[Fiction] Let The Rain Fall 14/?

letitrain

 

มันเป็นวันที่ยาวนานสำหรับเขา เมื่อรู้ตัวอีกทีท้องฟ้าข้างนอกก็ระบายด้วยแสงสีส้มแสดของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะคล้อยลับจากขอบฟ้า เขายังคงไม่อยากจะเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมายในสิบชั่วโมงที่ผ่านมา เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ตายไปแล้ว และได้เกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง สำหรับชานซองแล้ว จุนโฮเป็นทั้งชีวิตของเขา เป็นทั้งความรับผิดชอบ และเป็นคนที่เขาผูกพัน เมื่อเช้านี้โลกทั้งใบของเขาแทบจะพังทลายลงตอนที่เขาเข้าไปปลุกจุนโฮเหมือนทุกๆวัน เพียงแต่วันนี้ จุนโฮไม่ยอมตื่น ไม่ว่าเขาจะเขย่าร่างเล็กจนสุดแรง หรือตะโกนเรียกจนสุดเสียง ร่างที่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรงก็ไม่ยอมลุกขึ้นมา ใช้ปากร้ายๆต่อว่าเขา โมโหเขา เหมือนทุกที

เขาต้องสั่งแข้งขาที่อ่อนล้าของตัวเองให้ลุกขึ้นยืน หลักจากที่ส่งจุนโฮเข้าห้องฉุกเฉินไป ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นห่วงคนข้างในนั้นมากแค่ไหน จนไม่อยากจะละสายตาไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ในขณะที่เขาต้องก้าวขาห่างออกจากบานประตูที่ปิดลง เขานึกถึงวันที่เขายกเลิกสัญญาการเป็นเด็กฝึกกับบริษัท เขาขอท่านประธานเพียงอย่างเดียว ขอให้รับเขาเข้าทำงาน ขอให้เขาได้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของจุนโฮ เพราะมันคงเป็นทางเดียวที่เขาจะสามารถอยู่เคียงข้างจุนโฮ และดูแลจุนโฮต่อไปได้ โทรศัพท์ของเขาเริ่มส่งเสียงร้องแล้ว ความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้น การยกเลิกตารางงานอย่างกระทันหันของจุนโฮย่อมกลายเป็นที่จับตามอง นักข่าวกำลังพยายามดมกลิ่นราวกับหมาล่าเนื้อ สปอนเซอร์ต่างๆจะต้องเริ่มระส่ำระส่าย สัญญางานทั้งหมดจะได้รับผลกระทบไปอย่างต่อเนื่อง  ชานซองได้เรียนรู้ในวันนี้เอง เขาเป็นคนที่อยู่กับจุนโฮเสมอ แต่ไม่ใช่คนที่อยู่เคียงข้าง เขาคอยดูแลจุนโฮเสมอ แต่ไม่เคยเป็นคนที่ได้ดูแล ทั้งๆที่ในเวลาเช่นนี้จุนโฮควรมีใครสักคนอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา

เขาใช้เวลาทั้งวันไปกับการเจรจากับทางโรงพยาบาล เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องสาเหตุการเข้ารักษาตัวของจุนโฮจะไม่เร้นลอดออกไป เขาต้องติดต่อผู้ว่าจ้างทั้งช่องโทรทัศน์ต่างๆ เพื่อเคลียร์ตารางงานของจุนโฮออกไปให้เพียงพอสำหรับให้จุนโฮได้พักผ่อน ก่อนที่บริษัทจะออกประกาศชี้แจงอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายเพื่อแจ้งเรื่องการยกเลิกตารางงานของจุนโฮจากวันนี้ไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ด้วยสาเหตุว่าจุนโฮมีอาการป่วย และอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก แน่นอนว่ามันสร้างความเคลือบแคลงให้กับทั้งแฟนคลับและนักข่าว กระทู้แสดงความเห็นของเนติเซนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สายจากนักข่าวก็โทรหาเขาจนสายแทบไหม้ เมื่อรู้ตัวอีกทีกระเพาะของชานซองก็กำลังส่งเสียงโครกคราก ฟ้องร้องว่าเขาไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า เขาทำหน้าที่ของเขาเสร็จหมดแล้ว ดูแลจุนโฮให้ดีที่สุดด้วยบทบาทของเขา หมอบอกว่าจุนโฮปลอดภัยแล้ว ตอนนี้เหลือแค่รอให้จุนโฮตื่นขึ้นมาเท่านั้น แค่รอ.. แต่เวลาที่เดินผ่านไปแต่ละนาทีมันช่างอืดอาดจนชวนหงุดหงิด

ชานซองหันกลับไปมองจุนโฮที่นอนหลับอย่างนิ่งสงบ นอกเหนือจากใบหน้าที่ซีดเซียว และสายน้ำเกลือที่ระโยงระยางแล้ว จุนโฮก็เหมือนแค่หลับไปเท่านั้น ที่ข้างเตียง นิชคุณไม่ได้ละไปจากจุนโฮเลย กว่าแปดชั่วโมงมาแล้วตั้งแต่ที่นิชคุณมาถึง ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ขณะจับมือที่ซีดขาวของจุนโฮเอาไว้ เขาไม่ได้ไว้ใจนิชคุณนักหรอก แต่อย่างน้อยจุนโฮก็ยังมีคนอยู่ด้วย คนที่คงไม่ปล่อยมือจุนโฮทิ้งไปง่ายๆ ชานซองตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก เขาต้องการสูดอากาศเข้าไปให้เต็มปอด หลังจากที่มันถูกบีบรัดมาทั้งวัน

 

ชานซองไปซื้อเครื่องดื่ม และอาหารรองท้องมานิดหน่อยจากร้านสะดวกซื้อใต้ตึกโรงพยาบาล เขาซื้อของมาเผื่อนิชคุณอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เพราะเขาเห็นว่านิชคุณเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกันหรอกนะ ขณะที่เขาเดินผ่านสวนหย่อมเล็กๆที่อยู่ระหว่างทางเชื่อมของตัวอาคาร เขาก็สังเกตเห็นเด็กคนนั้นอีกครั้ง เด็กชายผิวขาวนั่งก้มหน้าอยู่บนม้านั่ง ริมฝีปากสีชมพูเบะลงนิดหน่อย ขณะที่ดวงตาชั้นเดียวหลุบต่ำ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างที่น่าลำบากใจ ชานซองเกือบจะเดินผ่านไปแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนใจ เพราะความคิดที่กำลังรบกวนจิตใจของเขา นี่.. เด็กคนนั้น นั่งรออยู่ตลอดเลยงั้นหรือ

“กินสักหน่อยสิ” ชานซองยื่นนมที่ซื้อมาให้อูยองกล่องหนึ่ง

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว”

“ผู้ใหญ่ให้ก็รับไปสิ” ชานซองแกล้งดุเสียหน่อย มือเล็กๆถึงยื่นมารับกล่องนมไปจากเขา

“นาย ชื่ออะไรนะ” ชานซองเอ่ยถาม ขณะนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆ

“จางอูยองครับ”

ชานซองพยักหน้า เขาตัดสินใจจะนั่งตรงนี้สักพัก ชายหนุ่มหยิบห่อข้าวห่อสาหร่ายออกมาแกะและยื่นให้อูยอง ก่อนจะแกะให้ตัวเองอีกห่อหนึ่ง

“ฉันชื่อชานซองนะ ฮวางชานซอง”

“คุณเป็นผู้จัดการของจุนโฮใช่มั้ยครับ”

ชานซองเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่ออูยองเอ่ยถามขึ้นมา

“ผมได้ยินคุณพูดชื่อคุณจุนโฮขึ้นมา ผมก็เลยลองไปเสิร์จดู แล้วเห็นคุณอยู่ในรูปเดียวกับเขาหลายครั้งน่ะครับ” อูยองยอมรับ เขาคงว่างเกินไปละมั้ง ถึงได้มานั่งเสิร์จชื่อคนเอาอย่างนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าจุนโฮที่ทั้งสองคนพูดถึงนั้นคือใคร จนเสิร์จเจอรูปชานซองในภาพเดียวกับจุนโฮ จุนโฮที่เขารู้จักจริงๆนั่นแหละ

ชานซองยิ้มออกมาบางๆ มีคนรู้ความลับเข้าอีกคนแล้วสินะ ทั้งๆที่เขาต้องจ่ายเงินปิดข่าวไปแทบตาย

“เขาไม่เป็นอะไรแล้วใช่มั้ยครับ” อูยองเอ่ยถาม สร้างความแปลกใจให้ชานซองอีกครั้ง เพราะน้ำเสียงของอูยองกลับฟังดูเป็นห่วงเป็นใยอย่างจริงใจ

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

“โล่งใจไปนะครับ คุณฮยองดูเป็นห่วงเขามากเลย” รอยยิ้มเล็กๆระบายบนเรียวปากบางด้วยความรู้สึกโล่งใจ

รอยยิ้มน่ารัก ที่จู่ๆก็ทำให้ชานซองก็รู้สึกฟืดเคืองในลำคอจนไม่อยากจะกินอะไรต่อ เขามองดูอูยองค่อยๆดูดนมในกล่องช้าๆ ทั้งๆที่อูยองยังดูเป็นเด็กขนาดนี้ แต่กลับมีความคิดและทำตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มาก

“เดี๋ยวก็มืดแล้ว กลับบ้านก่อนมั้ย เดี๋ยวฉันเรียกแท๊กซี่ให้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอกลับพร้อมคุณฮยองก่อนดีกว่า”

ชานซองไม่ได้กินอะไรต่อแล้ว เพราะความอยากอาหารมันหายไปเสียหมด เขานั่งอยู่ต่อสักพัก เพื่อรอให้อูยองกินข้าวปั้นให้หมดห่อ และดื่มนมให้หมดกล่อง

“ฉันกลับขึ้นไปก่อนนะ” ชานซองเอ่ย เมื่อเห็นอูยองเริ่มพับกล่องนมเพื่อนำไปทิ้ง

“ขอบคุณสำหรับอาหารนะครับ” รอยยิ้มและคำขอบคุณของอูยอง กลับยิ่งทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดได้อย่างน่าประหลาด

 

ชานซองกลับเข้ามาในห้องที่มืดสลัว พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เงาตะคุ่มทำให้นิชคุณดูเหมือนรูปปั้นของเจ้าชายที่โน้มลงเฝ้ามองเจ้าหญิงนิทรา เขาใช้เวลาทั้งวันภาวนาเพียงอย่างเดียวให้จุนโฮรู้สึกตัว แต่เมื่อชานซองกลับเข้ามาในห้องพักฟื้นของจุนโฮอีกครั้ง จู่ๆเขาก็รู้สึกโล่งใจ ที่ทุกอย่างยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม บางทีอาจจะโชคดีแล้วก็ได้ที่จุนโฮยังไม่ฟื้น และยังไม่ได้พบกับนิชคุณ ให้มันเป็นอย่างนี้ อาจจะดีที่สุดแล้ว

ชานซองกดเปิดสวิชต์ไฟ เพื่อให้แสงสว่างกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

“ผมว่าคุณกลับไปได้แล้วล่ะ”

“ฉันอยากจะรอ..”

นิชคุณหยุด เมื่อได้ยินชานซองพูดประโยคถัดไป

“เด็กคนนั้น.. เขารอคุณมานานแล้ว”

 

ร่างสูงที่คุ้นตาซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้ทำให้อูยองลุกขึ้นจากม้านั่ง เขาจ้องมองให้ร่างนั้นค่อยๆคมชัดขึ้น จนชัดเจนอยู่ในสายตา นิชคุณหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ราวกับภาพความฝันที่ไม่อาจจับต้องได้ เขาทั้งอยากจะโผเข้ากอด และทั้งอยากจะวิ่งหนีคนๆนี้ไปให้ไกล น้ำตาที่แห้งเหือดไปนานแล้ว เริ่มจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามแล้ว พยายามจะทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พยายามที่จะเข้าใจผู้ชายคนนี้ แต่เขาก็ไม่อาจจะเข้าใจได้เลย มันมีเรื่องมากมายที่เขาอยากจะเอ่ยถาม แต่เขาก็กลัวคำตอบของมันเกินกว่าจะพูดออกไป อูยองกัดริมฝีปากที่กำลังสะอึกสะอื้น ขณะที่ยืนตัวสั่นโยนอยู่ต่อหน้าคนที่เขารักหมดหัวใจ

 

นิชคุณจอดรถที่หน้าบ้านของอูยอง พวกเขาต่างก็นิ่งเงียบกันมาตลอดทาง จนนิชคุณเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“อูยอง” นิชคุณเรียกอูยองไว้ ก่อนที่ร่างเล็กจะลงจากรถ

อูยองหันกลับมามองใบหน้าที่ซีดเซียวของนิชคุณ ซึ่งดูเป็นคนละคนกับที่เขาพบเมื่อเช้านี้ ราวกับว่านิชคุณได้ถูกสูบพลังไปจนหมด มันจึงไม่มีรอยยิ้มที่สดใส และการพูดคุยที่สนุกสนาน เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้ากลายเป็นความทรงจำในอดีตที่ซีดจางเหมือนกับว่ามันได้ผ่านพ้นมานานแสนนานมาแล้ว

อูยองไม่แน่ใจว่ามือที่ถูกกุมไว้ เคยเกิดขึ้นจริงมั้ย พวกเขากำลังจะเดินทางไปที่ไหน และกลับมาอยู่ที่ตรงนี้ได้ยังไง อูยองจำไม่ได้อีกแล้ว

คำถามที่อูยองไม่กล้าถาม นิชคุณกำลังจะตอบมัน เพราะเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้แก่คนๆนี้ ในฐานะของคนปัจจุบัน

“ฉันเจอกับจุนโฮตอนที่ฉันไปเรียนต่อที่อเมริกา แล้วพวกเราก็คบกันระยะหนึ่ง ฉันรักเขามาก..”

น้ำเสียงของนิชคุณสั่น ในขณะที่ลมหายใจของอูยองขาดห้วงไป ราวกับว่ามีใครมากระชากมันไปจากเขา

“ฉันยังรักเขา”

อูยองมองสบตาของนิชคุณ มองเข้าไปค้นหาคุณฮยองของเขาในนัยตาดำขลับคู่นั้น เขาไม่แน่ใจอีกแล้วว่าเขาควรจะรู้สึกอย่างไร ร่างกายของเขากำลังชาแปลบจนไม่อาจไหวติง

“อูยอง” เป็นครั้งแรกที่อูยองอยากจะขอร้องให้นิชคุณหยุดเรียกชื่อเขาได้แล้ว เสียงกรีดร้องและอ้อนวอนที่ดังอยู่ในใจของเขาไม่มีใครได้ยิน

เสียงของนิชคุณยังคงลอยล่องอยู่บนความเงียบงัน

“ฉันไม่อยากรักเขาอีกแล้วล่ะ แต่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันถึงจะรักใครได้อีก ถ้าเป็นอย่างนี้ นายยังอยากจะรักฉันอยู่มั้ย เพราะถ้านายอยากจะวิ่งหนีฉันไปตอนนี้ ฉันให้โอกาสนายแล้วนะ วิ่งหนีจากฉันไป เพราะฉันยังรักนายไม่ได้หรอก”

คนฟังไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว สิ่งที่นิชคุณพูดมามันคือการบอกเลิกรึป่าว หากมันเป็นประโยคบอกเลิก คงเป็นการบอกเลิกที่เลือดเย็นที่สุด เพราะคำพูดเหล่านั้นก็กำลังให้ความหวังกับเขาเช่นกัน ความสับสนเซทับจนความรู้สึกมันด้านชาไปเสียหมด เขาไม่รู้สึกแม้กระทั่งว่าปลายนิ้วของเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าหัวใจของตัวเองยังเต้นได้อยู่มั้ย หรือเขาเผลอหยุดหายใจไปในจังหวะใดบ้างรึป่าว เขาไม่รู้ว่าน้ำตากำลังไหลพรั่งพรูลงมาจากดวงตาที่บวมช้ำ  ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเสียงแห้งผากได้เอื้อนเอ่ยออกไป ด้วยความรู้สึกเดียวที่พอจะหลงเหลืออยู่ในหัวใจ

“ผมรักฮยอง”

นิชคุณหลุบตาลงครู่หนึ่ง ช่วงเวลาที่นิ่งงันจนเหมือนว่าเวลาได้หยุดเดินไปตลอดกาลเสียแล้ว ก่อนที่อูยองจะรู้สึกตัวอีกครั้ง และเข็มนาฬิกาของเขาก็เริ่มเดินต่อ เมื่อนิ้วมืออุ่นๆยกขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากแก้มกลม

“ยังไม่ต้องตอบฉันตอนนี้ก็ได้ กลับไปคิดดูก่อนเถอะนะ นายยังอยากจะคบกันอยู่มั้ย”

 

นิชคุณไม่ได้รู้สึกอย่างนี้มานานแล้ว เพราะเขาไม่ได้ดื่มหนักเหมือนเมื่อก่อน แต่ความรู้สึกปวดหัวตึ้บที่โจมตีเขาทันทีที่เขาตื่นขึ้น ทำให้นิชคุณรู้สึกไม่ต่างจากวันที่เขาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการแฮงค์อย่างรุนแรง ศีรษะของเขาหนักอึ้งจากการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ดวงตาของเขาบวมช้ำจนชวนปวดแสบเมื่อต้องลืมตา เขาไม่รู้ว่าเขาเผลอหลับไปตอนไหน  ทั้งๆที่เมื่อคืนเขาแทบจะไม่สามารถหลับตาลงเพราะความกังวลใจ เขาจำได้ว่าเขานั่งอยู่จนท้องฟ้าสว่าง คิดฟุ้งซ่านจนท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีจากสีส้มปนครามจนเป็นสีฟ้าสดใส เขาจำได้ว่าเขาได้ยินเสียงนกที่เริ่มบินออกจากรังในตอนเช้าส่งเสียงร้องขานเข้ามารบกวนจิตใจที่ว้าหวุ่น ก่อนที่สุดท้ายแล้วร่างกายที่อ่อนเพลียก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป

เขาน่าจะหลับไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมง ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขากำลังจะควานหาโทรศัพท์เพื่อโทรถามอาการของจุนโฮ ตอนที่เขาได้ยินเสียงเล็กๆที่คุ้นหูดังแว่วมาจากด้านล่าง นิชคุณวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ เพื่อจะรีบเดินตามเสียงนั้นไป จนพบเจ้าตัวยืนคุยกับคุณป้าแม่บ้านอยู่ที่โต๊ะอาหาร กับข้าวชุดเล็กๆวางเรียงอยู่บนโต๊ะสำหรับหนึ่งที่

“ถ้าพี่คุณตื่นแล้ว เอาออกมาอุ่นให้เขาด้วยนะครับ” นิชคุณทันได้ยินคนตัวเล็กกำลังจะขอตัวกลับออกไปพอดี

“อูยอง” เขาเอ่ยเรียกด้วยความประหลาดใจระคนโล่งใจ เขาไม่ปฏิเสธว่าหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เขาคิดวกวนจนนอนไม่หลับ ก็คือเรื่องของอูยอง เขาคิดไปแล้วว่าอูยองคงอยากจะวิ่งหนีเขาไปให้ไกลที่สุด จนแม้แต่ในฐานะพี่ชาย เขาก็อาจจะต้องสูญเสียน้องชายคนนี้ไปแล้วจริงๆ

แต่อูยองกลับอยู่ที่นี่ หันมายิ้มให้เขา เหมือนที่เคยยิ้มให้กันเสมอ

“อ๊ะ ตื่นแล้วหรอครับ งั้นนั่งรอเดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมเอากับข้าวไปอุ่นให้”

นิชคุณรั้งข้อมือขาวเอาไว้ ก่อนที่อูยองจะเดินผ่านออกไป

“ป้าครับ ฝากด้วยนะครับ”

เขาหันไปบอกแม่บ้านให้ยกถาดอาหารออกไปแทน ก่อนจะหันมามองใบหน้ากลม พวงแก้มขาวเป็นสีชมพูอ่อนๆเหมือนแก้มเด็ก เขาสังเกตเห็นดวงตาของอูยองเองก็ยังบวมอยู่บ้าง อูยองก็คงร้องไห้มาทั้งคืนเหมือนกัน

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตั้งแต่เช้าแล้วล่ะครับ ผมคิดว่าเมื่อวานฮยองคงเหนื่อย ก็เลยให้ป้าเขาช่วยทำไก่ตุ๋นโสมไว้ให้นะครับ แต่นึกว่าฮยองจะไม่ตื่นมากินซะแล้ว”

“ทำไมไม่ขึ้นไปปลุกล่ะ”

“ก็อยากให้ฮยองพักผ่อนนี่ครับ”

ดวงตาคู่เล็กเบิกขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆเอวบางก็ถูกนิชคุณรวบไปกอดไว้

