที่ พวกเขามีบ้าน พวกเขาสร้างอาณาเขตที่ปลอดภัยสำหรับบ้านของพวกเขา ส่วนฉัน..เป็นเหมือนคนหลงทาง เป็นพวกไร้บ้าน โชคดีที่คฤหาสน์ขนาดสิบห้องนอนนี้ว่างอยู่ ฉันเดาว่าคงเป็นบ้านพักตากอากาศของใครสักคน ฉันกับผู้อพยพบางส่วน จึงย้ายเข้ามา”   แทคยอนเล่าให้เขาฟังตอนมื้อเช้า ตอนที่แนะนำให้พวกเขารู้จักครอบครัวนึงที่อาศัยอยู่ในห้องชั้นบน เป็นคุณยายวัยเจ็ดสิบกับหลานสาวตัวเล็กที่อายุไม่น่าจะเกินแปดขวบ

[SF] In Another World (Part III)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   (PART I) (PART II) PART III     นิชคุณมองตามขบวนทัวร์เล็กๆที่มีแทคยอนเป็นไกด์นำผ่านทางหน้าต่าง ทุกคนออกไปเยี่ยมชมหมู่บ้าน ซึ่งฟังจากที่แทคยอนเล่า มันมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่โชคดีที่มีสถานพยาบาล และพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก รวมถึงการปศุสัตว์ พวกเขาเลี้ยงตัวเองได้ ภายในรั้วสูงที่มีเวรผลัดเปลี่ยนการเฝ้าระวังล้อมรอบหมู่บ้าน   “แล้วฉันก็โชคดีที่มีบ้านหลังนี้อยู่ในพื้นที่ มันไม่มีผู้อพยพมาถึงที่นี่มากนักหรอก คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่คือคนดั้งเดิมของพื้นที่ พวกเขามีบ้าน พวกเขาสร้างอาณาเขตที่ปลอดภัยสำหรับบ้านของพวกเขา ส่วนฉัน..เป็นเหมือนคนหลงทาง เป็นพวกไร้บ้าน โชคดีที่คฤหาสน์ขนาดสิบห้องนอนนี้ว่างอยู่ ฉันเดาว่าคงเป็นบ้านพักตากอากาศของใครสักคน ฉันกับผู้อพยพบางส่วน จึงย้ายเข้ามา”   แทคยอนเล่าให้เขาฟังตอนมื้อเช้า ตอนที่แนะนำให้พวกเขารู้จักครอบครัวนึงที่อาศัยอยู่ในห้องชั้นบน เป็นคุณยายวัยเจ็ดสิบกับหลานสาวตัวเล็กที่อายุไม่น่าจะเกินแปดขวบ

[SF] In Another World (Part II)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   (PART I) PART II   จุนโฮได้รับคำสั่งให้มาดูแลเครื่องบินขนเสบียงจากสหประชาชาติที่นำมาส่งมอบให้กับผู้รอดชีวิตที่ยังอยู่ที่นี่ พวกเขาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทหารจากอเมริกาเข้ามาสมทบ เกิดสงคราม เพียงแต่กองกำลังของอีกฝ่ายมิใช่มนุษย์ พวกมันแข็งแกร่ง ดุร้าย แต่มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายที่สุดก็เป็นได้ พวกเขาตีต้อน และยึดเมืองใหญ่ๆคืนได้แล้ว รวมทั้งที่นี่ เมืองปูซาน พวกเขา จุนโฮ ชานซอง และมินจุน ถูกส่งมาช่วยรบที่ปูซานในช่วงท้ายๆหลังจากที่พวกเขาผ่านการฝึกระยะสั้นและประจำการที่นี่หลังจากที่ยึดเป็นที่มั่นแห่งสองรองจากโซลได้สำเร็จ   จุนโฮยิ้มออกมาเมื่อบานประตูที่ตัวเครื่องเปิดออก มันไม่ใช่แค่การส่งเสบียง แต่นี่คือภารกิจใหม่ ซึ่งพวกเขากำลังรอคอยการมาถึง   “ยินดีต้อนรับครับ” จุนโฮเดินเข้าไปหา ชายหนุ่มที่ก้าวลงมาพร้อมทีมงานคนอื่นๆ พวกเขาจับมือกัน ก่อนที่จุนโฮจะปลดด้ามปืนที่สะพายอยู่ลง