“อะ.. อะไรกันครับ เดี๋ยวใครมาเห็น” ร่างเล็กดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอด จนนิชคุณต้องกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น

“ใครจะมาเห็นล่ะ นี่บ้านฉันนะ แล้วนี่ก็แฟนฉัน”

“อะไรกันครับ…”

“มันเหนื่อยจริงๆด้วย” นิชคุณถอนหายใจออกมา ก่อนจะหลับตาลง โดยไม่ปล่อยร่างเล็กออกจากอ้อมกอด

น้ำเสียงที่เหนื่อยล้าของนิชคุณ ทำให้อูยองยอมยืนนิ่งๆ ขณะที่ลมหายใจอุ่นๆคลอเคลียอยู่ข้างใบหู

“ที่ฉันถามนายเมื่อวาน…”

“ผมตอบไปแล้วไงครับ”

“จะไม่เปลี่ยนใจหรอ”

อูยองส่ายศีรษะ มือเล็กเอื้อมออกไปกอดเอวของนิชคุณบ้าง

“คนนี้ก็แฟนผมนี่ครับ ผมไม่ปล่อยไปง่ายๆหรอกครับ”

นิชคุณหัวเราะออกมาเบาๆ อูยองเป็นเด็กที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างนี้เสมอไม่ใช่หรอ ตั้งแต่วันที่เอาแมวมาคืนเขาแต่กลับร้องไห้เพราะอยากเก็บทาโร่ไว้เสียเอง จนถึงวันที่อูยองบอกรักเขา ถ้าหากอูยองบอกว่ารักมันก็คือรัก  และไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่านั้น อูยองไม่วิ่งหนี และไม่เคยฝืนความรู้สึกของตัวเอง เขาเรียนรู้ว่าถ้าวันไหนอูยองร้องไห้ นั่นเป็นเพราะว่าอูยองเสียใจ และถ้าหากว่าอูยองเช็ดน้ำตาออกไปหมดแล้ว อูยองก็เข้มแข็งจนคนโตกว่าอย่างเขาเองก็ยังรู้สึกละอาย เขาสูดหายใจลึกและยาว เพื่อสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆจากผิวขาวราวน้ำนม หวังว่าตัวเขาเองจะได้รับพลังจากอูยอง และหัวใจที่แตกเป็นเศษเสี้ยวจนบาดคนรอบข้างอยู่ในตอนนี้จะเข้มแข็งขึ้นมาได้บ้าง สักนิดก็ยังดี

“ขอบคุณนะ อูยอง ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกันไปไหน ฉันรับปากไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ฉันสัญญา ว่าฉันจะพยายามนะ”

รอยยิ้มเล็กๆแต้มบนกลีบปากสีชมพูหวาน อูยองหลับตาลงในอ้อมกอดของนิชคุณเช่นกัน มันไม่ใช่ประโยคบอกรัก และยังห่างไกลจากคำๆนั้นมากนัก ทั้งๆที่ตอนนี้เขารู้แน่ชัดว่าหัวใจของนิชคุณเป็นของคนอื่น แต่เขาก็มีความสุขมากแล้ว เขาอยากรอฟังคำนั้น ไม่ว่ามันจะนานเท่าไหร่ หรือต่อให้มันจะไม่มีวันมาถึง แต่แค่ความหวังว่าเขาจะได้รับความรักของพี่คุณกลับมาบ้าง มันก็คุ้มที่จะรอ

 

 

 

 

 

 

 

 

Note:

ไม่รู้ว่าอ่านตอนนี้จะเห็นใจนิชคุณเพิ่มบ้างมั้ย หรือว่าโกรธคนพี่มากกว่าเดิม 55
หรือจะเกลียดอิคนเขียนแทนนี่ก็ไม่รู้แฮะ – -”

อ่านเม้นตอนที่แล้วละเริ่มหวั่นๆใจว่าจะทนอ่านกันไหวจนจบเรื่องรึป่าว
ให้เวลาอิคนพี่กันหน่อยน่าา รักครั้งแรกมันฝังใจ แถมรักแรกดันมาเข้าโรงบาลอีก พี่แกก็มีเครียดไปบ้าง
อยู่อ่านเป็นกำลังใจให้น้องอูยองกันต่อไปก่อนนะคะ

อ่อ ฝากนิดนึง เรารับฟี๊ดแบ้กทุกช่องทาง คอมเม้นในบล้อก หรือในทวิตก็ได้ #RainFallKW
แต่ถ้าพูดในทวิตอยากให้ระวังการด่านิชคุณนิดนึง กลัวพี่แกมาเสิร์จชื่อตัวเองเจอแล้วแกจะตกใจ 55555555555ใช้เป็นโค้ดลับมานะคะ อิพี่ นชค อพค อย่างงี้น่าจะปลอดภัยกว่าเนอะ

ขอบคุณค่า

 

[Fiction] Let The Rain Fall 13/?

letitrain

 

“อ๊คแทคยอน ไปหาน้องอูยองกัน” แทคยอนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงคุ้นหูจากรูมเมทของเขา

ใกล้ไป..

แทคยอนขยับถอยโดยอัตโนมัติ เมื่อหัวใจเต้นถี่รัวขึ้นมาทันทีที่รับรู้ว่าปลายจมูกของมินจุนอยู่ใกล้ใบหน้าเขาเพียงใด มินจุนกลับมาอยู่ห้องเดียวกับเขาแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนบอกเองให้พวกเขาทำตัวปกติต่อกัน พอเอาเข้าจริง การจะควบคุมหัวใจตัวเองมันก็ยากกว่าที่เขาคิด

“ไปทำไม” แทคยอนแกล้งทำเป็นงัวเงีย เขาบิดขี้เกียจ เพื่อให้มินจุนกระเถิบตัวออกไปบ้าง

“ว่าจะชวนน้องเขาไปดูหนัง” มินจุนเอ่ยพร้อมกับชูตั๋วหนังสองใบขึ้นมา

“ทำไมมีสองใบ”

“ก็ของฉันกับอูยอง”

แทคยอนกระพริบตาปริบๆ

“มีสองใบแล้วจะชวนกุไปทำไมวะ”

“ไปส่งหน่อย” มินจุนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวอย่างสวยงาม

แทคยอนถอนหายใจ ก่อนจะพลิกตัวหนี แต่มือเรียวก็คว้าแขนเขา และพยายามออกแรงดึงให้ลุกขึ้น

“แทคยอนนนนน”

“ไม่เอา  ไม่ไป”

“ตื่นเดี๋ยวนี้นะเว้ย” มินจุนคว้าท่อนแขนของแทคยอน ออกแรงดึงร่างใหญ่ให้ลุกจนสุดแรง

“ม่ายยยย”

ผลั่ก!

เพราะว่าอีกคนตัวเล็กกว่าน่ะสิ เมื่อแทคยอนออกแรงแข็งขืน คนที่ดึงจนสุดแรงถึงได้เสียหลักล้มลงบนตัวเขา ใบหูของแทคยอนแดงจัด ในขณะที่มองสบดวงตาของคนที่ล้มลงมาบนร่าง ใบหน้าของมินจุนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ ทำให้เขาสามารถมองเห็นเส้นขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาเรียวได้อย่างชัดเจน นัยตาสีดำกลมโตสุกสกาวราวดวงดาวที่ลึกลับสะกดให้เขาจ้องมองอย่างไม่ลดละ

แทคยอนกระแอมไอเบาๆในลำคอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเขาจ้องมองมินจุนนานเกินไปแล้ว

“ฉันว่านายโทรนัดน้องอูยองก่อนมั้ยว่าเขาว่างรึป่าว”

“อะ.. อืม” มินจุนตอบรับ ก่อนจะรีบปีนลงจากตัวของเขา

 

“ครับ เที่ยวให้สนุกนะครับ” แทคยอนออกจากห้องน้ำทันได้ยินเสียงหงอยๆของมินจุนก่อนจะวางหูโทรศัพท์ ร่างสูงคว้าผ้าขนหนูมาซับหยดน้ำบนใบหน้า อดห่วงคนตรงหน้าไม่ได้

“อ้าว เสร็จแล้วหรอ” มินจุนหันมายิ้มให้

“อูยองว่าไงบ้าง”

“เขา.. ไม่ว่างน่ะ เห็นบอกว่าจะออกไปตกปลากับพี่คุณอะไรนั่น” มินจุนถอนหายใจ “คบกันอยู่จริงๆสินะ”

ทั้งๆที่อูยองเคยพูดกับเขาตรงๆแล้วว่าตอนนี้อูยองมีแฟน และกำลังคบใครอยู่ แต่เหตุการณ์ตอนนั้นที่เขาเจอนิชคุณที่ริมแม่น้ำฮัน ก็ยังคงรบกวนจิตใจของเขา ตอนนั้นนิชคุณเองไม่ใช่หรอที่ปฏิเสธความรักของอูยอง

แทคยอนนั่งลงข้างๆมินจุน เขาหรี่ตาลง รู้ว่ามินจุนต้องกำลังคิดอะไรอยู่

“เสียใจหรอ” แทคยอนเอ่ยถาม

มินจุนส่ายศีรษะ

“เป็นห่วงมากกว่า”

“เอ๊?”

“ฉันไม่ไว้ใจเลย ไปต่างจังหวัดกันสองต่อสองอย่างนั้น”

“แต่พวกเขาเป็นแฟนกันนะ” อ๊คแทคยอนหัวเราะออกมาเบาๆ

“นายไม่คิดว่ามันแปลกหรอแทค ปกติถ้าฉันเช็คเวลากับจินอุนแล้วว่าพวกเขาไม่มีเรียน อูยองก็จะว่างตลอด ทั้งๆที่คบกับพี่คุณมาตั้งนานแล้ว แต่อูยองไม่เคยปฏิเสธฉันเลยนะ”

“ก็แปลก” แทคยอนยังจำภาพที่อูยองจูบกับนิชคุณซึ่งถูกแพร่ไปในอินเตอร์เน็ตได้  มันมีความคิดเล็กๆที่คอยรบกวนจิตใจของเขา คนเราหากจะรักกันแล้วมันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องประกาศให้โลกรู้ขนาดนั้น ทำไมต้องที่นั่น ทำไมต้องวันนั้น ทั้งๆที่เป็นงานที่มีสื่อเข้าร่วมมากมาย แต่แทคยอนก็ตอบตัวเองไปว่าเขาคงขาดความโรแมนติกละมั้ง เขาถึงได้ไม่เข้าใจในการกระทำแบบนั้น

“เฮ้อ” มินจุนถอนหายใจเสียงดัง ราวกับตั้งใจจะไล่ความกังวลใจออกไป เด็กหนุ่มก้มมองดูตั๋วสองใบในมือ “ฉันก็ซื้อตั๋วหนังมาแล้วด้วยสิ”

แทคยอนเหลือบมอง ก่อนจะอมยิ้มที่มุมปาก มือหนาชิงตั๋วหนังจากมือของมินจุนมาใบหนึ่ง

“ไปดูกับฉันแทนมั้ยล่ะ”

 

อูยองวางสาย และหันไปมองคนข้างๆ

“พี่มินจุนน่ะครับ” เพราะว่านิชคุณใส่แว่นกันแดด และมองตรงไปข้างหน้าขณะขับรถ อูยองถึงมองไม่เห็นว่าสายตาของนิชคุณกำลังมองไปที่ไหน และฟังเขาอยู่รึป่าว แต่นิชคุณก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา อูยองจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ นิชคุณเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงไม่มีเรื่องหึงหวงเล็กๆน้อยๆ แต่ในฐานะแฟน อูยองก็อยากจะซื่อตรงกับนิชคุณให้มากที่สุด อูยองบอกนิชคุณทุกครั้งที่มินจุนกับแทคยอนชวนเขาไปไหน ถึงแม้ว่านิชคุณจะไม่เคยเอ่ยถามอะไรก็ตาม

วันนี้พวกเขาจะไปตกปลาด้วยกัน มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งอาทิตย์ อูยองได้แต่รอคอยด้วยความตื่นเต้นเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ไปเดทกับนิชคุณแบบสองต่อสองอย่างจริงๆสักที นิชคุณบอกกับเขาว่าอยากไปพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์มากกว่าจะออกไปเจอผู้คนที่วุ่นวาย พวกเขาเลยตัดสินใจออกมาตกปลาที่ต่างจังหวัดด้วยกัน มันต้องใช้เวลาในการเดินทางสักพัก แล้วการนั่งอยู่บนรถตามลำพังกับนิชคุณอย่างนี้ก็ชวนให้เลือดสูบฉีดขึ้นมาเลี้ยงบนพวงแก้มกลมๆจนร้อนผ่าว

อูยองไม่รู้ตัวเลยว่าเขาถูกสะกดด้วยความงดงามของใบหน้าด้านข้างของนิชคุณไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เส้นโค้งเว้าจากหน้าผากมาถึงสันจมูกโด่งคมชวนให้เขาอยากไล้นิ้วลงบนสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบนั้น เขาเริ่มจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงฉ่ำและเริ่มนึกถึงรสจูบที่ถูกกลีบปากคู่นี้ป้อนให้  ความรู้สึกวาบหวามมวนอยู่ในท้อง จนอูยองได้ยินเสียงเต้นตึกตักของหัวใจตัวเอง

“มองอะไร” เสียงนุ่มๆเอ่ยถามอย่างนิ่งเรียบ หารู้ไม่ว่าเกือบทำให้จางอูยองหัวใจวายเข้าให้แล้ว

“ม่ะ..ไม่มีอะไรครับ” อูยองรีบหันหนีรอยยิ้มที่มุมปากของนิชคุณ คนตัวเล็กรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว นิ้วมือที่สั่นเทาเอื้อมไปเปิดวิทยุหวังให้มีเสียงอะไรมากลบเสียงหัวใจของเขาลงได้บ้าง

เพลงที่ดังขึ้นคลอเบาๆ ทำให้อูยองผ่อนคลาย และช่วยดึงสมาธิของเขาจากนิชคุณไปได้บ้าง อูยองมองออกไปนอกหน้าต่าง วิวสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว จากตึกรามบ้านช่องในตัวเมือง กลายเป็นต้นไม้และต้นหญ้าสีเขียวชะอุ่ม สถานที่ที่แปลกตาทำให้อูยองหันไปสนอกสนใจกับต้นไม้ต้นใหญ่ ภูเขาที่อยู่ไกลๆ และบ้านหลังเล็กๆที่กระจายอยู่เป็นหย่อมๆ อูยองเผลอฮัมเพลงออกมาเบาๆ โดยไม่ทันเห็นว่านิชคุณกำลังยิ้มตามเมื่อได้ยินเสียงของเขา

นิชคุณรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ในวันที่เขาไม่มีอะไรให้คิดมากมาย ในวันที่เขารู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันง่ายกว่านี้ เขานึกถึงวันที่อูยองมานอนค้างที่บ้านของเขาในช่วงวันหยุดเพื่อที่จะอยู่เล่นกับลูกเป็ดได้ทั้งคืน เมื่อเขาตบเตียงเบาๆ ทั้งเด็กแก้มยุ้ยและเจ้าแมวขนปุยก็กระโดดขึ้นมานอนบนเตียง นิชคุณเปิดเพลงจากไอพอดซึ่งเป็นของขวัญวันเกิดที่เขาได้รับตอนอายุครบ12ปี และแบ่งกันฟังกับอูยองด้วยหูฟังคนละข้าง อูยองจะร้องเพลงคลอเบาๆขณะที่นิ้วมือเล็กๆลูบเส้นขนบนลำตัวของทาโร่ที่นอนขดอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคนเหมือนเป็นการกล่อมนอน เสียงบางใสที่อาจไม่ได้ไพเราะเหมือนกับนักร้องอาชีพคนใด แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่ทำให้คนที่ได้ยินผ่อนคลายได้ ไม่ต่างจากเจ้าทาโร่ที่ถูกกล่อมนอนจนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข ความรู้สึกสบายใจอย่างวันนั้นได้ย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาได้ยินเสียงร้องเพลงของคนที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน

นิชคุณเหลือบมองอูยอง ยิ้มออกมาบางๆเมื่อเห็นว่าอูยองโตขึ้นมากเพียงใด จากเด็กชายตัวเล็กๆที่เขาเคยรู้จัก  ชั่วขณะหนึ่งที่เขาปล่อยให้เสียงของอูยองขับกล่อม มันเกือบจะเหมือนว่าเขาได้ลืมความเจ็บปวด และความเหนื่อยล้าไปได้ทั้งหมดแล้วจริงๆ

อูยองหันมาหัวเราะกับเขาเบาๆ เมื่อรู้ตัวว่าถูกแอบมองอยู่ ใบหน้าเป็นสีชมพูระเรื่อ ก่อนจะหันหนีออกไป นิชคุณอดจะหัวเราะไปกับท่าทางเขินอายของอูยองไม่ได้ เขารู้จักอูยองมาตั้งแต่เด็ก เด็กที่เคยพูดจาเจื้อยแจ้วกับเขาไปได้เรื่อยเปื่อย และไม่เคยหวั่นกลัวที่จะโต้เถียงกับเขาเลยสักครั้ง กำลังเขินอายจนแก้มแดงไปหมด

“อ๊ะ เพลงนั้นนี่นา…” อูยองพึมพำขึ้นมาเมื่อเสียงดนตรีเปลี่ยนเป็นเพลงใหม่ นิชคุณเองก็จดจำท่วงทำนองของเพลงนี้ได้ดีเช่นกัน อูยองหันมามองสบตาของเขาอย่างเคอะเขิน ริมฝีปากเม้มปากเมื่อนึกถึงสัมผัสรุ่มร้อนบนกลีบปากอีกครั้ง

มันกลายเป็นเพลงที่มีความหมายพิเศษสำหรับอูยองไปแล้ว  เพราะมันเป็นเพลงที่พวกเขาจูบกันครั้งแรก..

“ฉันไม่อยากฟัง”

นิชคุณกดปิดเพลง ก่อนที่เสียงร้องในท่อนแรกจะดังขึ้น อูยองมองจ้องเขาอย่างสับสน

“ปิดเพลงดีกว่านะ ฉันอยาก… คุยกับนายมากกว่า” นิชคุณพูด ขณะที่มือหนาเอื้อมออกไปเพื่อจับมือของอูยองมากุมไว้ เขาบีบมันเบาๆ ขณะที่หันกลับไปมองถนน

“อ่า” อูยองหันไปมองรอยยิ้มบนริมฝีปากของนิชคุณ จู่ๆเขาก็ไม่ชอบที่แว่นดำซึ่งปิดบังใบหน้าครึ่งนึงของนิชคุณทำให้เขารู้สึกอึดอัด ทั้งๆที่นิชคุณกำลังยิ้ม แต่ทำไมเขากลับมองไม่เห็นดวงตาภายหลังเลนส์แว่นสีทึบนั้น

“เป็นยังไงบ้าง เรียนหนักมั้ยช่วงนี้” นิชคุณเอ่ยถามหลังจากความเงียบที่เกิดขึ้นสักพัก

อูยองพยายามสลัดความไม่สบายใจทิ้งไป เขาก้มลงมองมือของนิชคุณที่วางประสานมือของเขาไว้

“นิดหน่อยครับ ใกล้จะสอบปลายภาคแล้ว และก็ใกล้สอบเข้ามหาลัยแล้วด้วย”

“นายทำได้อยู่แล้ว” สัมผัสอุ่นบีบมือของเขาไปด้วยขณะที่พูด

อูยองยิ้มกว้าง ยอมรับความอบอุ่นที่เขาโหยหาให้แผ่ซ่านจากสัมผัสละมุนที่ปลายนิ้วมาสู่หัวใจ

“วันนี้ได้ออกมากับฮยอง ก็เหมือนได้เติมพลังแล้วล่ะครับ”

“จริงด้วยสินะ ฉันก็เหมือนกัน” นิชคุณหันมายิ้มให้อูยอง แต่คราวนี้อูยองลืมไปแล้วล่ะว่าแว่นที่นิชคุณสวมใส่มันทำให้เขาอึดอัดได้ยังไง

 

นิชคุณไม่ได้ปล่อยมือเขาเลย เว้นแต่การผละไปเปลี่ยนเกียร์หรือจับพวงมาลัยบ้างเป็นบางครั้ง แต่มือใหญ่ก็จะดึงมือเขาไปจับต่อเสมอ มันชวนเขินอาย แต่ก็ทำให้อูยองมีความสุขมากเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เปิดเพลงอีก แต่ในรถก็ไม่ได้มีแต่ความเงียบจนน่าอึดอัด พวกเขาพูดคุยกันมาตลอดทาง อูยองเล่าเรื่องที่โรงเรียน เรื่องของทาโร่ เรื่องการตกปลาที่พวกเขากำลังจะเดินทางไป ก่อนจะกลับมาที่วีรกรรมของเจ้าทาโร่อีก แล้วก็การสอบของที่โรงเรียน จู่ๆเขาก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องมากมายที่เขาอยากเล่าให้นิชคุณฟัง และเขาสามารถเล่ามันออกมาได้เรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาจอดแวะพักที่จุดพักรถ

“แล้วก็ข้อสอบของอาจารย์พัคโหดมากเลยล่ะครับ” อูยองบ่นโอดโอย ขณะที่นิชคุณกำลังหาที่จอดรถ เขากำลังพูดถึงการเตรียมสอบปลายภาคที่ใกล้เข้ามาแล้ว

“หิวมั้ย หาอะไรรองท้องกันก่อนดีกว่า”  นิชคุณหัวเราะเบาๆ ให้เด็กน้อยที่กำลังเบ้ปากเมื่อนึกถึงกระดาษข้อสอบ

“ก็ได้ครับ” อูยองเอ่ยเสียงอ่อย

“ไปเร็ว” นิชคุณเขย่ามือเล็กไปมาด้วยเสียงหัวเราะ ก่อนจะลงจากรถ

มือของนิชคุณที่คลายออกไปแล้ว ทำให้อูยองต้องกำมือของตัวเองเอาไว้หลวมๆ เพราะความรู้สึกโหวงๆที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

อูยองก้าวตามนิชคุณเข้ามาที่ศูนย์อาหารของจุดพักรถ ภายในมีโต๊ะวางให้นั่งทานอาหารอยู่ราวสี่ห้าโต๊ะ ล้อมรอบด้วยร้านขายอาหารทานเล่นเล็กๆน้อยๆจนไปถึงอาหารมื้อหนัก เพื่อรองรับนักเดินทางที่ผ่านไปมาบนเส้นทางนี้ มีคนนั่งอยู่อย่างประปราย อาจเพราะมันยังเป็นเพียงช่วงสายๆ ผู้คนถึงไม่ได้มาทานอาหารกันเยอะนัก เขาเดินตามนิชคุณไปซื้อต๊อกปกกิ และของทอดกินเล่นที่ร้านซุ้มเล็กๆ สายตาก็อดจะแอบมองมือคนพี่ไม่ได้ เขาเอาแต่จะคิดว่าถ้านิชคุณจับมือของเขาไว้ก็คงดี นี่เขากลายเป็นคนโลภมากอย่างงี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ จางอูยองกลายเป็นคนเสพย์ติดการจับมือไปแล้วหรอไง

อาหารที่เตรียมเสร็จแล้วถูกยื่นมาให้ พร้อมๆกับเสียงโทรศัพท์มือถือของนิชคุณที่ดังขึ้น นิชคุณกดรับสาย และบุ้ยใบ้ให้อูยองถือจานอาหารไปนั่งก่อน

อูยองคิดว่านิชคุณกำลังจะเดินตามเขามาที่โต๊ะ แต่หลังจากคุยโทรศัพท์สักพักนิชคุณก็เดินออกไป เขาไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากนัก เขามองเห็นนิชคุณยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอกต่อสักพัก และเมื่อชายหนุ่มวางสายด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ร่างสูงก็เดินมุ่งกลับไปที่รถทันที อูยองลุกขึ้น และรีบวิ่งตามนิชคุณออกไป

“เกิดอะไรขึ้นครับ” อูยองเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา เมื่อเขากระชากประตูรถให้เปิดออก ก่อนที่นิชคุณจะถอยรถออกไป

“ขึ้นรถ” นิชคุณเอ่ยราวกับจะเป็นคำสั่ง “เร็วสิ!”

อูยองรู้สึกว่าร่างกายของเขาชาไปทั้งตัวเมื่อสบตาของนิชคุณ เขาขึ้นไปนั่งบนรถ และไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยอะไรออกมา คำถามมากมายวิ่งวนในหัวไปหมด ในขณะที่อูยองสังเกตได้ว่าพวกเขากำลังขับรถกลับไปทางเดิม มันเกิดอะไรขึ้น นิชคุณคุยกับใคร เขาพยายามจะเข้าใจ แต่หัวใจของเขามันก็บีบรัดไปหมด นิ้วมือของเขาสั่นเทาจนเขาต้องบีบมันไว้ ถ้าเขาไม่วิ่งออกมา.. ถ้าเขาออกมาช้ากว่านี้.. ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญขนาดไหน แต่คนแบบไหนกันที่จะทิ้งคนรักของตัวเองเอาไว้ได้

เรื่องอะไรที่มันสำคัญนักหนา

อูยองกัดริมฝีปากแน่น ขณะที่ก้อนสะอื้นไม่อาจถูกกลั้นไว้ ไหล่บางสั่นไหว พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ทั้งๆที่เขากำลังร้องไห้ ทั้งๆที่ทำให้เขาตกใจกลัวแทบตาย แต่ตอนนี้เขาเหมือนกลับกลายเป็นคนที่ไร้ตัวตนในสายตาของนิชคุณอีกครั้ง

 

นิชคุณเร่งความเร็วและพาพวกเขากลับเข้ามาในโซลได้ในหนึ่งชั่วโมง นิชคุณไม่ได้ขับไปที่บ้าน ไม่ได้ไปที่ทำงาน แต่พวกเขากำลังเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นิชคุณจอดรถ แล้วเดินออกไป ราวกับว่าลืมไปแล้วว่ามีใครอีกคนที่นั่งมาด้วย อูยองพยายามหายใจแต่มันปวดจนเหมือนว่าเขาหายใจไม่ออก เขามองตามร่างสูงที่เดินตรงไปที่อาคารโดยไม่หันกลับมามองแม้เพียงสักนิดเดียว

บางทีเขาควรจะกลับบ้านไปซะ ลุกขึ้น แล้วหนีไปจากตรงนี้ แต่อูยองยังคงมองเห็นสีหน้าร้อนรนของนิชคุณ ตลอดทางที่พวกเขามุ่งตรงมาที่โรงพยาบาล สีหน้าของนิชคุณเจ็บปวดจนอูยองไม่อาจทิ้งนิชคุณไว้คนเดียวได้ อูยองเปิดประตูเพื่อลงจากรถ เขาตัดสินใจเดินตามนิชคุณเข้าไป ทั้งๆที่รู้สึกเหมือนคนที่ใกล้จะหมดแรง เขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ๆนิชคุณ ไม่กล้าที่จะมองหน้านิชคุณตรงๆด้วยซ้ำ เขาทำได้เพียงแค่เดินตามคนพี่มาเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่

เมื่อนิชคุณก้าวเข้าไปในลิฟท์โดยสาร เขาสบตาอูยองที่เดินตามเข้ามาอยู่ครู่หนึ่ง อูยองสังเกตเห็นดวงตาที่แดงช้ำของนิชคุณก่อนที่ร่างสูงจะหันหลบสายตา ลิฟท์ขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ และคนที่เข้ามาก็เริ่มทะยอยออกจากลิฟท์ไปจนเหลือเพียงแค่เขาสองคน ก่อนที่บรรยากาศที่เงียบกริบจะกดทับจนเขาหายใจไม่ออก ประตูลิฟท์ก็เปิดออก

มีชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่อูยองไม่รู้จักยืนอยู่ตรงนั้น และนิชคุณก็ปรี่เข้าไปขยุ้มคอเสื้อคนๆนั้นเอาไว้จนข้อนิ้วซีดขาวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้อูยองสะดุ้ง เขาไม่เคยเห็นนิชคุณโมโหอะไรเท่านี้มาก่อน

 

“นายดูแลเขายังไง ทำไมถึงเป็นแบบนี้!”  นิชคุณตะคอกใส่ชานซองด้วยอารมณ์ร้อนที่ควบคุมไม่อยู่

“มันเป็นคำถามที่คุณควรจะถามผมหรอครับ มันไม่ได้เป็นเพราะคุณหรอครับ” ชานซองกลับตอบกลับนิชคุณด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบอย่างท้าทาย

“นายควรจะดูแลเขาไม่ใช่หรอ นายควรจะดูแลเขา..”  กรามของนิชคุณขบแน่น แต่เสียงของเขากลับสั่นไปหมด

ชานซองก้มลงมองนิ้วมือที่ขยุ้มเสื้อเขาอย่างอ่อนแรง เขาไม่รู้ว่าเขาควรสงสาร หรือเวทนาผู้ชายคนนี้กันแน่

“ปล่อยเถอะครับ ถ้าคุณเป็นห่วงจุนโฮ ก็รีบเข้าไปหาเขาเถอะครับ”

ชานซองมองตามนิชคุณที่เปิดประตูเข้าไปในห้อง เขากำลังจะตามเข้าไปตอนที่เห็นใครอีกคนยืนมองอยู่ห่างๆ เขาตกใจเล็กน้อยเพราะไม่ควรมีคนรับรู้เรื่องนี้ ไม่ว่าจะสื่อ หรือแฟนคลับ มันจะยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายไปหมด แต่ไม่นานเขาก็สังเกตได้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคือใคร ภาพของเด็กหนุ่มที่เป็นแฟนของนิชคุณซึ่งถูกถ่ายรูปไปลงข่าวในอินเตอร์เน็ตเต็มไปหมด ทำให้เขาประหลาดใจ เขาคิดว่านิชคุณทำลงไปเพื่อประชดจุนโฮเท่านั้น การกระทำโง่ๆที่ส่งผลให้จุนโฮเป็นอย่างนี้ เขาถึงโทรหานิชคุณ ไม่ใช่เพราะว่าเขารู้ว่ามีเพียงนิชคุณเท่านั้นที่จะเยียวยาจุนโฮได้ แต่เพราะนิชคุณควรได้รับผลของการกระทำของตัวเอง แต่ทำไมพวกเขาทั้งคู่ถึงมาด้วยกันล่ะ ทำไมเด็กคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคบกันจริงๆงั้นหรือ

เขายกแขนขึ้นห้ามอูยองที่กำลังจะเดินตามนิชคุณไปที่ห้องพักของจุนโฮ

“ขอโทษด้วยนะ ฉันคงให้นายเข้าไปไม่ได้”

 

 

 

 

Note: อัพช้าอะ ไหนบอกจะมาทุกเดือน แฮะๆ แต่ก็อัพแล้วนะ
เรื่องนี้ไม่ได้ชื่อ Let the rain fall แบบไร้ความหมาย ทุกคนจะได้เห็นความสตรองของน้องยองมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝนตกแดดออก น้องก็ไม่หวั่น ไม่ต้องเป็นห่วงน้องนะ น้องแข็งแกร่งที่สุดในเรื่องแล้วล่ะ 55

อย่าลืมคอมเม้น หรือ #RainFallKW ในทวิตก็ได้นะคะ
หรืออยากคุยกันแบบสองต่อสอง เมนชั่นมาได้ที่ @HoneyLimes

ขอบคุณค่า

 

[Fiction] Let The Rain Fall 12/?

letitrain

 

“นายจะไม่ไปเรียนพิเศษต่อหรอ” จินอุนเอ่ยถามอยากประหลาดใจ เมื่อเห็นอูยองรีบร้อนเก็บข้าวของใส่กระเป๋าอย่างผิดสังเกตหลังเลิกเรียบคาบสุดท้าย ทั้งๆที่ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงเศษกว่าจะถึงเวลาเรียนพิเศษ พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนออกจากห้องเรียน

“วันนี้เป็นวันครบรอบน่ะ”

“ครบรอบ?”

“ครบรอบที่ฉันกับพี่คุณคบกันร้อยวัน” อูยองเอ่ย แก้มกลมๆอมยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ

“นี่ตกลงพวกนายเป็นแฟนกันจริงๆหรอ” จินอุนก็รู้ว่าอูยองเคยบอกเขาแล้วว่าทั้งสองคนคบกัน แถมทั้งเหตุการณ์วันนั้นเพราะเป็นงานใหญ่พอสมควร ข่าวของนิชคุณทายาทธุรกิจนำเข้ายาและอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ จูบกับเด็กหนุ่มหน้าหวานกลางงานคอนเสิร์ตการกุศลก็เป็นข่าวใหญ่ในอินเตอร์เน็ตอยู่หลายวัน แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่เคยเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเลย

“ฉันไม่เคยเห็นพวกนายไปเดทกันด้วยซ้ำ ฉันว่าฉันยังอยู่กับนายเยอะกว่าแฟนนายอีกมั้ง”

“ก็พี่เขาไม่ค่อยว่างนี่นา”

“แต่คนเป็นแฟนกันก็ต้องหาเวลามาเจอกันบ้างไม่ใช่หรอ”

“ก็กำลังจะไปหานี่ไง ไปละนะ”

จินอุนได้แต่มองตามอูยองไป เขาหมายถึงพี่คุณของอูยองต่างหาก ที่ไม่เคยมาหาอูยองเลย เขาไม่เคยเห็นอูยองคุยโทรศัพท์บ่อยๆ หรือคอยนั่งแชทกับใครเหมือนที่คนมีแฟนคนอื่นๆเขาทำกัน เอาจริงๆ ถ้าไม่ใช่คำที่เจ้าตัวบอกว่ามีแฟนแล้ว เขาแทบดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอูยองกำลังคบใครอยู่

 

อูยองไม่เคยมาที่นี่หรอก เขาประหม่าเล็กน้อยตอนลงจากรถเมล์มาที่ย่านธุรกิจอย่างนี้ มันเต็มไปด้วยผู้คนวัยทำงานที่แต่งตัวดูภูมิฐาน ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มในชุดมัธยมปลายซึ่งกำลังหอบของพะรุงพะรังอย่างเขาดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมด เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินตรงไปที่ตึกซึ่งตั้งสูงตระหง่านอยู่หัวมุมถนน เขาไม่ค่อยได้เจอนิชคุณบ่อยนักหรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เจอกันเลย เขาเข้าใจว่านิชคุณไม่ใช่เด็กๆเหมือนเขา และคงต้องวุ่นวายกับการทำงาน ยิ่งตอนนี้นิชคุณรับงานช่วยผู้เป็นพ่ออย่างเต็มตัวแล้ว ย่อมไม่ค่อยมีเวลาเป็นธรรมดา นิชคุณทำงานหกและอาจจะถึงเจ็ดวันต่อสัปดาห์ และเลิกงานดึกๆดื่นๆเสียทุกวัน พวกเขาจะเจอกันบ้างก็ในช่วงวันหยุดที่เขาพาทาโร่ไปหานิชคุณที่บ้าน พวกเขาทานข้าวเย็นด้วยกันกับครอบครัว แม้จะไม่มีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันสองคนอะไรมากนัก แต่อูยองก็ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กๆที่คอยแต่เรียกร้อง เขาไม่อยากรบกวนการทำงานของนิชคุณ แต่เพราะวันนี้เป็นวันครบรอบ เขาแค่อยากจะฉลองมันร่วมกัน

อูยองขี้โกงเล็กน้อย ตอนที่ไปขอให้แม่ของนิชคุณช่วย เขารู้ว่ากว่านิชคุณจะเลิกงานก็ดึกแล้ว ถ้าไม่มาหาที่ออฟฟิศ วันนี้พวกเขาก็คงไม่ได้เจอกัน แต่ห้องทำงานของลูกชายท่านประธานก็ใช่ว่าใครจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าขึ้นไปได้ เขาถึงขอให้คุณป้าช่วยแทรกนัดให้เขาเข้าพบนิชคุณไว้ให้ เขายื่นบัตรนักเรียนที่ล้อบบี้ และแจ้งชื่อว่าเขานัดพบนิชคุณเอาไว้

เห็นได้ชัดว่าแม่ของนิชคุณโทรมาบอกเลขาที่หน้าห้องนิชคุณไว้แล้ว เมื่อเขาขึ้นมาถึง เธอถึงบอกเขาว่านิชคุณติดประชุมอยู่ และเปิดประตูให้เขาเข้าไปนั่งรอในห้อง

อูยองวางห่อผ้าซึ่งผูกกล่องข้าวไว้บนโต๊ะรับแขกก่อนจะนั่งลงที่โซฟาสีดำตัวยาว ซึ่งหันหน้าเข้าหาโต๊ะทำงานของนิชคุณ ด้านหลังเป็นกระจกหน้าต่างบานใหญ่เผยให้เห็นท้องฟ้าข้างนอกที่มืดคล้อยลงแล้ว ถึงเจ้าของโต๊ะจะไม่อยู่ แต่ภาพที่อูยองนึกถึงก็ทำให้เขายิ้มออกมา พี่ชายของเขาจะเป็นผู้ใหญ่ขนาดไหนกันนะเวลาที่นั่งอยู่บนโต๊ะตัวนี้

เขานั่งอยู่สักพักก่อนที่เลขาของนิชคุณจะกลับเข้ามาพร้อมแก้วน้ำเย็น

“คุณอยากให้ฉันแจ้งคุณนิชคุณมั้ยคะ ว่าคุณอูยองรออยู่ที่ห้อง” เธอเอ่ยถาม เพราะไม่แน่ใจว่าเจ้านายตัวเองจะกลับเข้ามาเมื่อไหร่

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ” อูยองปฏิเสธ เพราะเขาตั้งใจจะมาเซอร์ไพร้ส์นิชคุณนี่นา ถ้าบอกไปก่อนนิชคุณก็ไม่เซอร์ไพร้ส์น่ะสิ

“ถ้าคุณต้องการอะไร บอกฉันได้นะคะ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับออกไป

อูยองมองแสงสลัวของท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปจนมืดสนิท เขามองเห็นไฟจากตึกตรงข้ามที่ค่อยๆปิดลงไปทีละดวงทำให้เห็นเป็นบานกระจกสีขาวดำสลับกัน ชั้นที่อยู่ถัดลงไปกลายเป็นสีดำทั้งชั้นแล้ว และชั้นที่อยู่ในระดับเดียวกันก็เหลือไฟอยู่เพียงห้องเดียว ในขณะที่เขากำลังสนใจกับแสงไฟเหล่านั้น เสียงเคาะประตูก็ทำให้เขาหันกลับไป รอยยิ้มกว้างระบายขึ้นมาในทันทีเมื่อคิดถึงคนพี่ของตน แต่คนที่เดินเข้ามากลับกลายเป็นเลขาสาวของนิชคุณ

“ฉันต้องขออนุญาตกลับก่อนนะคะ” เธอเอ่ยอย่างเกรงใจ “ให้ฉันโทรบอกคุณนิชคุณมั้ยคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ถ้าเขารู้ว่าคุณรออยู่ เขาคงรีบมาหา”

“ไม่เป็นไรครับ ผมขอรอต่ออีกสักหน่อย พี่กลับก่อนเถอะครับ”

เสียงประตูปิดลงอีกครั้ง และห้องก็กลับมาเงียบสนิทจนน่าอึดอัด เขาจึงลุกขึ้นยืน และเดินไปที่หน้ากระจกหน้าต่างหลังโต๊ะทำงานของนิชคุณ อูยองจ้องมองออกไปข้างนอก ที่ห้องเดียวของตึกตรงข้ามซึ่งยังคงเปิดไฟอยู่จนกระทั่งแสงไฟในห้องนั้นดับลง เขามองนาฬิกา และพบว่ามันเป็นเวลาเกือบจะสี่ทุ่มแล้ว เขาหันกลับไปมองที่ประตูห้องอีกครั้งคาดหวังให้นิชคุณเดินเข้ามา แต่มันยังคงนิ่งสนิท สายตาของอูยองกวาดไปรอบห้อง จนสะดุดที่รูปบนโต๊ะของนิชคุณ เขาเคยเห็นรูปใบนั้นมาแล้ว รูปที่เสียบอยู่ในหนังสือของนิชคุณตอนที่กลับมาเกาหลี วันนี้ถูกนำใส่กรอบและวางไว้บนโต๊ะทำงาน อูยองมองเห็นรอยยิ้มของนิชคุณในรูป และทำให้เขายิ้มออกมาอีกครั้ง

“เอ๊..” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อรู้สึกคุ้นตากับชายหนุ่มอีกคนในภาพ ชายหนุ่มชาวเอเชียที่นิชคุณโอบไหล่อยู่ ผู้ชายคนนั้นดูคล้ายนักร้องที่ชื่อจุนโฮเลยไม่ใช่หรอ

อูยองกำลังจะเดินไปที่โต๊ะเพื่อดูภาพนั้นใกล้ๆ แต่ประตูก็เปิดออกเสียก่อน อูยองหยุดเดินและฉีกยิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่ก้าวเข้ามา

“พี่คุณ”

“อูยอง..”

อูยองหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของนิชคุณ คนตัวเล็กเดินออกไปหาก่อนจะสวมกอดร่างสูงด้วยความคิดถึง มือเล็กโอบรอบเอวของคนพี่ ก่อนจะแนบแก้มกลมลงบนไหล่กว้าง

“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มีอะไรรึป่าว”

“สุขสันต์วันครบรอบร้อยวันนะครับ”

“หืมม ร้อยวัน?”