[SF] In Another World (Part II)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   (PART I) PART II   จุนโฮได้รับคำสั่งให้มาดูแลเครื่องบินขนเสบียงจากสหประชาชาติที่นำมาส่งมอบให้กับผู้รอดชีวิตที่ยังอยู่ที่นี่ พวกเขาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทหารจากอเมริกาเข้ามาสมทบ เกิดสงคราม เพียงแต่กองกำลังของอีกฝ่ายมิใช่มนุษย์ พวกมันแข็งแกร่ง ดุร้าย แต่มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายที่สุดก็เป็นได้ พวกเขาตีต้อน และยึดเมืองใหญ่ๆคืนได้แล้ว รวมทั้งที่นี่ เมืองปูซาน พวกเขา จุนโฮ ชานซอง และมินจุน ถูกส่งมาช่วยรบที่ปูซานในช่วงท้ายๆหลังจากที่พวกเขาผ่านการฝึกระยะสั้นและประจำการที่นี่หลังจากที่ยึดเป็นที่มั่นแห่งสองรองจากโซลได้สำเร็จ   จุนโฮยิ้มออกมาเมื่อบานประตูที่ตัวเครื่องเปิดออก มันไม่ใช่แค่การส่งเสบียง แต่นี่คือภารกิจใหม่ ซึ่งพวกเขากำลังรอคอยการมาถึง   “ยินดีต้อนรับครับ” จุนโฮเดินเข้าไปหา ชายหนุ่มที่ก้าวลงมาพร้อมทีมงานคนอื่นๆ พวกเขาจับมือกัน ก่อนที่จุนโฮจะปลดด้ามปืนที่สะพายอยู่ลง

[SF] In Another World (Part I)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   PART I   ชานซองลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่าพาหนะที่เขานั่งอยู่กำลังชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถผ่านฟิล์มรถยนตร์สีเข้ม รู้สึกไม่คุ้นตากับบรรยากาศรอบตัว แสงไฟในรถสว่างขึ้นเมื่อประตูหน้าถูกเปิดออก เขาหรี่ตาลงเพื่อมองพี่จินซอก ผู้จัดการชั่วคราว ที่มาช่วยเป็นคนขับรถวันนี้ เพราะผู้จัดการประจำวงของเขาลาพักร้อนตั้งแต่สองวันก่อน พี่จินซอกหันมาเห็นเขาซึ่งใบหน้าคงยังสับสนและงุนงง ถึงแม้จะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟังที่ตัวเองใส่ไว้ตลอดเวลา แต่เขาก็พอจะอ่านปากออกว่า พวกเขากำลังจอดแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง และพี่จินซอกไปเข้าห้องน้ำ ชานซองพยักหน้าตอบเพื่อแสดงว่าเขารับทราบแล้ว พี่จินซอกกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ   เสียงประตูปิดลง พร้อมกับแสงไฟที่ดับหาย ทำให้ชานซองมองเห็นภาพข้างนอกได้ชัดขึ้น มันเป็นปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก เขาเดาว่าพวกเขายังเดินทางมาได้ไม่ไกลนักจากจุดที่พวกเขาใช้ถ่ายโฆษณา พื้นที่ชนบทที่เงียบสงบ เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนในตอนนี้ และมันก็ดูเหมือนว่าผู้คนกำลังหลับใหล ไม่เหมือนกับในกรุงโซล ที่เขาจะสามารถมองเห็นแสงสีและการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา สายตาที่กวาดมองออกไปรอบๆสะดุดกับเงาร่างของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไป ด้านหลังรั้วไม้ซึ่งกั้นเป็นพื้นที่ของปั๊ม

[SF] In Another World (Part I)

In Another World 2PM, Sci-fi, PG-15   PART I   ชานซองลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่าพาหนะที่เขานั่งอยู่กำลังชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถผ่านฟิล์มรถยนตร์สีเข้ม รู้สึกไม่คุ้นตากับบรรยากาศรอบตัว แสงไฟในรถสว่างขึ้นเมื่อประตูหน้าถูกเปิดออก เขาหรี่ตาลงเพื่อมองพี่จินซอก ผู้จัดการชั่วคราว ที่มาช่วยเป็นคนขับรถวันนี้ เพราะผู้จัดการประจำวงของเขาลาพักร้อนตั้งแต่สองวันก่อน พี่จินซอกหันมาเห็นเขาซึ่งใบหน้าคงยังสับสนและงุนงง ถึงแม้จะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟังที่ตัวเองใส่ไว้ตลอดเวลา แต่เขาก็พอจะอ่านปากออกว่า พวกเขากำลังจอดแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง และพี่จินซอกไปเข้าห้องน้ำ ชานซองพยักหน้าตอบเพื่อแสดงว่าเขารับทราบแล้ว พี่จินซอกกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ   เสียงประตูปิดลง พร้อมกับแสงไฟที่ดับหาย ทำให้ชานซองมองเห็นภาพข้างนอกได้ชัดขึ้น มันเป็นปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก เขาเดาว่าพวกเขายังเดินทางมาได้ไม่ไกลนักจากจุดที่พวกเขาใช้ถ่ายโฆษณา พื้นที่ชนบทที่เงียบสงบ เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนในตอนนี้ และมันก็ดูเหมือนว่าผู้คนกำลังหลับใหล ไม่เหมือนกับในกรุงโซล ที่เขาจะสามารถมองเห็นแสงสีและการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา สายตาที่กวาดมองออกไปรอบๆสะดุดกับเงาร่างของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไป ด้านหลังรั้วไม้ซึ่งกั้นเป็นพื้นที่ของปั๊ม