อูยองหัวเราะ เขาไม่แปลกใจหรอกที่นิชคุณจะจำไม่ได้ เล่นทำงานลืมวันลืมคืนซะขนาดนี้ เขาไม่ได้น้อยใจอะไร เพราะเขาไม่ได้คาดหวังให้นิชคุณต้องมาจดจำในเรื่องเล็กๆน้อยๆไปเสียหมด เขาเพียงแค่ต้องการให้พวกเขาได้อยู่ด้วยกันในวันนี้เท่านั้นก็พอ

“ร้อยวันที่เราคบกันไงครับ”

“งั้นหรอ” นิชคุณพึมพำ มือหนาวางลงบนแผ่นหลังของอูยองที่โอบกอดเขาไม่ยอมปล่อยอย่างแผ่วเบา สัมผัสเบาๆทำให้หัวใจของอูยองอบอุ่นขึ้นมา

“ฮยองทานอะไรรึยังครับ ผมทำอาหารมาให้ ทานด้วยกันนะครับ”

“นายล่ะ”

ร่างเล็กส่ายศีรษะอยู่ในอ้อมแขน

“ผมรอทานพร้อมกัน”

“อูยอง..”

อูยองเงยขึ้นสบตาของนิชคุณ ดวงตากลมสดใสเปล่งประกายที่เต็มไปด้วยความสุข

“ครับ”

นิชคุณลูบศีรษะของอูยองอย่างช้าๆ

“ไม่มีอะไรหรอก ทานข้าวกันเถอะ”

 

“มันไม่ร้อนแล้ว อาจจะไม่ค่อยอร่อยนะครับ” อูยองบ่นอุบอิบตอนที่จัดอาหารบนโต๊ะ

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันกินได้ นี่นายทำเองหมดเลยหรอ”

อูยองเม้มปากลงเล็กน้อย ก่อนจะสารภาพอย่างเคอะเขิน เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เขาขอให้แม่ของนิชคุณช่วย ไม่ใช่แค่ทำให้เขาขึ้นมาบนตึกได้ แต่เขายังขอให้ช่วยสอนเขาทำอาหารอีกด้วย “ซุปนี้คุณป้าช่วยทำน่ะครับ แต่คิมบับ กับไข่ม้วนนี่ผมทำเองนะ”

อูยองยื่นข้าวห่อสาหร่าย กับไข่ม้วน ที่ตัวเองม้วนมากับมือให้นิชคุณชิม คนโตกว่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนจะหยิบมาเคี้ยวจนแก้มตุ่ย

“อร่อยมั้ยครับ ใช้ได้มั้ย”

“อร่อย” นิชคุณหัวเราะเมื่อเห็นดวงตาคู่เล็กพยายามเบิกโตเพื่อรอคำตอบ

“อร่อยใช่มั้ยครับ” อูยองยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

“นายเองก็กินด้วยสิ หิวแย่แล้ว” นิชคุณคีบอาหารให้อูยองด้วยความเคยชินที่คอยดูแลมาตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้แก้มกลมแดงเรื่อขึ้นมา

 

“รอก่อนนะ เดี๋ยวกลับบ้านด้วยกันนะ” นิชคุณพูดเมื่อพวกเขาทานเสร็จ เขายังต้องเคลียร์งานและส่งเมล์อีกนิดหน่อย ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เขานั่งพิมพ์งานในคอมพิวเตอร์ได้สักพัก ก่อนจะเงยขึ้นมองอูยองที่นั่งรออยู่บนโซฟา ร่างเล็กเก็บโต๊ะ และเช็ดทำความสะอาดอย่างเงียบๆ เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามันครบร้อยวันมาแล้ว เพราะเขามัวแต่ทำงานหรอ หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ใส่ใจ เพราว่าเขาไม่เคยมองเห็นอูยองในฐานะของคนรักเลย เขาแค่ทำเรื่องโง่ๆไปตามอารมณ์ที่อยากเอาชนะคนๆนั้นเท่านั้นเอง แล้วทำไมอูยองถึงต้องทนกับความเหงา ของการมีแฟนที่ไม่ใส่ใจอย่างเขา มาได้ถึงร้อยวัน โดยไม่ปริปากบ่นว่าอะไรเขาเลยสักคำ

“ขอโทษนะ” นิชคุณพูดออกไป

อูยองเอียงศีรษะเล็กน้อยเมื่อได้ยิน

“ขอโทษที่ไม่ค่อยมีเวลาให้เลย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ฮยองต้องทำงานนี่นา”

นิชคุณยิ้มอย่างเศร้าๆ

“ไว้เราไปเที่ยวกันมั้ย” นิชคุณยิ้มออกมากลบกลืนความเศร้าเมื่อครู่นี้

“ไปได้หรอครับ”

“ได้สิ วันเสาร์นี้มั้ย นายอยากไปไหนดีล่ะ”

อูยองยิ้ม

“เป็น..การเดทรึป่าวครับ”

“อืม ไปเดทกัน” นิชคุณพยักหน้าให้คนตัวเล็ก

 

รถสปอร์ตสีดำวิ่งเข้าไปในคอนโดหรูติดริมแม่น้ำฮัน ชายหนุ่มเจ้าของรถสวมชุดสีดำทั้งชุดพร้อมทั้งแว่นดำและหมวกสีดำสนิท มีเพียงผิวสีขาวซีดที่โผล่เป็นให้เห็นเป็นรอยขีดตรงรอยขาดของกางเกงยีนส์บริเวณหัวเข่า ชายหนุ่มจอดรถ และคว้าถุงซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของแบรนด์เนมจากเบาะหนังสีแดงออกจากรถ

“นายไปไหนมา ทำไมไม่รับสาย” เสียงของฮวังชานซองผู้จัดการส่วนตัวของเขาถามขึ้นมาในทันทีที่เขาเข้ามาในห้องพักของตัวเอง

“ไร้มารยาท” จุนโฮเหลือบมองชานซองที่เข้ามาเปิดทีวีเสียงดังในห้องเขา ทั้งๆที่เขาไม่อยู่

จุนโฮเดินผ่านชานซองอย่างไม่สนใจอะไร เขาเดินเข้าไปในห้องนอน แล้วโยนของที่ซื้อมาลงบนเตียง วันนี้เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนที่เขาไม่มีงาน เขาขับรถออกไปเองแต่เช้า และซื้อของเหมือนคนบ้า จุนโฮถอดหมวกและแว่นออก ปล่อยให้มันร่วงลงไประเกะระกะบนพื้น

ชายหนุ่มจ้องมองกล่องใส่กระเป๋าราคากว่าห้าล้านวอนที่ตัวเองเพิ่งซื้อมา ก่อนจะรู้สึกขยะแขยงจนไม่อยากแตะต้อง เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนจะโยนมันใส่ผนัง กล่องสีส้มดำกระทบกับผนังห้องและเปิดออก กล่องกระดาษบุบยับหล่นคว่ำลงกับพื้น ของที่ถูกห่อไว้อย่างดีกระเด็นออกมาราวของที่ไร้ค่า ดวงตาของเขาร้อนผ่าว เมื่อเขาเริ่มรื้อข้าวของ และโยนมันทิ้งด้วยความรังเกียจ

เสียงโครมครามทำให้ชานซองวิ่งเข้ามาในห้อง

“จุนโฮ จุนโฮ เกิดอะไรขึ้น” ร่างสูงตระโกนอย่างตระหนก เขาวิ่งปรี่เข้าไปจับตัวจุนโฮไว้ ตอนที่จุนโฮพยายามจะฉีกเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาทิ้ง

“นายเป็นบ้าอะไร เกิดอะไรขึ้น”

เนื้อตัวของจุนโฮสั่นเทา

“ชานซอง ชานซองดูสิ” จุนโฮมองข้าวของมากมายที่กองระเนระนาดอยู่ในห้อง “ฉันมีทุกอย่างแล้วใช่มั้ย ฉันมีชื่อเสียง ฉันมีคนที่รักฉันตั้งมากมาย ฉันมีทุกอย่างที่ฉันอยากได้ แต่ชานซองอ่า.. ทำไม”

นัยตาแดงก่ำหันมาสบตาของเขา

“ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเลย”

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงจากหางตาของจุนโฮ ก่อนที่หยาดหยดอื่นๆจะไหลพร่างพรูตามออกมา แต่จุนโฮกลับยิ้มออกมา ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมาจากมุมปาก

“ฉันมันก็ไม่ต่างกับปีศาจเลยใช่มั้ยล่ะ ฉันที่เหมือนกับว่าได้ขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว เพื่อให้ความฝันของฉันเป็นจริง ฉันยอมแลกมันกับทุกอย่าง แม้แต่หัวใจของฉันเอง”

ชานซองหลับตาลงอย่างเจ็บปวด อาจจะเป็นเพราะเขาอยู่เคียงข้างจุนโฮมาตลอด ทำไมเขาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของจุนโฮในตอนนี้ เขารับรู้ถึงความทุ่มเทต่อการเป็นนักร้องของจุนโฮมาตั้งแต่วันแรกที่จุนโฮก้าวเข้ามาในประเทศเกาหลี ความฝันหนึ่งเดียวที่จุนโฮยอมได้ทุกอย่าง ในขณะเดียวกันเขารับรู้ว่าหัวใจของจุนโฮกำลังแตกสลาย

“อย่าคิดอย่างนั้นสิ นายไม่ใช่ปีศาจ นายคือฮีโร่” ชานซองดึงตัวจุนโฮมากอดไว้ “นายเป็นฮีโร่ ที่มีความฝันเป็นพลังวิเศษ”

เพราะว่าจุนโฮตัวเล็กกว่าเขามาก ร่างเล็กในอ้อมแขนถึงจมเข้าไปแนบอก เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เหมือนเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด

 

“นายจะทิ้งฉันไปได้ยังไง ชานซอง นายไม่มีสิทธิ์จะทิ้งฉันไปตอนนี้นะ” คนตัวเล็กโวยวาย ขณะที่กอดเขาไว้แน่น

“ไม่เอาสิ นายจะร้องไห้ทำไม นายกำลังจะได้เดบิ้วต์นะ”

“นายก็เหมือนกัน เราต้องได้เดบิ้วต์ด้วยกันสิ”

ชานซองยิ้ม พวกเขาเคยเป็นเด็กฝึกด้วยกัน พวกเขาถูกฟอร์มวงขึ้นมาหลายครั้ง แต่บริษัทก็ยังคงไม่พอใจ จนสุดท้ายเมื่อจุนโฮออดิชั่นเข้ามา เพราะความสามารถของจุนโฮที่โดดเด่น ทั้งๆที่เข้ามาทีหลัง จุนโฮกลายเป็นคนที่มีความน่าจะเป็นที่จะถูกเลือกให้เดบิ้วต์มากที่สุด มีการฟอร์มวงขึ้นใหม่ แต่เด็กฝึกเก่าๆหลายคนไม่พอใจและลาออกไป ทำให้สุดท้ายการเตรียมเดบิ้วต์เป็นวงบอยแบนด์ก็ล้มเหลว บริษัทมีแผนจะเดบิ้วต์ศิลปินเดี่ยวแทน และคนๆนั้นไม่ใช่เขา แต่คือจุนโฮ ซึ่งเป็นคนที่มีศักยภาพมากที่สุด

เขารู้ว่าเขาจะไม่ได้เดบิ้วต์ ถ้าหากว่าจุนโฮยอมเป็นศิลปินเดี่ยวแล้ว เขาไม่เก่งพอที่จะเป็นศิลปินเดี่ยว เขาแก่เกินกว่าจะร่วมวงกับเด็กฝึกใหม่ๆ แต่เขาก็รู้ว่าจุนโฮจะไม่ยอมเดบิ้วต์คนเดียวหรอก และคงต้องติดอยู่กับเขาจนกว่าบริษัทจะหาคนขึ้นมาฟอร์มวงขึ้นมาใหม่ได้ พวกเขากำลังจะจับมือกันเดินเข้าหากำแพงที่ไร้ทางออก นอกเสียจากว่าเขาจะเป็นคนยอมแพ้ไปเสียเอง

“ฉันไม่อยากเป็นนักร้องแล้ว” ชานซองพูดขึ้น เขาลาออกหลังจากการเป็นศิลปินฝึกหัดมาห้าปี มันน่าใจหาย แต่มันก็คงเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น

“นายจะมาทิ้งความฝันเอากลางทางอย่างนี้ได้ไง”

“เพราะว่ามีอย่างอื่นที่ฉันอยากรักษาเอาไว้มากกว่า” ชานซองตอบ

 

ชานซองปล่อยให้จุนโฮได้ร้องไห้ออกมา เขาไม่รู้ว่าจุนโฮทนอัดอั้นมานานขนาดนี้ได้ยังไง เด็กหนุ่มคนนี้ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่ไม่รู้จักหยุดพัก หัวใจที่พยายามทำว่าเข็มแข็ง ก็คงเหนื่อยล้าลงเต็มที อ้อมแขนที่แข็งแรงโอบพยุงร่างที่สั่นโยนไว้ เขาไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ แต่ร่างที่สะอื้นไห้จนตัวโยนก็ค่อยๆนิ่งสงบลงในที่สุด จุนโฮมองเหม่อออกไปบนแม่น้ำซึ่งกำลังเคลื่อนไหว

“ชานซอง ถ้านายเจอฉันในอนาคต ฝากถามเขาทีได้มั้ย ว่าเขามีความสุขรึป่าว ชีวิตของเขาสุขสบายดีใช่มั้ย ถามเขาที ว่ามันคุ้มค่า กับสิ่งที่ฉันเสียไปในตอนนี้”

 

 

 

 

 

Note: มาอีกล้าว ช่วงนี้ขยัน พาร์ทนี้แต่งแบบท๊อปฟอร์มมากจริงๆ จบภายในคืนเดียว
ทีไอ้ตอนที่แล้วเขียนจนข้ามปีข้ามชาติไม่จบสักที 5555
จะพยายามอัพให้ได้เดือนละครั้ง – สองครั้งนะ ถ้าท๊อปฟอร์มมากๆก็จะอัพให้ทุกอาทิตย์นะคะ สู้ไปด้วยกันนะ

สำหรับ hashtag ที่เคยขอให้ช่วยคิด เราขอใช้ #RainFallKW นะคะ ขอบคุณที่คิดให้น้าา
อารมณ์แบบ skyfall 007 มาก ได้ยินเสียงนายแม่อเดลขึ้นมาเลย Let the rain fall, when it crumbles.. ผิดๆ
ใครอยากพูดคุย ก่นด่า ตัดพ้อในทวิต ก็ติดแท้กนี้ได้เลยจ้า

ส่วนคอมเม้นในบล้อก เผื่อบางคนยังไม่รู้
เราล็อกไว้นะคะ คือเม้นได้ เม้นติดแน่นอน แต่มันยังไม่โชว์ทันที
โดยเราจะเข้าไป approve ให้แสดงทีหลังค่ะ แต่ทันทีที่ทุกคนคอมเม้น มันจะส่งเมล์หาเราอยู่แล้ว

ถ้ากลับไปดูในบล้อกเอ็กทีน มันจะมีคอมเม้นภาษาแปลกๆอยู่น่ะ
เราไม่ค่อยชอบอะ ขอใช้วิธีนี้ละกันนะคะ ขอโทษที่ยุ่งยากไปนิสนะ

note จะยาวกว่าฟิคละ ไปละคะ แล้วเจอกันใหม่:)

 

 

[Fiction] Let The Rain Fall 11/?

letitrain

 

อูยองถือแก้วน้ำส้มที่นิชคุณหยิบมาให้ตอนที่บริกรพยายามจะเสิร์ฟไวน์และแชมเปญให้กับเขา แก้วน้ำเย็นเริ่มมีหยดน้ำผุดพรายเมื่อความเย็นจับกับไออุ่นจากร่างกายของเขา เขาค่อยๆจิบมันแก้อาการเก้อเขิน ขณะที่ยืนอยู่ตามลำพัง เขาไม่รู้จักใครสักคน และรู้สึกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศงานแบบนี้เลย นิชคุณผละไปรวมกลุ่มคุยกับคนอื่นๆที่ล้วนแต่เป็นทายาทนักธุรกิจ เท่าที่เขารู้มันเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล ที่ครอบครัวของนิชคุณเป็นผู้บริจาคคนสำคัญ และนิชคุณต้องการให้เขามาด้วย ในฐานะคนของหรเวชกุล

“ขอโทษนะ ที่มันน่าเบื่อไปหน่อย” นิชคุณเดินกลับมาหาเขา พร้อมกับถอนหายใจ ทำให้อูยองยิ้มออกมา ก็ดูสิ เมื่อกี้พี่ชายเขาคนนี้ยังยืนพูดคุยด้วยภาพลักษณ์ที่สมเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง แล้วพอเดินกลับมาหาเขาดันทำหน้าอยากจะงอแงใส่เขาซะได้ “ฉันเองก็ไม่ชอบงานแบบนี้เท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรครับ” อูยองตอบ คนที่ดูจะเบื่อยิ่งกว่าเขา ก็คงจะเป็นนิชคุณนี่แหละ

“หิวมั้ย”

“ก็นิดหน่อย” อูยองอมยิ้มเล็กๆ รู้ว่าคนที่หิวน่ะ ไม่ใช่เขาหรอก แต่เป็นนิชคุณต่างหากล่ะ

“เรารีบๆเข้าไปข้างในเถอะ งานจบแล้วเราจะได้ออกไปหาอะไรกินกันฉันหิวจะแย่ อาหารที่นี่ไม่ได้ครึ่งกระเพาะเลย” นิชคุณพูดพลางมองอาหารแบบค็อกเทลที่ถูกจัดเป็นคำเล็กๆวางเรียงบนโต๊ะ

อูยองหัวเราะ เขาชอบที่นิชคุณเป็นอย่างนี้ เป็นแค่คุณฮยองที่ผ่อนคลายเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา อูยองก้าวตามนิชคุณ ที่เดินนำเขาเข้าไปในฮอลซึ่งเป็นสถานที่จัดการแสดง มือเล็กของเขาถูกมือใหญ่กุมไว้อย่างหลวมๆให้เดินไปพร้อมกัน มันทำให้เขาสงสัย คุณฮยองจะรู้บ้างมั้ย ว่าทำให้เขาตกหลุมรักได้อีกแล้ว และบางทีเขาอาจจะรักจนไม่รู้จะหยุดรักได้ยังไงอีกแล้วก็ได้

 

พวกเขาได้นั่งเกือบติดเวที เพราะเป็นแขกวีไอพี จากตรงนี้พวกเขาสามารถมองเห็นศิลปินที่ผลัดกันขึ้นมาร้องบนเวทีได้อย่างชัดเจน ศิลปินที่มาร่วมงานล้วนแต่เป็นศิลปินที่กำลังโด่งดังและมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนี้ นักร้องสาวคนหนึ่งเพิ่งขับร้องจบไป เสียงปรบมือดังขึ้น ขณะที่ดวงไฟหรี่มืดลง อูยองเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย คนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงได้อย่างง่ายดาย เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนผู้ชายคนนี้ไม่ใช่หรอที่บอกให้เขาถอยห่างไป คนๆนี้ไม่ใช่หรอ ที่บอกให้เขาไม่ให้รัก แต่วันนี้กลับชวนให้เขามาด้วยกัน นั่งอยู่เคียงข้างกัน นี่จางอูยองฝันอยู่รึเปล่านะ เขาควรจะตื่นรึยัง ไม่หรอก ถ้านี่เป็นความฝัน จางอูยองก็ควรจะหลับตาให้สนิท และยืดเวลาแห่งความฝันนี้ออกไปให้นานที่สุด

เสียงเปียโนบรรเลงทำนองที่คุ้นหู ทำให้อูยองหันกลับไปมองบนเวทีที่ค่อยๆสว่างขึ้น เขาจดจำทำนองของมันได้ดี เพราะตั้งแต่วันนั้น ที่เขาเห็นนิชคุณซื้ออัลบั้มกลับไป เขาเองก็หยิบอัลบั้มนี้มาฟังเป็นประจำ เพราะมันเป็นเพลงที่นิชคุณชอบไม่ใช่หรอ แสงสปอตไลท์สว่างขึ้นจับใบหน้าของคนที่นั่งหลังเปียโนให้เขาเห็นอย่างชัดเจน

“จุนโฮนี่..” อูยองเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนที่นั่งอยู่หลังเปียโนหลังใหญ่สีขาวนวล

นิชคุณปรบมือต้อนรับศิลปินที่ปรากฎตัวขึ้นบนเวที ไปพร้อมๆกับคนอื่นในฮอลล์

“เพลงๆนี้ เป็นเพลงพิเศษสำหรับผม” จุนโฮเอ่ย ขณะบรรเลงเปียโน “เป็นเพลงที่ผมอยากมอบให้แก่คนที่ผมรักที่สุด”

นิชคุณกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาจดจำเพลงนี้ได้ดี จดจำได้ในทุกๆท่วงทำนองของมัน

 

“ลองฟังดูสิ” นิ้วมือขาว ใส่หูฟังให้เขา ก่อนจะปีนขึ้นมานั่งบนตัก และเผชิญหน้ากับเขา จุนโฮฮัมเพลงเบาๆตามทำนองที่จับได้จากเสียงที่ลอดออกมาจากหูฟัง

“เป็นยังไง เป็นยังไงบ้าง” จุนโฮถามอย่างกระตือรือร้น

“น่ารัก” นิชคุณยิ้ม

“หมายถึงเพลงสิ ไม่ใช่ฉัน”

“ฉันก็หมายถึงเพลงไง อย่าหลงตัวเองคิดว่าฉันชมนายสิ”

จุนโฮส่งเสียงในลำคอ ดึงหูฟังข้างซ้ายหลุดออกมา นิชคุณเบี่ยงหลบทันก่อนที่จุนโฮจะสามารถดึงอีกข้างหนึ่งได้ ร่างเล็กทำหน้าแง่งอนยิ่งดูน่ารัก จนนิชคุณอดไม่ได้ที่จะรวบตัวมากอด กลิ่นกายหอมอ่อนๆยั่วยวนให้จูบลงบนลำคอขาวเนียน เขาดูดดึงเบาๆจนเป็นรอยแต้มสีกุหลาบ

“นิชคุณ..” กลีบปากสีแดงร้องครางออกมา ยิ่งฟังดูเย้ายวน ให้ทำมากกว่านี้ไปอีก

“เสียงของนายเพราะที่สุดเลยรู้มั้ย” แก้มเนียนคลอเคลียฝ่ามือหนา เมื่อนิชคุณใส่หูฟังอีกข้างให้ นิชคุณโน้มใบหน้าของคนบนตักลงเพื่อจูบริมฝีปากสีแดงฉ่ำ เคล้าคลึงเข้าไปในโพรงปากร้อนผะผ่าว เรียวลิ้นของพวกเขาโรมรันในขณะที่เสียงหวานของจุนโฮขับกล่อมผ่านบทเพลงในหูฟัง นิชคุณสอดมือเข้าไปในเสื้อของจุนโฮ เล้าโลมผิวกายนุ่มลื่นบนลำตัวเพรียวบาง ลมหายใจกระเส่าขาดห้วงเมื่อเขาผละออก

“ฉันแต่งเพลงนี้ให้นายนะ” จุนโฮกระซิบเสียงแตกพร่า “มันเป็นเพลงของนาย นิชคุณ”

“ทำให้ฉันนึกถึงนายทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้สิ” นิชคุณเอ่ยยั่วยวน มือหนาเลื่อนลงต่ำ จากแผ่นหลังไล้ตามสะโพกที่ผายออก ก่อนจะสอดเข้าไปในกางเกงบ็อกเซอร์ สัมผัสแก้มก้นกลมกลึง

คนบนตักกัดริมฝีปากล่าง ราวกับกำลังสกัดกลั้นอารมณ์วาบหวิวที่พลุ่งพล่านของตัวเอง เขาก้มลงเพื่อจูบนิชคุณ ปากอิ่มดูดดึงกลีบปากของนิชคุณราวเด็กเอาแต่ใจเพื่อขอทางเข้าไปภายใน จุนโฮรุกเร้าอย่างร้อนแรง ในขณะที่นิชคุณลูบไล้บนเรือนร่างโค้งเว้าอย่างหลงใหล ดวงตาของนิชคุณแทบพร่าเบลอ เมื่อเสียงร้องในหูฟังเป็นเสียงจุนโฮขึ้นเสียงร้องสูงที่ชวนให้หัวใจสั่น

มันช่วยไม่ได้ที่เสียงของจุนโฮจะรุนเร้าอารมณ์ของเขา เขาอยากได้ยินมันอีก เสียงร้องครางสูงอย่างนั้น นิ้วมือเรียวยาวยกสะโพกของจุนโฮขึ้น ก่อนจะสอดสัมผัสเหนือปากทางรัก

“อ๊า” จุนโฮถอนริมฝีปากออกแล้วร้องครางออกมาด้วยความตกใจ เมื่อนิชคุณเข้าไปในกายโดยไม่คาดคิด นิชคุณหลับตาอย่างพึงใจ ขณะที่เสียงหวานครางฮือเมื่อนิ้วเรียวเคลื่อนลึกเข้าไปภายใน นิชคุณแทบไม่ได้ฟังเสียงเพลงแล้ว เพราะเสียงของคนบนร่างตอนนี้มันน่ายวนเย้าเสียยิ่งกว่า ร่างที่บิดเร้าไปมาบอกให้นิชคุณรู้ว่าจุนโฮกำลังจะทนไม่ไหวอยู่รอมร่อ

จุนโฮกรีดร้องไม่เป็นภาษา เมื่อนิชคุณหยุดและถอนนิ้วมือออก ดวงตาฉ่ำมีน้ำตาคลอหน่วย มองสบตาของเขาอย่างเว้าวอน นิชคุณปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลื่อนกางเกงของร่างบนตักให้หลุดต่ำ ผิวกายอ่อนนุ่มให้สัมผัสอุ่นวาบหวาม เมื่อแนบชิดบนเรือนร่าง ร่างบางสะดุ้งเกร็งเมื่อสวมรับกับแก่นกายที่ร้อนผ่าว ภาพของจุนโฮที่หลับตาพริ้มพร้อมกัดริมฝีปากเบาๆขณะขยับกายขึ้นลงอย่างช้าๆ ทำให้ดวงตาของนิชคุณพร่าเบลอ

“ฉันรักนายนะ” เสียงกระเส่าแหบพร่า มอบรักเคล้าคลอไปกับท่วงทำนองของบทเพลงรักที่จุนโฮมอบให้แก่นิชคุณ

 

เสียงแค่นหัวเราะเบาๆของนิชคุณเรียกสายตาของอูยองให้มองตอบกลับมาอย่างสับสน ชายหนุ่มจดจ้องใบหน้าที่ไร้เดียงสานั้น เขาใช้นิ้วมือเกลี่ยพวงแก้มนิ่มอย่างเบามือ เป็นเวลาเนิ่นนานสำหรับอูยองที่สัมผัสที่เหมือนกระแสไฟไล้บนพวงแก้ม อูยองหลับตาลง เมื่อนิชคุณเคลื่อนเข้าใกล้จนต่างฝ่ายต่างก็สามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของอีกคน

“ขอโทษนะ” นิชคุณพูด ก่อนจะประกบริมฝีปากลงบนกลีบปากเรียวบาง ร่างเล็กสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่มือหนาที่ลูบไล้บนพวงแก้มทำให้ร่างบางผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ เขาดูดดึงริมฝีปากฉ่ำหวานทีละนิด จนเรียวปากบางเผยอออก ขยับตอบรสสัมผัสที่เขามอบให้อย่างแผ่วเบา จางอูยองยังเด็ก ยังเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาเหลือเกิน ราวกลีบดอกไม้ที่เพิ่งแรกแย้ม บอบบาง จนน่าหวาดกลัวจะเป็นรอยช้ำได้ง่ายๆ ถ้าเขากดจูบแรงกว่านี้สักหน่อย เรียวปากที่สั่นเทาคงบวมช้ำ นิชคุณเลื่อนไล้ริมฝีปากบนกลีบปากสีกุหลาบอย่างอ่อนโยน เพราะดอกไม้ดอกนี้ยังเยาว์วัยนัก

ดวงตาฉ่ำปรือขึ้นจ้องมองเขา เมื่อนิชคุณถอนริมฝีปากออก เรียวปากฉ่ำเผยอออกเล็กน้อย ขณะที่ร่างเล็กหายใจหอบ พวงแก้มแดงก่ำสบสายตาของเขานิ่งงัน ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แม้กระทั่งเสียงบรรเลงเปียโนของคนบนเวทีที่อยู่ใกล้พอจะมองเห็นได้ทุกอย่างก็เงียบงันไปด้วยเช่นกัน นิชคุณเหยียดยิ้มบนริมฝีปาก เมื่อได้ยินเสียงของความเงียบดังขึ้นมาในฉับพลัน ท่ามกลางช่วงเวลาที่นิ่งสนิทนั้น มีเพียงรอยยิ้มของเขาที่เคลื่อนไหว ก่อนที่ร่างสูงจะโน้มลงขบเม้มบนกลีบปากสีแดงระเรื่อ รสสนิมอ่อนๆ ทำให้เขารู้สึกตัวว่าเผลอทำให้กุหลาบดอกน้อยบอบช้ำไปเสียแล้ว แต่กลิ่นคาวที่คละคลุ้งในโพรงปากกลับทำให้ดอกไม้ดอกนี้ยิ่งหอมหวาน

ถ้ามันเป็นอย่างนี้…นายจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่ฉันต้องเจ็บปวดมั้ย อีจุนโฮ?’

 

หัวใจของอูยองยังคงเต้นแรงจนแทบจะหลุดตลอดทางกลับบ้าน เขารวบรวมความกล้าหลายต่อหลายครั้ง เพื่อจะหันไปมองคนที่ขับรถอย่างนิ่งสงบ พวกเขาเพิ่งจูบกัน ความคิดที่วิ่งวนไปวนมาอยู่ในหัวของเขากำลังจะทำให้เขาแทบบ้า นิชคุณจูบเขาทำไม นิชคุณชอบเขางั้นหรอ อูยองหันไปมองนิชคุณอีกครั้ง นิชคุณที่ไม่ได้มีทีท่าจะสนใจอะไรมากไปกว่าถนนข้างหน้า ยิ่งทำให้เขาสับสนมากขึ้นไปอีก

อูยองกัดริมฝีปากเมื่อรถหยุดลงที่หน้าบ้าน กลีบปากของเขายังคงแดงก่ำจากแรงเคล้นคลึงที่ชวนวาบหวาม มันเป็นจูบแรกของเขา จากรักแรกของเขา เพราะว่าเป็นจูบแรก เพราะว่าเป็นนิชคุณ มันถึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เขาไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้

“พี่คุณ..” อูยองค่อยๆพูดออกมา เรียบเรียงไม่เป็นประโยค “จูบ..”

เขาได้ยินเสียงนิชคุณถอนหายใจอย่างแผ่วเบา

“เข้าบ้านเถอะ ดึกแล้ว”

“มันหมายถึงอะไรครับ” อูยองแตะที่ริมฝีปาก รสสัมผัสร้อนผ่าวยังคงอยู่ เขาต้องการคำตอบ

นิชคุณสบตาเขา สายตาที่จ้องมองกันปะปนทั้งความอ่อนโยน ความเสียใจ และความรู้สึกผิด ชั่วขณะหนึ่งอูยองรู้สึกได้ว่านิชคุณเสียใจที่จูบเขา และหัวใจของเขาก็กระตุกวูบไปเพราะความคิดนั้น

“ฉันบอกนายแล้วว่าอย่ารักฉัน”

“ผมขอโทษครับ ผมรักไปแล้ว” อูยองกัดริมฝีปากของตัวเอง เขาไม่สามารถโกหกความรู้สึกของตัวเองได้ เขารักนิชคุณไปแล้ว และยิ่งรักมากขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่เคยคิดว่าจะหยุดรัก แต่มันไม่มีสักวันที่เขาหยุดคิดถึงนิชคุณได้เลย

นิชคุณยิ้มออกมาบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดที่อูยองเคยเห็น นิชคุณดึงตัวเขาไปกอดไว้อีกครั้ง เหมือนวันที่กอดเขาบนชิงช้าสวรรค์ อ้อมกอดของคนเป็นพี่ที่พยายามจะปลอดประโลมหัวใจของเขา

“ถึงแม้ว่าฉันจะทำนายต้องเจ็บปวดน่ะหรอ”

“เพราะการเลิกรัก มันทำให้ผมเจ็บปวดมากกว่า” อูยองยิ้ม เขาหลับตาลงในอ้อมกอดของนิชคุณ สูดกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ที่กำลังกล่อมจิตใจของเขาให้สงบ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้นิชคุณ ตั้งแต่วันที่เขาเป็นเด็ก ตั้งแต่วันที่เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันคืออะไร แต่การอยู่ใกล้ๆนิชคุณ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายได้เสมอ ถ้ามีนิชคุณอยู่ด้วย เขาก็ไม่กลัวอะไรอีก ถ้ามีนิชคุณอยู่ด้วย เขาก็ไม่กลัวที่จะเจ็บปวด

“นายชอบฉันมากเลยหรอ”

อูยองอมยิ้ม เขาพูดออกไปได้ใช่มั้ย เขาบอกรักนิชคุณได้แล้วจริงๆใช่มั้ย

“มากๆเลยครับ”

“ไม่ว่ายังไงก็จะยังรักฉันงั้นหรอ”

อูยองสบตาของนิชคุณ เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวที่จะพูดมันออกไป

“ครับ ไม่ว่ายังไงก็จะรัก”

อูยองไม่เห็นว่าภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทของนิชคุณกำลังร้อนผ่าว ลำคอของนิชคุณขมปร่า นิ้วมือของเขาสั่นเทา เพราะเขากำลังบดขยี้ดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานด้วยมือของเขาเอง

“งั้นก็เอาสิ” นิชคุณลูบศีรษะของอูยอง เสียงทุ้มต่ำกระซิบอย่างแผ่วเบา “อยู่ข้างๆฉัน เป็นคนรักของฉัน… และเจ็บปวดไปด้วยกัน”

 

 

 

 

Note: ยังมีคนอ่านอยู่มั้ยนะ

นี่เพิ่งจบช่วงอินโทร ยังเหลือเรื่องอีกยาววววเลย 5555555

ปล. เขียนฟิคมาตั้งแต่ยุคโบราณ เห็นเดี๋ยวนี้เขามีแฮชเท็กกันด้วยอะ คิดแท็กให้เรื่องนี้หน่อยสิ อยากมีบ้างอะค่ะ ><”

 

 

Tracking No. Sweet Sorrow Fiction

สมพร RK059408483TH
นิลาวัลย์ RK059408497TH
ปินะนัดดา RK059408506TH
พาชื่น RK059408510TH
วิภาวดี RK059408523TH
อรุณสินี RK059408537TH
เพ็ญพร RK059408545TH
วีร์ทิมา RK059408554TH
วารีทิพย์ RK059408568TH
เกสินี RK059408571TH
นัชชา RK059408585TH
นิราวดี RK059408599TH
ทัศนนันท์ RK059408608TH
เบญญาภา RK059408611TH
อังศวีร์ RK059408625TH
วรัญญู RK059408639TH
กัลยาณี RK059408642TH
กอบกนก RK059408656TH
ชัยวัตน์ RK059408660TH
ณัฐนรินทร์ RK059408673TH
อรการ RK059408687TH
นิสาลักษณ์ RK059408695TH
ปาลิดา RK059408700TH
สิริลักษณ์ RK059408713TH

*หากชื่อใครตกหล่น รบกวนติดต่อกลับทันทีเลยนะคะ

 

 

 

[Fiction] Let The Rain Fall 10/?

 

มินจุนรู้ว่าเขาไม่ควรประหลาดใจ หากว่าเขากลับมาที่หอพักแล้วจะไม่เจอรูมเมทของเขา เขาคาดหวังอะไรล่ะ ให้แทคยอนนั่งรอเขาอยู่แต่ในห้องน่ะหรอ คนที่ไม่แม้แต่จะโทรมาหา หรือส่งข้อความมา เมื่อรู้ว่าเขาหายไป ทั้งๆที่ตอนนั้น… มินจุนกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ทำไมต้องมาจูบเขา ทำไมต้องมาพูดอย่างนั้นกับเขา ทำเหมือนว่าเขาเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไร ทั้งๆที่ตัวเองก็ทำตัวเดาไม่ถูกอย่างนี้ เขาคิดจนหัวเขาจะระเบิด ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องรู้หรอก คำพูดของแทคยอนในวันนั้น ราวกับเป็นแค่คำพูดพล่อยๆที่ไร้ความหมาย ทิ้งระเบิดไว้ที่เขา แต่ตัวเองกลับทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหัวเสีย มันก็แค่นั้นแหละ

หลังจากไปอยู่กับจินอุนแล้ว เพราะว่าเขาเกรงใจคุณแม่ของจินอุนที่เขามักจะกลับบ้านดึก เขาจึงย้ายไปนอนที่สตูดิโอของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เขามีเวลาทำเพลงมากขึ้น และโซฟาที่นั่นก็ถือว่านอนสบายเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังต้องกลับมาที่หออาทิตย์ละครั้งสองครั้ง เพื่อนำเสื้อผ้ามาซัก และเก็บเสื้อผ้าชุดใหม่ไปใช้สำหรับอีกอาทิตย์ถัดไป เขากำลังหยิบเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้ที่เอามาด้วย ตอนที่แทคยอนกลับเข้ามา

แทคยอนทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาทักเขา แต่โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นก่อน

“อ่อ ฉันลืมกระเป๋าตังค์น่ะ เดี๋ยวออกไป รอหน่อยนะเจส”

โดยที่ไม่รู้ตัว มินจุนกระแทกลิ้นชักตู้เสื้อผ้ากลับเข้าไป เขาหันไปมองร่างสูงซึ่งเดินคุยโทรศัพท์พร้อมกับหยิบกระเป๋าตังค์จากหัวเตียง และดูเหมือนว่าแทคยอนจะรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง แทคยอนหันกลับมา มินจุนยักไหล่ แทคยอนทำปากบุ้ยใบ้ว่าเขาต้องออกไปแล้ว มินจุนได้แต่พยักหน้า ขณะที่มองตามร่างสูงที่เดินออกไป โดยไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ

“ใช่ว่าฉันจะสนใจอะไรนายนักหรอกนะ” มินจุนพูดเมื่อประตูปิดลง ไม่ได้อยากให้พูดด้วยสักหน่อยนี่

มินจุนเก็บกระเป๋าจนเสร็จ เขาสะพายเป้ไว้บนหลัง หันมองความเรียบร้อยของห้อง ก่อนจะบิดลูกบิดประตูให้เปิดออก เพื่อเดินออกไป แต่บานประตูกลับถูกกระชากให้เปิดออกเสียก่อน ร่างสูงใหญ่ของแทคยอนยืนขวางบานประตูไว้จนหมดทางเดิน

“ฟังนะ” แทคยอนพูดพลางหายใจหอบไปด้วย ราวกับเขาว่าเพิ่งวิ่งกลับขึ้นมาจากชั้นล่าง และจากเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าก็ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งวิ่งกลับขึ้นมาจริงๆ

“ฉันรู้ว่าฉันทำให้นายอึดอัด ฉันขอโทษด้วย ฉันไม่ควรที่จะบอกความรู้สึกของฉันกับนาย เพราะว่ามันไม่สำคัญเลย ฉันไม่สนใจว่านายจะไม่เคยรู้ว่าฉันคิดกับนายแบบไหน ฉันแค่.. นายไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้ ไม่ต้องอึดอัดที่จะอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกของฉันฉันจะจัดการเอง โอเคนะ? นายลืมมันไปเลยก็ได้”

“นายโยนระเบิดตู้มใส่ฉัน นายจะให้ฉันลืมมันง่ายๆอย่างนั้นเลยหรอ” มินจุนโวย ทั้งๆที่เขาคิดว่าเขาสงบขึ้นแล้ว และสามารถใช้ชีวิตแบบเลี่ยงๆกันอย่างนี้ได้จนเกือบเหมือนเป็นเรื่องปกติ จู่ๆเขาก็รู้สึกโมโหยิ่งกว่าเดิม

“ฉันรู้ๆ ฉันจะหยุดโอเคมั้ย ฉันจะไม่ทำให้นายอึดอัดอีก ฉันจะออกไปหาแฟนเป็นตัวเป็นตน ส่วนนาย เรื่องของอูยอง ฉันก็คอยเอาใจช่วยนะ ฉันจะเป็นกำลังใจให้ เราก็แค่… กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนกันเถอะนะ”

มินจุนมองจ้องใบหน้าที่อ้อนวอนของแทคยอน ก่อนที่เขาจะกลับเข้าห้องแล้วเหวี่ยงประตูปิดใส่หน้าหล่อๆของเจ้าบ้านั่นซะ

“มินจุน มินจุนอ่า” เสียงแทคยอนเคาะประตูเรียก ในขณะที่มินจุนพยายามนับลมหายใจเข้าออกของตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆหรอ กลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไปเป็นเพื่อนกัน และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีความรักของตัวเอง ทำไมเขาถึงยิ่งฟังยิ่งชวนให้น่าหงุดหงิด

“มินจุนอ่า” เสียงแทคยอนตะโกนโหยหวนอยู่ข้างนอกก็ไม่ได้ช่วยให้เขาใจเย็นลงเลย แต่เพราะว่ามันฟังดูน่าอับอายมากกว่า ที่ผู้ชายตัวโตจะมาร้องเป็นเด็กโข่งอยู่อย่างนี้ มินจุนถึงยอมเปิดประตูออกไปอีกครั้ง

แทคยอนฉีกยิ้มกว้างทันทีที่เห็นเขา “ขอโทษ ขอโทษนะ”

“หุบปากน่า” มินจุนหันมองซ้ายขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีคนแตกตื่นเสียงร้องของแทคยอนจนออกมามุงดู

และเมื่อเขาหันกลับมามองแทคยอน คนตัวโตก็ยืนเม้มปากนิ่งตามคำสั่ง

“นายจงใจตามฉันมาตลอดเลยหรอ”

แทคยอนพยักหน้า

“ทำไม”

“ฉันพูดได้แล้วใช่ปะ” แทคยอนถาม

“อื้อ พูดมาสิ”

“นายจำได้ปะ ตอนเราอยู่ม.ต้น ฉันเป็นไอ้เด็กแว่นเนิร์ดๆ ไม่มีใครชอบขี้หน้าฉันเลย”

“ฉันก็ไม่ชอบขี้หน้านาย” มินจุนบุ้ยปาก เมื่อนึกถึงสมัยนั้น

“ใช่ นายไม่ชอบฉัน แต่ไม่ได้เหมือนคนอื่น คนอื่นรังเกียจฉัน แต่นายมองฉันเป็นคู่แข่ง ขณะที่คนอื่นมองฉันเป็นตัวประหลาดและไม่อยากยุ่งด้วย แต่นายลงมาแข่งกับฉัน”

มินจุนยิ้มเมื่อนึกถึงตอนนั้น เพราะว่าพ่อแม่อุตส่าห์ส่งเขาเข้ามาเรียนในโซล เขาเลยตั้งใจจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ แต่ในห้องเรียนดันมีอ๊คแทคยอน คนที่ไม่ว่าทำบ้าอะไรก็เหมือนจะได้คะแนนสูงสุดตลอดเวลา

“มันเหมือนกับว่าฉันมีเพื่อนเล่นเลยนะ”

“แล้วเราก็กลายเป็นเพื่อนกันจริงๆ เพราะไม่มีใครคบเรา” มินจุนหัวเราะ พวกเขาแข่งกันเรียนอย่างบ้าคลั่งตลอดมัธยมต้น จนเมื่อขึ้นมัธยมปลาย และมินจุนเริ่มรู้ตัวว่าสนใจทางด้านดนตรี คะแนนสอบของมินจุนตกลงบ้าง แต่ก็ถือว่าเขายังทำคะแนนได้ดีและรั้งอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในสิบของห้อง ในขณะที่แทคยอนที่เมื่อโตขึ้นก็สละภาพลักษณ์เด็กแว่นเนิร์ดๆกลายเป็นหนุ่มหล่อคมเข้มที่ถึงแม้จะทำตัวกร่างเท่ไปวันๆให้สาวกรี๊ดเล่น คะแนนก็ยังคงเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ

แทคยอนยิ้มให้มินจุน “นายเป็นคนสำคัญของฉันนะ”

แทคยอนมองสบตาของเขา เป็นเรื่องน่าแปลกที่ในเวลาแปดปีที่รู้จักกันมา ทำไมจู่ๆหัวใจเขาถึงต้องมาเต้นแรงในวันนี้

“นายคุยกับใครอยู่” มินจุนถามขึ้นมาลอยๆเหมือนไม่ใส่ใจ

“อะไรนะ”

“นายบอกว่านายกำลังหาแฟนเป็นตัวเป็นตน นายกำลังเดทกับใครอยู่หรอไง”

“ก็มีรุ่นน้องสองสามคน”

“สองสามคน?” มินจุนทวน ก่อนจะตวาดใส่แทคยอนที่ทำท่าจะเล่าต่อ “หุบปากไปเลยไป”

แทคยอนหุบปากแต่โดยดี

มินจุนก้มมองนาฬิกา เขากำลังจะไปสายแล้ว เขาปิดประตูห้อง และเดินสวนแทคยอนที่ยืนหุบปากตามคำสั่ง

“เดี๋ยวสิ นายจะไปไหนน่ะ” มินจุนหันกลับไปมองแทคยอนที่ทำท่าตกอกตกใจ เมื่อรู้ว่าเขากำลังจะเดินหนีไปอีกครั้ง

“นัดกับอูยองไว้น่ะว่าจะพาไปที่สตูดิโอหลังเลิกเรียน” มินจุนยิ้มให้แทคยอนที่ดูเหมือนแมวตัวโตที่เจ้าของกำลังจะทิ้งให้อยู่บ้านลำพัง “นายจะตามมาด้วยมั้ยล่ะ”

แทคยอนสบตาของมินจุน ก่อนที่จะฉีกยิ้มกว้าง เจ้าแมวตัวโตรีบวิ่งตามเจ้านายมาทันทีเมื่อถูกเรียก

 

อูยองไม่มั่นใจในเสียงของตัวเองเท่าไหร่นัก เขาเองก็ร้องเพลงเล่นๆกับจินอุนบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้ร้องในห้องอัดจริงๆสักครั้ง ในตอนแรกเขาปฏิเสธคำชวนของมินจุน แต่มินจุนก็ยืนยันแกมขอร้องว่าอยากให้เขาไปอัดเสียงทำเดโม่สำหรับเพลงที่มินจุนแต่งขึ้น มินจุนบอกว่าจะมารับเขาที่หน้าโรงเรียน อูยองจึงออกมายืนรอได้สักพัก เพราะว่าเขามัวแต่เป็นกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี เขาจึงไม่ทันสังเกตุรถยนต์สีดำคันหนึ่งที่วิ่งมาจอดตรงหน้า ประตูฝั่งด้านคนขับเปิดออก พร้อมกับคนที่เขาไม่คิดว่าจะเจอที่นี่เดินออกมา

“เลิกเรียนแล้วใช่มั้ย” อูยองเงยขึ้นมองชายหนุ่มที่เพิ่งเดินลงจากรถอย่างไม่เชื่อสายตา

“ฮยองมาทำอะไรที่นี่”

“มาหานายไง ตอนกลับจากทัศนศึกษาบอกให้แวะมากินข้าวด้วย ก็แอบมาเอาไอ้ลูกเป็ดไปเงียบๆ แวะเข้ามาก็ไม่บอกกัน ฉันไปหาที่บ้านนายก็ไม่เจอนายสักที แม่นายก็บอกแต่ว่านายยังไม่กลับ นี่เลิกเรียนแล้วแอบหนีเที่ยวไปไหนน่ะเรา น่าจับตีจริงๆเลย”

“อ..อะไรนะครับ” อูยองมึนงงไปหมด หลังจากโดนนิชคุณบ่นใส่เสียยาวเหยียด

“ฉันเลยกะจะมาดักนายหลังเลิกเรียนนี่ไง” นิชคุณฉีกยิ้มอย่างภาคภูมิใจในแผนการณ์ของตัวเอง “แล้วก็เจอเด็กน้อยยืนอยู่หน้าโรงเรียน กำลังจะแอบหนีเที่ยวจริงๆด้วย”

อูยองย่นจมูกใส่ เมื่อได้ยินนิชคุณเรียกเขาว่าเด็กน้อยอีกแล้ว

“ใครเป็นเด็กน้อยครับ แล้วใครหนีเที่ยวกันครับ”

“นายไง เด็กดื้อของฉัน”

ทั้งๆที่รู้ว่านิชคุณกำลังแกล้งแหย่เขา แต่จู่ๆใบหน้าก็ร้อนผ่าวเพราะคำพูดของคนตรงหน้า อูยองจึงรีบเอ่ยเสียงนิ่ง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก

“มีธุระอะไรครับ”

นิชคุณยิ้มบางๆ

“เย็นวันศุกร์นี้ว่างมั้ย อยากให้ไปด้วยกันหน่อย”

“ไปไหนครับ”

คำถามของอูยองไม่ได้รับคำตอบ เพราะนิชคุณกำลังสนใจกับการมองสำรวจอูยองในชุดนักเรียนและรองเท้าผ้าใบ ก่อนที่ร่างสูงจะส่ายหน้า

“นายจะไปสภาพนี้ไม่ได้นะ”

“ไปไหนครับ” อูยองถามอีกครั้ง แต่แทนที่จะได้คำตอบ ข้อมือขาวกลับโดนมือหนารวบให้เดินตาม

“วันนี้ไปซื้อของกัน”

“แต่ผมมีนัด…” อูยองแย้งขึ้น ก่อนที่นิชคุณจะพาเขาขึ้นไปนั่งบนรถและปิดประตูใส่โดยไม่ฟังเขาสักคำ

“วันนี้เด็กดื้ออดหนีเที่ยวแล้วล่ะ เพราะนายต้องไปกับฉัน”

อูยองเบะใส่คนที่เดินอ้อมกลับมาที่ที่นั่งคนขับ ใบหน้ากลมที่หันมามองค้อนพร้อมนั่งกอดอกนิ่ง ทำให้นิชคุณหลุดหัวเราะออกมา ชายหนุ่มก้มลงฟุบกับพวงมาลัย ก่อนจะหันมองคนที่นั่งข้างๆ

“ไปกับฉันหน่อยนะ ฉันไปที่นั่นคนเดียว.. ไม่ไหวจริงๆ” นิชคุณถอนหายใจ พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน อูยองสบตาของนิชคุณ เมื่อกี้ยังแกล้งเขาจนน่าโมโหอยู่เลยไม่ใช่หรอ ทำไมตอนนี้นิชคุณถึงดูอ่อนล้าจนชวนให้เป็นห่วงได้ขนาดนี้ เขานึกอยากให้เขาสามารถอ่านใจของนิชคุณได้ แต่เขาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆว่าคนๆนี้คิดอะไรอยู่

นิชคุณยิ้มให้อูยอง รอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้อูยองหยุดโต้เถียงได้เสมอ “วันนี้กลับบ้านด้วยกันนะ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

 

แทคยอนมองรถสีดำที่เพิ่งขับออกไป ก่อนจะหันมองมินจุนอย่างเป็นกังวล เพราะว่าเขาเฝ้ามองมินจุนอยู่เสมอ เขาถึงรู้ดีว่าอูยองสำคัญกับมินจุนมากแค่ไหน

“นายโอเคนะ” พวกเขามองเห็นอูยองที่ยืนรอมินจุนอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม มินจุนกำลังจะตะโกนเรียก ตอนที่รถคันนึงวิ่งเข้ามาจอดขวาง ก่อนที่ชายเจ้าของรถคนนั้นจะพาอูยองขึ้นรถไป

“นั่นมันลักพาตัวชัดๆ” แทคยอนพูดอย่างมีอารมณ์ ในขณะที่มินจุนยังคงไม่พูดอะไร

ใช่ เขาเห็นทุกอย่าง แต่น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเหมือนอย่างที่เคยเป็น

“งั้นเรากลับกันเถอะ” มินจุนหันไปพูดกับแทคยอน ที่ยังคงบ่นกระฟัดกระเฟียดเหมือนเป็นคนถูกเบี้ยวนัดซะเอง

“แต่อูยอง..”

“แทค” มินจุนเตือนสติ “กูนี่ที่ผิดหวัง ไม่ใช่เมิง”

 

อูยองโดนนิชคุณจูงมือ หรือจะเรียกให้ถูกลากเข้ามาในร้านเสื้อผ้าของดีไซน์เนอร์ชื่อดังและเขาพอจะบอกได้ว่าราคาของสินค้าแต่ละอย่างในร้านจะต้องแพงระยับอย่างแน่นอน

“ทำไมเราต้องมาซื้อเสื้อผ้าใหม่กันด้วยล่ะครับ” อูยองอิดออด เมื่อนิชคุณยื่นเสื้อผ้าให้เขาไปลอง มันเป็นชุดสูทเรียบหรูสีดำที่เข้าคู่กับกางเกงสแล็ค พร้อมกับเสื้อเชิ๊ตสีขาว

“เพราะว่านายจะต้องไปกับฉันในฐานะคนของหรเวชกุลนะ จะมาแต่งตัวเป็นเด็กม.ปลายได้ยังไง” นิชคุณพูดพร้อมผลักหลังคนน้องเบาๆเข้าไปในห้องลองเสื้อ

คำว่าคนของหรเวชกุลดังก้องในหู ขณะที่อูยองยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอย่างงุนงง

“มันจะไม่เป็นไรหรอครับ” อูยองพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอให้คนที่รออยู่ข้างนอกได้ยิน

“อะไรหรอ” นิชคุณตอบกลับมา

“ถ้าผมยังรักฮยองอยู่”

อูยองไม่แปลกใจเลยที่คนข้างนอกจะเงียบไป หรือนิชคุณจะหนีเขาไปแล้วนะ อูยองก้มลงดูเสื้อผ้าที่ตัวเองถืออยู่ เขาไม่มีตังค์จ่ายค่าเสื้อผ้าพวกนี้หรอกนะ อูยองยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ก่อนจะหันหลังกลับ และเปิดผ้าม่านออก นิชคุณยังยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีช็อกโกแลตจ้องมองเขาก่อนจะขมวดคิ้ว

“ทำไมนายไม่ลองใส่มันล่ะ” นิชคุณพูดอย่างไม่สบายใจ

“ผมไม่คิดว่าผมควรไปไหนกับฮยอง” อูยองยื่นเสื้อผ้าคืนกลับไป แต่นิชคุณไม่ได้ยื่นมือออกมารับมัน เขาเท้าแขนกับขอบประตู ทำให้เหมือนกับว่าอูยองถูกล็อกตัวอยู่ในห้องลองเสื้ออย่างไม่มีทางหนี

“ทำไมล่ะ”

“เพราะว่าความรู้สึกของผม…”

“ถ้าฉันบอกว่าไม่เป็นไรล่ะ”

อูยองเงยหน้าขึ้นมองคนพี่ นิชคุณก้มลงมองสบตาของเขา ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากเข้าหาก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เหมือนกับว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผ่านความสับสนมาอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเขายังคงไม่แน่ใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ ยังคงไม่แน่ใจกับสิ่งที่เอ่ยออกมา

“ถ้าฉันบอกว่าฉันอยากให้นายไปเป็นคู่เดทของฉันล่ะ”

 

 

Note: เฮลโหล สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ไม่ได้อัพเดทเรื่องนี้มาสักพัก นี่คือผลผลิตของทั้งปีที่ผ่านมาได้แค่นี้จีๆ เรายังอยากเล่าเรื่องนี้ต่อนะ และก็หวังว่ายังมีคนอยากอ่านเรื่องนี้ต่อนะคะ
สัญญาว่าปีนี้จะโฟกัสไปกับการแต่งฟิคเรื่องนี้
และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้จบในปีนี้นะ 5555 สู้!!!

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันเสมอนะคะ ขอบคุณมากๆ:)

[Spoil]Sweet Sorrow: Love Me Tender

Love Me Tender

KhunWoo, Romantic, PG

 

มันเป็นช่วงที่ค่อนข้างซบเซา เศรษฐกิจเองก็ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขามีแขกเข้าพักต่อเดือนแทบไม่ถึงสิบคน มันก็ดีจะได้พักผ่อนบ้าง ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางช่วงลูกค้าก็เข้ามาเยอะจนคนดูแลอย่างเขาแทบไม่ได้หายใจ ยิ่งช่วงไหนกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปากกันหน่อย นักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลกันมาจนล้นเกาะ แต่พอช่วงจะเงียบเข้าหน่อย ก็เงียบเหงาซะจนเขาเกือบนึกว่าตัวเองอยู่บนเกาะร้างเสียอย่างนั้น

นิชคุณถอนหายใจ เมื่อมองเมฆฝนครึ้มซึ่งกำลังตั้งเค้าอย่างน่ากลัว หน้ามรสุมอย่างนี้ นักท่องเที่ยวก็หายหมด เขาเลือกหนังสือออกจากชั้นวาง ลองฝนมาอย่างนี้คงไม่มีเรือข้ามมาที่เกาะแล้ว นั่นก็หมายถึงอีกวันที่ไม่มีแขกเข้าพัก และเขาคงจะได้อ่านหนังสือให้จบไปอีกเล่มหนึ่ง มันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์เองก็ยังขาดๆหายๆ ถ้าเขาได้ข้ามฝากเข้าไปในเมือง เขาไม่ลืมที่จะซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมาบนเกาะทีละสองสามเล่มทุกครั้ง เพราะมันดูเป็นความบันเทิงเดียวทีเขาพอจะหาเสพย์ได้บนเกาะเล็กๆแห่งนี้ เขาอ่านหนังสือเยอะ จนพอที่จะแยกแยะได้ว่า เขาชอบงานเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ นักเขียนคนโปรดของเขาคือ เปาโล โคเอลโญ นักเขียนชาวบราซิล เขามีสะสมไว้ทุกเล่ม และยังคงหยิบออกมาอ่านซ้ำๆ มันเหมือนการได้รับการบำบัด ในขณะที่หนังสือเล่มอื่นอาจจะพาคุณเข้าไปในโลกจินตนาการ ทำให้ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวในหนังสือ และใจจดใจจ่ออยู่กับบทถัดไป หนังสือของเปาโลทำให้คุณค้นพบตัวเอง มันทำให้เขาได้ทบทวนความคิด ในทุกหน้าที่เขาพลิกเปิด มันเหมือนการเดินทางสั้นๆ ที่พาเขาให้รู้จักตัวเองมากขึ้น สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการค้นพบความคิดของตัวเองที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และเมื่อมันจบลง ความคิดเล่านั้นจะยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในจิตใจของเขา ค่อยๆหลอมรวมเข้าไปในตัวเขา มันเหมือนกับว่าเขาได้ถือกำเนิดใหม่ทุกครั้ง กับนิชคุณคนใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ

บ่ายวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อเม็ดฝนเริ่มลงเม็ด นิชคุณปล่อยตัวเองให้จมไปกับงานเขียนของนักเขียนชาวบราซิลคนโปรด โดยไม่คาดคิดว่าจะมีใครเข้ามาขัดจังหวะอีกแล้ว เขาไม่มีลูกจ้างมากนัก เพราะที่นี่เองก็เป็นเพียงรีสอร์ทแนวโฮมสเตย์เล็กๆ เขาดูแลเองเสียส่วนใหญ่ แม่บ้านทำความสะอาดเสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า และเพราะว่ายังไม่มีใครเข้ามาพัก เขาเลยอนุญาตให้กลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงแล้ว เขาคิดว่าคงไม่มีอะไรมากวนเวลาอ่านหนังสือของเขา จนเมื่อเขาได้ยินเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้เหนือประตูสั่นไหว ประตูเปิดแง้มออก ทำให้เขาได้ยินเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่ข้างนอก ดูท่าว่ากำลังก่อตัวเป็นพายุหนักทีเดียว เด็กหนุ่มพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้ามายืนอยู่หน้าประตูทางเข้า ดวงตาคู่เล็กแต่กลมใสมองไปรอบๆ อาคารที่ตัวเองเพิ่งเข้ามา ก่อนจะปลดเป้ลงกับพื้น หยดน้ำหยดลงมาจากเส้นผมที่ดูเปียกปอน

“สวัสดีครับ”

“คุณมีห้องว่างมั้ย” เด็กหนุ่มตอบกลับมา ด้วยภาษาอังกฤษง่ายๆ

ว่าง ว่างหมดทุกห้องนั่นแหละ! นิชคุณอยากจะตะโกนออกมา

“มีครับ ไม่ทราบต้องการห้องพักสำหรับกี่คืนครับ”

“อืมม…” นิชคุณเพิ่งสังเกตว่าคนตรงหน้า ถึงแม้จะเป็นเด็กหนุ่มดูแล้วอายุก็น่าจะราวๆยี่สิบปี แต่กลับมีแก้มยุ้ยจนดูน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังครุ่นคิดอย่างนี้ “สักอาทิตย์…”

นิชคุณทำเป็นเช็คห้องว่างไปงั้น ใช่ว่าจะมีคนจอง อันที่จริงมันว่างตลอดทั้งเดือน

“ขอทราบชื่อด้วยครับ”

“อูยอง.. จาง อูยอง”

นิชคุณเลิกคิ้วขึ้น “คนเกาหลีหรอครับ”

“คุณพูดเกาหลี?” อูยองเอ่ยอย่างประหลาดใจ เมื่อเขาได้ยินภาษาเกาหลีจากคนไทยตรงหน้า

“ผมเรียนจบจากมหาลัยที่เกาหลีน่ะ” นิชคุณฉีกยิ้ม

“อ่า” เด็กหนุ่มชาวเกาหลีพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่นิชคุณจะสังเกตสายตาที่ดูเหมือนจะเหม่อลอยอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาทำงานกับคนมามากพอ ที่จะรู้ได้ว่าใครที่เขาชวนคุยเล่นได้ และใครที่เขาไม่ควรรบกวน

“มาครับ ผมจะพาไปห้องที่ดีที่สุดของเรา” นิชคุณเรียก เมื่อเขาหยิบกุญแจออกจากที่แขวนหลังเค้าต์เตอร์ ก่อนจะคว้าเป้ของอูยองขึ้นจากพื้น ปกติเขาไม่ได้บริการอะไรลูกค้ามากนักหรอก แต่อูยองเป็นลูกค้าคนแรกในรอบสิบวัน และอีกอย่างตัวเล็กแค่นี้กับเป้ใบเบ้อเร่อดูแล้วเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ถ้ามีอะไรเรียกได้เลยนะครับ” เขาส่งอูยองที่ห้อง อูยองยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าขาวมนของเด็กหนุ่มดูเหนื่อยอ่อน นิชคุณปล่อยให้อูยองได้พักผ่อน

ฝนตกยาวตลอดช่วงบ่าย หลังจากพาอูยองไปส่งที่ห้อง นิชคุณก็กลับมาร่วมเดินทางกับเปาโลอีกครั้ง เขาเคยอ่านจบไปแล้ว แต่ทุกครั้งมันก็ยังคงเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งใหม่ เขาพลิกปิดหน้าสุดท้าย เหมือนเช่นทุกครั้ง หนังสือของเปาโลทิ้งความคิดและความรู้สึกมากมายเอาไว้ ซึ่งเขายังไม่สามารถเรียบเรียงด้วยประโยคหรือคำพูดใดที่จะสามารถอธิบายมันออกมาได้อย่างครบถ้วน เขาจะครุ่นคิดถึงมันทั้งคืน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน จนกว่าความคิดเหล่านั้นจะเริ่มตกตะกอน และเขาจะสามารถกล่าวได้ว่าเขาได้เติบโตขึ้นอีกแล้ว เขาเชื่อว่ามนุษย์สามารถเติบโตได้ไปตลอดชีวิต ไม่ใช่ในทางกายภาพ แต่ในทางความคิด ยิ่งได้พบ ได้รู้สึก ได้ครุ่นคิด และพบตัวเอง เราก็จะยิ่งเติบโตขึ้นเท่านั้น

นิชคุณหมุนคอที่เพิ่งรู้สึกตัวว่ามันยึดตรึงจากการนั่งก้มอ่านหนังสือในท่าเดียวนานเกินไป เขามองนาฬิกาข้อมือ หลังจากบิดขี้เกียจเสียชุดใหญ่ หกโมงเย็นแล้ว ฝนยังคงตกอยู่ข้างนอกหนักบ้างเบาบ้างจนถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่มีท่าทีจะหยุดได้ง่ายๆ นิชคุณเกือบลืมไปแล้วว่าเขามีแขก ถ้าไม่ได้เหลือบไปเห็นคราบน้ำที่หน้าประตูทางเข้า และต้องสั่งตัวเองให้ไปเช็ดมัน มีรอยเท้าคู่เล็กที่เลอะโคลนตลอดทางจากหน้าประตู บนบันได จนถึงหน้าห้องที่ชั้นสอง อูยองไม่ได้ออกมาจากห้องเลย อาจจะเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางด้วยละมั้ง ถ้าให้เขาเดาคงจะนั่งเรือเที่ยวสุดท้ายแล้วเจอฝนกลางทะเลเอาน่ะสิ ทั้งมาจากต่างประเทศ ไหนจะต้องเปียกฝนจนเหมือนลูกหมาตกน้ำ นิชคุณหยุดที่หน้าประตูห้อง ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดจะเคาะประตู จะหิวมั้ยนะ เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกคุ้นเคยแบบนี้มันคืออะไร ทั้งที่เขาเองก็เพิ่งพบหน้าและพูดคุยกันไม่ถึงสิบนาที เพราะอูยองเป็นคนเกาหลีงั้นหรือ เขาที่เคยอาศัยอยู่ที่เกาหลีอยู่หลายปี อูยองเลยทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเป็นคนรู้จัก เหมือนกับว่าเป็นน้องชายที่มาเยี่ยมบ้าน นิชคุณส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่มีสิทธิ์จะไปเคาะห้องแขกที่เข้าพักแล้วเที่ยวถามว่าหิวหรือเปล่า อยากทานอะไรมั้ย ยังไงซะจางอูยองก็เป็นแขกของเขา ถ้าอูยองพักผ่อนอยู่ เขาก็ไม่ควรจะรบกวน

จางอูยองไม่ได้ออกมากินข้าว หรือร้องขออะไรจากเขาเพิ่มเลย ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยสู่ช่วงค่ำ เขาปิดล็อกประตูที่ด้านหน้า และดับไฟบางดวงที่โถงชั้นล่าง ห้องนอนของเขาอยู่ไม่ไกลไปทางด้านหลัง ปกติแล้วหากแขกต้องการอะไรในกลางดึก พวกเขาสามารถโทรมาที่ล้อบบี้ หรือลงมากดกริ่งที่วางอยู่บนเค้าต์เตอร์ และเขาก็สามารถวิ่งออกมาได้ทันที วันนี้เขามีแขกเพียงคนเดียวซึ่งดูเหมือนว่าคงไม่ต้องการอะไรจากเขาอีกไปจนเช้า นิชคุณจึงตัดสินใจเลิกงานเร็วกว่าปกติ และกลับไปที่ห้อง

ยิ่งตกดึก ฝนก็ยิ่งดูเหมือนจะหนักขึ้น จนกลายเป็นพายุ ลมพัดอย่างรุนแรงจนกิ่งไม้โยกโอนอย่างน่าวิตก สลับกับท้องฟ้าที่กระพริบวูบวาบ ก่อนจะส่งเสียงคำรามติดกันหลายครั้ง เขามองเห็นแสงสว่างวาบทั่วฟ้า ก่อนที่เสียงฟ้าเปรี้ยงจะดังสนั่นไปทั่วทั้งเกาะ เพียงชั่วพริบตา เขาก็ตกอยู่ในความมืด ไฟทุกดวงดับพรึ่บลงพร้อมกัน

 

แสงเทียนอุ่นอยู่ในมือทั้งสองข้าง ขณะที่เขาก้าวเดินขึ้นบันได เขาใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงสลัว ระบบไฟฟ้าบนเกาะแม้ในยามปกติก็เอาแน่เอานอนไม่ได้มากนัก ถึงแม้จะไม่มีพายุอะไรก็ตาม เขาจึงมีเทียนไขเตรียมไว้เสมอ สำหรับตัวเขาเอง และแขกที่เข้าพัก เขาหยุดที่หน้าห้องของอูยอง แล้วเคาะมันอยู่สองครั้ง ภายหลังประตูนิ่งเงียบ จนเขาคิดว่าคนข้างในอาจจะหลับไปแล้วก็ได้ แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ ประตูก็เปิดแง้มออก

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ คืนนี้พายุเข้าแรงจริงๆ ไฟเลยดับน่ะครับ ผมเอาเทียนมาให้” นิชคุณกล่าว ก่อนที่ฟ้าจะเริ่มกระพริบแปลบปลาบ แสงสว่างขึ้นมาวูบนึงทำให้เขาสังเกตเห็นจมูกบวมแดง และดวงตาเปียกชื้นของคนตรงหน้า

“เป็นอะไรรึป่าว” ประโยคคำถามของเขาถูกกลืนกลบด้วยเสียงฟ้าร้องที่ตามมาในทันที

ฟ้าผ่าเปรี้ยงทำให้ อูยองสะดุ้ง มือเล็กสีขาวนุ่มคว้าจับข้อมือของเขาไว้ ก่อนจะหลับตาปี๋

อูยองหายใจสั่นเทา แพขนตาที่เปียกชื้นค่อยๆปรือขึ้น

“ขอโทษครับ” อูยองที่เพิ่งรู้ตัวกำลังจะปล่อยมือ แต่เสียงฟ้าครืนขึ้นมาอีก ทำให้อูยองหลับตาลงอีกครั้ง ริมฝีปากเม้มบาง จนแก้มยุ้ยกลม มือบางจับข้อมือของนิชคุณไว้อย่างสั่นเทา

“ถ้ากลัว ไปนั่งด้วยกันข้างล่างก่อนมั้ยครับ จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน” เขาไม่ทันได้คิดหรอกว่าทำไมถึงเอ่ยชวนไปอย่างนั้น แต่แววตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าดูตื่นกลัว และขวัญหายมากจริงๆ

 

ห้องที่ทำเลดีและสามารถมองเห็นวิวภายนอกได้ ถูกทำเป็นห้องพักแขกทั้งหมด เพราะฉะนั้นห้องนอนของนิชคุณจึงมองไม่เห็นอะไร หน้าต่างหลังห้องมองออกไปเห็นเพียงตะไคร่น้ำที่เกาะบนกำแพงด้านหลังเท่านั้นแหละ พอเป็นเวลาที่พายุเข้าอย่างนี้ อูยองถึงได้ผ่อนคลายขึ้น เขาไม่ต้องเห็นท้องฟ้าแลบไปมา ไม่ต้องมองเห็นกิ่งไม้ไหวโอนเอน หรือลมที่พัดกรรโชกแรง อูยองนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวซึ่งทำจากไม้หวายสานตรงมุมที่นิชคุณจัดไว้สำหรับนั่งพักผ่อน ในขณะที่นิชคุณนั่งอ่านหนังสือ ด้วยแสงจากเชิงเทียนที่โต๊ะทำงาน

“ถ้าอยากอ่านหนังสือ ก็หยิบได้เลยนะ” นิชคุณพยักเพยิดไปทีชั้นวางหนังสือด้านหลังของอูยอง มีชั้นวางหนังสือด้างหลัง มีหนังสืออยู่บนโต๊ะรับแขกข้างหน้าเขา หนังสือบนโต๊ะข้างเตียง มีตู้หนังสือที่ด้านหลังของนิชคุณ มีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะทำงาน อูยองแน่ใจว่านิชคุณต้องชอบอ่านหนังสือมากทีเดียว ห้องของนิชคุณมีหนังสือหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และที่ทำให้อูยองเห็นแล้วโล่งใจที่สุดคือเกาหลี อูยองตัดสินใจหยิบหนังสือภาพเล่มเล็กๆที่เป็นภาษาเกาหลีขึ้นมา มันเป็นหนังสือเด็กสำหรับหัดอ่านภาษาเกาหลี ซึ่งนิชคุณเคยใช้ฝึกภาษาเมื่อนานมาแล้ว

นิชคุณอ่านหนังสือจนลืมเวลาอีกแล้ว จนเขารู้สึกว่าไม่สามารถฝืนเปลือกตาตัวเองอยู่ไหว เขาจึงวางมันลง ฝนข้างนอกเริ่มซาแล้วหากจะบอกจากเสียงที่ไม่ได้รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้ เขามองเลยไปที่เงาร่างเล็กซึ่งนอนกอดหนังสือที่มีรูปตุ๊กตาหมีบนปกอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว อูยองดูจะหลับสนิทเลยทีเดียว นิชคุณลุกขึ้นไปหา ลังเลว่าจะปลุกดีหรือไม่ แสงเทียนส่องให้เห็นเงาหน้าซีกหนึ่ง แพขนตาทาทาบบนพวงแก้มสีขาวเนียน ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง เขารู้สึกว่าอูยองกำลังหลับอย่างมีความสุข อูยองที่มีดวงตาแสนเศร้าให้เขาสังเกตเห็นอยู่เสมอกำลังอมยิ้มอยู่ในความฝัน นิชคุณหยิบผ้าห่มมาคลี่ห่มให้คนตัวเล็ก ไม่กล้าปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา

 

พายุฝนเพิ่มงานให้เขามากทีเดียวในเช้าวันถัดมา นิชคุณต้องตื่นก่อน เพราะต้องออกมาคุมคนงาน เพื่อจะเก็บกวาดเศษกิ่งไม้ใบไม้ที่ถูกลมพัดหนักเมื่อคืนนี้ เขาสั่งให้แม่บ้านเตรียมข้าวต้มไว้ให้แขก ซึ่งมีอยู่เพียงคนเดียวก็คืออูยอง เป็นอาหารสำหรับมื้อเช้า เมื่อเขาเสร็จงานในช่วงสายๆ และเดินกลับเข้ามาหน้าหาด จางอูยองก็ตื่นแล้ว เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีครีมและเสื้อยืดสีขาว นั่งเล่นจนแทบจะกลมกลืนกับพื้นทรายสีขาวที่ริมชายหาด

“กินอะไรรึยัง” นิชคุณเอ่ยทัก นั่งลงบนเก้าอี้ผ้าใบริมหาด ไม่ไกลจากอูยองเท่าไหร่นัก

“กินแล้วครับ” อูยองตอบ

ถึงแม้ตอนนี้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัว เมฆก้อนหนายังคงแผ่ปกคลุมท้องฟ้า ทำท่าจะตกลงมาอีกไม่นานนัก น้ำทะเลเป็นสีขุ่นจากพายุที่พัดเมื่อคืนนี้ มองออกไปไม่เห็นเรือสีสันสดใสแล่นผ่านไปมาเหมือนวันอื่นๆ คงเพราะพายุฝนที่ทำให้เรืองดออกจากฝั่ง นิชคุณมองอูยองที่ทอดสายตาเหม่อมองออกไปในทะเลที่เงียบเหงา ไม่แน่ใจว่าระหว่างอูยอง กับทะเลในวันนี้ อะไรดูเศร้า และเหงากว่ากัน

“อยากเล่นน้ำมั้ย” นิชคุณพูดขึ้น เรียกสายตาจากคนตัวเล็กให้หันมามองด้วยดวงตาเศร้าๆคู่นั้น

 

นิชคุณพาอูยองซ้อนมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาในตัวเกาะ พื้นดินขรุขระเล็กน้อยเมื่อเขาขับลงจากถนนลาดยางสู่พื้นดินลูกรังแคบๆ ที่พาเลาะเข้าไปในป่า นิชคุณรู้สึกถึงนิ้วมือเล็กๆที่เกาะเสื้อตรงเอวของเขาไว้อย่างหลวมๆ เมื่อวิ่งจนสุดทาง เขาก็จอดรถ มันไม่มีทางให้รถไปต่อได้ และไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นไม้สูงใหญ่ อูยองมองไปรอบๆ พวกเขาเหมือนคนที่หลงทางเข้ามาในป่า และวิ่งมาเจอทางตันซึ่งเป็นหน้าผาชันขวางอยู่ข้างหน้า แต่นิชคุณหันมายิ้มให้เขา ในขณะที่เขายังคงงุนงง นิชคุณก็เดินหายไปในทางแคบที่ลาดชันลงสู่เบื้องล่าง นิชคุณใช้ต้นไม้ในการยึดตัวให้ยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนจะยื่นมือให้เขา มือใหญ่คว้าจับมือของเขาทันทีที่เขาเริ่มปีนตามลงไป พวกเขาค่อยๆไต่ลงไปข้างล่างอย่างระมัดระวัง เพราะดินยังคงเฉอะแฉะจากฝนที่เพิ่งตก อูยองค่อยๆได้ยินเสียงน้ำชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ลงต่ำ นิชคุณปล่อยมือของเขาเมื่อพื้นลาดเอียงน้อยลง และในที่สุดพวกเขายืนอยู่บนโขดหินราบเรียบ

สระน้ำสีฟ้าอมเขียวกระจ่างใสปรากฎต่อสายตา สะกดให้อูยองได้แต่จ้องมอง และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มันเป็นสระน้ำตามธรรมชาติขนาดเล็กกักเก็บน้ำที่ซึมขึ้นมาจากใต้ดิน รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ขณะที่อูยองยังคงตื่นตะลึงกับความงดงามของมัน เสียงน้ำแตกกระจายเป็นวงตู้มใหญ่ก็ดังขึ้น

“ลงมาสิ” นิชคุณตะโกนขึ้นมา เขาถอดเสื้อทิ้งไว้บนโขดหิน น้ำใสจึงเผยให้เห็นร่างกายท่อนบนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างชัดเจน

อูยองยกแขนขึ้นเกาศีรษะอย่างเคอะเขิน เขาเองก็เพิ่งรู้จักนิชคุณได้ไม่นาน ถึงแม้เมื่อคืนพวกเขาจะนอนในห้องเดียวกัน แต่เขาคุยกันนับประโยคได้ การจะให้เขาลงไปเล่นน้ำกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ก็ทำให้เขารู้สึกเคอะเขินแปลกๆ

“เร็วสิ” นิชคุณกล่าวด้วยสำเนียงภาษาเกาหลีที่ไม่ชัดนักขณะว่ายเข้ามาหาเขา “น้ำไม่ลึกหรอกน่า”

อูยองขบริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เมื่อนิชคุณก้าวขึ้นมาจากน้ำ ผิวขาวที่เปียกชื้นเป็นประกายเมื่อหยดน้ำแพรวพราวต้องแสงแดด

“มาเร็ว” นิชคุณหัวเราะ ก่อนจะรวบตัวเขาจากพื้นอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันที่อูยองจะได้ดิ้นหนี ท่อนแขนแข็งแรงก็โอบตัวเขาไว้เหมือนเข็มขัดรัดตัว ก่อนจะพาเขากระโจนลงน้ำไปพร้อมกัน น้ำเย็นไหลแทรกเข้ามาในอ้อมแขนที่ให้สัมผัสอุ่น นิชคุณหัวเราะ เมื่อพาร่างของพวกเขาถีบตัวขึ้นพ้นน้ำ อูยองเปียกชุ่มไปทั้งตัว เสื้อยืดขาวเปียกแนบลู่ไปกับลำตัวบาง เส้นผมม้ายาวปรกดวงตา เขาสำลักน้ำเล็กน้อย เพราะถูกโยนลงน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว

“ย๊า” อูยองโวยวาย เมื่อนิชคุณทำท่าจะว่ายหนี

มือเล็กออกแรงคว้าแขนคนตัวโตไว้ “คุณแกล้งผมหรอ”

คนตัวเล็กที่ทำท่าโวยวาย ยิ่งทำให้นิชคุณหัวเราะฉีกยิ้มกว้าง อูยองดึงแขนของนิชคุณไว้ มืออีกข้างกวักน้ำขึ้นสาดใส่เป็นการลงโทษ

“พอแล้วครับ ขอโทษๆ” นิชคุณรีบตะโกนเมื่อโดนน้ำสาดใส่หน้ารัวๆ จนเข้าปากเข้าตาไปหมด

อูยองหยุดสาดน้ำ เมื่อได้ยินเสียงตัวเองหัวเราะ รอยยิ้มยังคงระบายอยู่บนเรียวปาก

“เวลาคุณยิ้มแล้วค่อยดูสดใสขึ้นหน่อย” นิชคุณยิ้มตอบ เขากวักน้ำใส่อูยองเบาๆ ก่อนจะลอยตัวถอยมา เมื่ออูยองค่อยๆคลายมือที่จับแขนเขาไว้ อูยองเม้มริมฝีปากที่ยังคงอมยิ้มน้อยๆ เขาก็แปลกใจในตัวเองเหมือนกัน

 

พวกเขาเล่นน้ำอยู่สักพัก ก่อนที่ฟ้าฝนจะเริ่มส่งเสียงครืนครางขึ้นมาอีก นิชคุณจึงตัดสินใจพาอูยองกลับ นิชคุณอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อสัมผัสอุ่นจากมือคู่เล็กของคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเลื่อนมาจับเอวเขาไว้แทนที่จะจับแค่ชายเสื้อเหมือนตอนขามา

“ผมน่าจะพกผ้าเช็ดตัวมาด้วย” นิชคุณพูดอย่างเป็นกังวล เมื่อพวกเขาจอดแวะที่ตลาดเพื่อซื้ออาหารสดสำหรับมื้อเย็น เขาตั้งใจจะทำอาหารทะเลเผาให้อูยอง มันไม่อยู่ในบริการของที่พักหรอก แต่ในเมื่อตัวเขาเองก็ต้องกินเหมือนกัน ก็ถือว่าซื้อไปนั่งกินด้วยกันก็แล้วกัน

“หนาวรึป่าว” นิชคุณเอ่ยถาม เสื้อผ้าของอูยองเปียกไปทั้งตัว จนเขาเองรู้สึกผิด ตอนนี้แดดก็หายไปหมด และลมก็เริ่มพัดแรง

“ไม่เป็นไรครับ เรารีบกลับเถอะ เดี๋ยวฝนก็จะตกแล้ว”

ถึงอย่างนั้น นิชคุณก็ซื้ออาหารสด กลับมาพร้อมเสื้อใหม่หนึ่งตัว มันเป็นเสื้อลายดอกแบบที่วางขายไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่นแหละ เขายื่นให้อูยองสวมทับเสื้อขาวที่เปียกจนบางเห็นผิวเนื้อสีขาว ถึงแม้ว่าบนเกาะกลางทะเล เขาจะได้เห็นผู้ชายเดินเปลือยท่อนบนเป็นเรื่องชินตา แต่อูยองที่ใส่เสื้อขาวแนบเนื้อกลับดูโป๊กว่าคนอื่นจนน่าเป็นกังวล

 

เมื่อกลับถึงรีสอร์ทฝนก็เริ่มลงเม็ด พวกเขาแยกกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง นิชคุณที่อาบน้ำเสร็จก่อน ต้องกลับไปทำงานต่อ หลังจากการแอบแว้บหนีเที่ยว ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่มีแขกเข้าพัก แต่พวกเขาก็ต้องเตรียมของให้พร้อม ของบางอย่างไม่สามารถหาได้บนเกาะ และต้องกลับขึ้นฝั่งไปซื้อเข้ามา จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เขาจะต้องวางแผนให้ดี นิชคุณกำลังนับสต็อกของกับแม่บ้านอยู่ในห้องเก็บของใต้บันได ตอนที่สังเกตเห็นเด็กหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบน

“ป้าครับ เย็นนี้ช่วยทำน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดของป้าให้ด้วยนะ” นิชคุณบอกป้าแม่บ้านประจำรีสอร์ท เมื่อเขาเช็คของเสร็จ

“ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้คุณดูแลแขกดีขนาดนี้นะ” คนสูงวัยกว่าเอ่ยแซว ทั้งให้เตรียมข้าวต้มให้ ทั้งพาออกไปเที่ยว ไหนจะเตรียมมื้อเย็นให้อีก ไม่รู้ว่าแขกคนนี้ซื้อแพกเกจไหนของรีสอร์ท เมื่อเช้าถึงตื่นนอนมาในห้องของเจ้านายเธอได้

“ก็เด็กมันมาคนเดียว” นิชคุณตอบไป หันไปเห็นเด็กที่ว่านั่งเล่นอยู่ที่โซฟารับแขกหน้าล็อบบี้ รอยยิ้มก็ระบายกว้างบนใบหน้า

“มีอะไรให้ช่วย หรือต้องการรับอะไรเพิ่มมั้ยครับ” นิชคุณเดินเข้าไปหาอูยอง

“ไม่เป็นไรครับ” อูยองตอบ

“กลัวฝนล่ะสิ”

“เปล่านะครับ” นิชคุณหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินอูยองปฏิเสธ

“แล้วมานั่งข้างล่างทำไม มาหาผมหรอ”

“ป..เปล่า”

“ผมว่าคุณน่าจะต้องการอะไรบางอย่างนะ”

อูยองขมวดคิ้ว

“ไดร์เป่าผมมั้ย” นิชคุณหัวเราะ เขาสังเกตเห็นผมที่เพิ่งสระของอูยองยังเปียกชื้น เขาไม่ได้เตรียมไดร์เป่าผมไว้ให้ในห้องพัก แต่เขาก็มีเตรียมไว้เผื่อว่าจะมีใครร้องขอ ซึ่งความจริงแล้วเขาคิดค่าบริการเพิ่มหากจะยืมไปใช้ในห้องพัก แต่เขาจะถือว่าอูยองไม่ได้ยืมไปใช้แล้วกัน นิชคุณให้อูยองนั่งหันหลังให้ ขณะที่เขาปรับไดร์เป็นลมอุ่นๆ เขาขยี้เส้นผมเล็กละเอียดราวกับผมตุ๊กตาของอูยองอย่างเบามือ นิชคุณหัวเราะกับตัวเอง ดีที่แม่บ้านไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว ไม่งั้นนี่คงเรียกว่าเป็นบริการพิเศษทีเดียว

โชคดีที่ฝนซาลงในช่วงหัวค่ำ นิชคุณจึงได้เตรียมเตาปิ้งที่ริมหาดได้ เขาเรียงอาหารสดลงบนตะแกรง ขณะที่จิบเบียร์ไปด้วย หลังม่านควันที่สั่นระริก อูยองนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะ ดวงตาที่เหงาจับใจคู่นั้นชวนให้หัวใจของเขาเจ็บปวดตามไปด้วยอย่างง่ายดาย เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่อูยองพยายามหนีมามันคืออะไร แต่เขารู้ว่ามันตามมาทำร้ายอูยองได้ทุกครั้งที่อูยองอยู่คนเดียว

“มาแล้วครับ” นิชคุณยกกุ้งเผาจานแรกไปวางที่โต๊ะ โล่งใจขึ้นเมื่อเห็นอูยองเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

 

“นึกยังไงถึงมาที่นี่คนเดียวหรอ” นิชคุณเอ่ยขึ้น เมื่อพวกเขาทานเสร็จ และย้ายมานั่งจิบเบียร์บนชายหาด

อูยองยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถาม

“เขาบอกว่าคนมาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก”

คราวนี้อูยองหันไปสบตาของนิชคุณ รอยยิ้มเศร้าๆแต้มบนเรียวปากสีชมพูอ่อน

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ อุตส่าห์ไปเรียนจบจากเกาหลี คงไม่ได้เพื่อกลับมาติดอยู่บนเกาะ” อูยองถามกลับบ้าง “คุณหนีร้อน หรือหนีรักกันล่ะ”

นิชคุณก็ไม่ได้ตอบคำถามเหมือนกัน

 

.

.

.

To Be Continue

________________________________

ต่อในเล่มนะคะ
เรื่องนี้เป็นตอนพิเศษที่แต่งมาสำหรับเล่ม Sweet Sorrow ค่ะ
ขอลงสปอยล์พอเป็นกระสัยน้า อยากเก็บไว้ให้อ่านกันในเล่มค่ะ
ขอโทษด้วยน้า ที่ไม่ได้ลงจนจบ
ถ้าใครอยากอ่านต่อ อย่าลืมเมล์มาสั่งจองได้เลย
รายละเอียดตามนี้ >> เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน
หมดเขต 25 ธันวานี้ค่ะ

 

 

cover

เปิดจองฟิค Sweet Sorrow : โปรเจครวมเรื่องเศร้าที่แสนหวาน

cover

หลังจากที่พูดถึงโปรเจคนี้มาข้ามปีข้ามชาติ

ในที่สุดก็สมบูรณ์ พร้อมให้จับจองกันแล้วค่ะ

จากโปรเจคแรก Painly Beautiful ความเจ็บปวดที่สวยงาม

Sweet Sorrow คือโปรเจคที่สอง ที่ขอเล่าเรื่อง ความเศร้าที่แสนหวาน

เรื่องสั้นแนวหวานขม ที่เพิ่มความละมุนกว่าเดิม

Pairing: Khun x Woo

Rate: PG

ในเล่มประกอบไปด้วย 5 เรื่องสั้นที่เคยลงบล้อก

A little boy and the broken heart in a wooden box
Step you can’t take back
In Another Word I
In Another World II
In Another World III
My little obsession
It’s Our Secret

และอีก 2 เรื่องพิเศษ ที่มีเฉพาะในเล่มเท่านั้น

Goodbye again
Love Me Tender

แถมที่คั่นหนังสือ และรูปแฟนอาร์ตในเล่มพิมพ์ 4 สี 4 ภาพค่ะ

จำนวนหน้า ~170 หน้า

ราคา 300 บาท

ค่าส่งเล่มละ 30 บาท

รายละเอียดการจอง

1) ชื่อ-สกุล
2) ชื่อเล่น/ชื่อที่ใช้ในการจอง
3) จำนวนเล่ม
4) ที่อยู่ในการจัดส่ง
5) เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
6) ทวิตเตอร์ (ถ้ามี)/ไลน์(ถ้ามี)
ส่งรายละเอียดการจองมาที่ อีเมล์ woohoneyfiction@gmail.com
แล้วเราจะตอบรายละเอียดการโอนเงินให้นะคะ
สั่งจอง และโอนเงินได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 ธันวาคม 2558
หนังสือจะตีพิมพ์ และเริ่มจัดส่งให้ หลังจากปีใหม่เป็นต้นไปค่ะ
อาจจะตอบเมล์ช้านิดนึง แต่จะคอยอัพเดทให้ในทวิตเตอร์นะคะ
ติดตามได้ที่ @HoneyLimes หรือ tag #SweetSorrowfic
ขอบคุณค่ะ

[Fiction] Let The Rain Fall 9/?

 

 

 

จดหมายฉบับนึงวางอยู่บนโต๊ะของเขา เมื่อนิชคุณกลับจากการประชุมในช่วงบ่ายที่ลากยาวมาจนเกือบถึงเวลาเลิกงาน ซองจดหมายทำจากกระดาษสีเหลืองนวลจ่าหน้าซองด้วยตัวอักษรสีทองเป็นประกายถึงครอบครัวหรเวชกุล เขานั่งลงและหยิบมันขึ้นมา การ์ดเชิญร่วมงานการกุศล นิชคุณถอนหายใจ แม่ของเขาพยายามเชื้อชวนเขาให้ไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่ชอบงานประเภทเข้าสังคมพวกนี้เลยจริงๆ นี่แม่เขาคงเป็นคนสั่งให้คนมาวางไว้บนโต๊ะเขาอีกล่ะสิ นิชคุณต่อสายโทรศัพท์

โทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ

“แม่ครับ การ์ดเชิญบนโต๊ะผมมันคืออะไร”

“อ่อ คุณได้การ์ดเชิญแล้วใช่มั้ยลูก ไปแทนแม่หน่อยนะ”

“แต่แม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบงานพวกนี้ ผมไม่รู้จักใครเลย ไม่เหมาะกับผมหรอกครับ” นิชคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ เขาเคยยอมใจอ่อนไปกับแม่อยู่สองสามครั้ง แล้วในงานก็มีแต่เพื่อนของแม่ ส่วนเขาก็ได้แต่เดินตาม โดยไม่รู้จักใครสักคน และต้องคอยยิ้มเวลาที่พวกแม่ๆพูดคุยถึงเขาและเหล่าลูกๆเท่านั้นแหละ มันน่าเบื่อจะตาย

นิชคุณอ่านการ์ดเชิญคร่าวๆ รายละเอียดบอกว่าเป็นงานคอนเสิร์ตการกุศล นิชคุณกลอกตา นี่แม่จะให้เขาไปนั่งฟังเพลงเก่าๆที่ร้องโดยนักร้องรุ่นคลาสสิกหรือไงนะ

“ไม่เหมาะกับแม่มากกว่าน่ะสิ เขาบอกแม่มาว่าเขาต้องการจัดงานให้คนรุ่นใหม่ งานนี้รวมนักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งทายาทธุรกิจเอาไว้ เขาจัดมาเพื่อพวกลูกนั่นแหละ แม่ถึงส่งไปให้คุณไง ไปทำความรู้จักคนอื่นเอาไว้ เป็นโอกาสที่ดีไม่ใช่หรอ”

“แม่ไปกับผมนะ”

“ไม่เอาล่ะ จะเอาคนแก่ไปทำไมในงานของเด็กๆ”

แล้วทีแม่? งานของผู้ใหญ่ แม่ยังพาเขาไปด้วยเลย นิชคุณได้แต่นึกในใจ

“แล้วแม่จะให้ผมไปคนเดียวหรอครับ ผมขาดความมั่นใจนะ” นิชคุณอ้อนผู้เป็นแม่แบบที่ไม่ค่อยจะทำบ่อยสักเท่าไหร่

“ลูกก็ชวนน้องไปเป็นเพื่อนสิ นี่แม่ก็ไม่เห็นน้องมาเล่นบ้านเราสักพักแล้วนะ ไปแกล้งอะไรน้องเขาไว้หรือเปล่าน่ะเรา” เพราะนิชคุณเป็นลูกคนเดียว เวลาที่แม่พูดถึงน้องจึงหมายถึงอูยองเสมอ นิชคุณนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เขาเจออูยองคือคืนที่เขาอุ้มอูยองกลับบ้าน อูยองดื่มจนเมาโดยไม่รู้ตัว ไวน์ข้าวก็เหมือนความรักนันแหละ หลอกลวงด้วยรสชาติหอมหวาน ทำให้เราเผลอดื่มเข้าไปจนมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว และเขาก็พยายามแล้ว พยายามที่จะปกป้องอูยองไม่ให้จมดิ่งลงมาในความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ ความรักของเขา… เขายังจำสิ่งที่อูยองบอกกับเขาก่อนที่ร่างเล็กจะผล็อยหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อนได้

“เพราะว่าผมคิดถึงคุณฮยองมาก ผมจะต้องรีบทำให้ความรู้สึกบ้าๆนี้หายไปใช่มั้ยครับ ผมจะได้กลับมาหาคุณฮยองได้เร็วๆ”

“อูยองก็เปิดเทอมแล้ว เขาคงไม่ค่อยมีเวลาน่ะครับ จะสอบเข้ามหาลัยอีกด้วย” นิชคุณตอบผู้เป็นแม่ด้วยความจริงเพียงบางส่วน เขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้แม่เป็นกังวลในเรื่องความสัมพันธ์ของเขา โดยเฉพาะกับอูยอง ที่แม่ดูจะเอ็นดูเป็นพิเศษ เขายังคงมองอูยองเป็นน้องคนหนึ่งที่เขาห่วงใย และอูยองเอง ถ้าอูยองทำตามอย่างที่บอก ทำให้ความรู้สึกบ้าๆนี้หายไป สักวันหนึ่งความสัมพันธ์ของพวกเขาก็จะกลับมาเป็นพี่น้องกันอย่างเดิม

นิชคุณถอนหายใจ เมื่อวางสายไป เขายังคงพลิกการ์ดเชิญในมือไปมา ด้านหลังมีรายชื่อศิลปินที่มาเข้าร่วมงาน เขาสะดุดเมื่ออ่านเจอชื่อของคนๆหนึ่ง อีจุนโฮ

 

 

 

ในช่วงเดบิ้วต์แรกๆ จุนโฮมักจะเจอคำถามง่ายๆ ว่าเขามาเป็นไอดอลได้อย่างไร เขาชอบอะไร มีความสามารถพิเศษอะไร เขาจะตอบว่าเขาเป็นผู้ชนะการออดิชั่น เขาชอบเสียงเพลง และหลงใหลในการเต้น แต่เมื่อเขามีชื่อเสียงมากขึ้น คนก็เริ่มอยากรู้จักเขามากขึ้น คำถามในการสัมภาษณ์จึงเริ่มหลากหลาย และบางครั้งถึงแม้ว่าเขาจะอยากหลีกเลี่ยงที่จะตอบมันแค่ไหน เขาก็ทำไม่ได้

“คุณจุนโฮเขียนเพลงรักเองอย่างนี้ มาจากประสบการณ์รึป่าวคะ” พิธีกรที่เป็นรุ่นพี่ เอ่ยถามเขา

ในรายการทีวี มันไม่จำเป็นว่าจริงๆแล้วเขารู้สึกอย่างไร เขาก็แค่ต้องยิ้มเท่านั้น

“เคยมีความรักใช่มั้ยคะ”

“ครับ” จุนโฮตอบ เสียงกรี๊ดจากแฟนๆในห้องส่ง ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นในเชิงยอมแพ้ “มันนานมาแล้วนะครับ ตอนนี้คนที่ผมรักก็มีแต่พวกคุณเท่านั้นแหละครับ”

จุนโฮส่งยิ้มที่ทำให้ดวงตาเป็นเส้นเล็กๆไปที่แฟนคลับ

“ทำไมคะ เกิดอะไรขึ้น”

“เพราะว่าผมต้องมาเป็นนักร้อง..”

“อ่า.. เพราะต้องตั้งใจกับการฝึกซ้อมสินะคะ ไอดอลส่วนใหญ่ก็มักจะต้องเจอเหตุการณ์อย่างนี้ทั้งนั้น”

“นูน่าก็ผ่านมาเหมือนกันใช่มั้ยครับ” จุนโฮเอ่ยแซว เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม

“ตอนที่ผมตัดสินใจมาที่นี่ มันกระทันหันมากน่ะครับ”

“รู้สึกเสียใจมั้ยคะ”

จุนโฮนิ่งไปสักพัก เขารู้ว่ากล้องกำลังแพลนมาที่เขา และไม่นานคนดูก็จะจับความรู้สึกของเขาได้หมด

“ไม่ครับ การได้ยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่ ท่ามกลางแฟนๆที่รักของผม มันคือความฝันของผมนี่ครับ ผมคงเสียใจมากกว่า ถ้าผมตัดสินใจไปอีกอย่าง”

“หลังจากเดบิ้วต์แล้วพวกคุณได้คุยกันอีกมั้ย คุณประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียว เขาได้แสดงความยินดีกับคุณมั้ย”

“ผมหวังว่าเขาจะยินดีนะ” จุนโฮหัวเราะ

“คุณอยากจะพูดอะไรถึงแฟนเก่าหน่อยมั้ย”

“พูดได้หรอครับ” จุนโฮมองไปที่ชานซองเป็นเชิงขออนุญาต กฎของบริษัท เขาพูดถึงความรักและการเดทได้แต่ในรูปอดีตเท่านั้น และการพูดออกกล้องเหมือนว่าคุยกับแฟนเก่า เขาไม่แน่ใจนัก ว่าเขาสามารถทำมันได้

“ได้สิคะ คุณมีข้อความที่อยากจะส่งถึงเขารึป่าว ฉันคิดว่าเขาจะได้ดูมันนะ ฉันคิดว่ารายการของเรามีคนเปิดดูเยอะทีเดียว” พิธีกรกล่าวเรียกเสียงหัวเราะ ในขณะที่จุนโฮยังลังเล ชานซองพยักเพยิดกลับมา แต่เขาเชื่อว่าถ้าเขาพูดอะไรไม่เหมาะสมไป ชานซองก็พร้อมจะเดินเข้าไปหาโปรดิวเซอร์ของรายการ แล้วสั่งให้ตัดออกในทันที

จุนโฮมองไปที่กล้องที่จับหน้าเขา เขาเลือกจะพูดด้วยภาษาที่เป็นทางการ แทนที่จะแสดงให้เห็นความสนิทสนม ซึ่งอาจจะทำให้แฟนๆรู้สึกอึดอัด เขาเรียนรู้ที่จะเข้าใจจิตใจของแฟนคลับ และในขณะเดียวกันโดยที่ไม่รู้ตัว เขาหลงลืมที่จะใส่ใจในความรู้สึกของตัวเอง

“ในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ผมไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงมันได้อีก เรามาเดินต่อไปข้างหน้ากันเถอะนะ มันอาจไม่ใช่เส้นทางที่เราเคยคิดจะเดินด้วยกัน แต่ได้โปรดอยู่อย่างมีความสุข ผมหวังหว่าหากว่าเราได้เจอกันอีก เราจะยังสามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นะ”

 

 

 

นิชคุณสบดวงตาของจุนโฮ เขาสงสัยจริงๆว่าคนๆนี้คือจุนโฮที่เขาเคยรู้จักหรือเปล่า ทุกคำพูดทุกการกระทำ เขาไม่สามารถหาความจริงใจในนั้นได้เลย ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องโกหกเสแสร้ง คือการแสดงเพื่อเรียกความนิยมต่อหน้ากล้อง เขากดรีโมทปิดทีวี ก่อนจะจ้องมองหน้าจอสีดำที่ว่างเปล่าซึ่งสะท้อนเงาของตัวเขาที่นั่งอยู่เพียงลำพังในคืนวันศุกร์ ความคิดที่ว่าจะออกไปข้างนอก ถูกขัดด้วยก้อนขนสีเทาลูกใหญ่ที่กระโดดตุ้บมานั่งข้างๆ

ดวงตาสีเหลืองสว่างถูกตัดขอบด้วยเส้นขอบตาสีดำ มองจ้องมาที่เขาก่อนจะส่งเสียงร้องทักทาย

“ไง” นิชคุณขานรับ พร้อมกับยื่นมือไปลูบหัวมันเบาๆ “ลูกเป็ด..นายมาได้ยังไง…”

เพราะว่าโดยปกติแล้ว อูยองเป็นคนดูแลลูกเป็ด หลังจากที่อูยองไม่มาที่บ้านเขาเกือบเดือน เขาจึงไม่ได้เจอมันมาสักพักแล้ว

“อูยอง..” นิชคุณรีบลุกขึ้นยืน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอูยองจะต้องเป็นคนพาแมวของเขากลับบ้านมาแน่ๆ เขาเดินตามเสียงพูดคุยที่น่าจะดังอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน

อูยองกำลังยืนคุยกับแม่บ้านของเขา

ผมหน้าม้าของอูยองยาวขึ้นเล็กน้อย ล้อมกรอบหน้าให้ยิ่งดูหวานคล้ายเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่มีพวงแก้มกลม อูยองดูตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอนิชคุณที่กำลังเดินออกมาหา

“ผมฝากด้วยนะครับ” อูยองรีบพูดกับคุณป้าแม่บ้าน และเตรียมจะเดินกลับไป แต่นิชคุณก็เรียกเขาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิ อูยอง”

“อ่า ฮยอง ขอโทษนะครับ ผมไม่รู้ว่าฮยองอยู่บ้าน” อูยองก้มตัวลงขอโทษ 90 องศา ท่าทีที่ดูเป็นทางการและจงใจให้ห่างเหิน ทำให้นิชคุณอดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป

“ทำไมล่ะ ถ้ารู้ว่าฉันอยู่ นายจะเข้าไปหาฉันหรอ”

“ผมจะไม่มาต่างหาก” อูยองขยับปากมุบมิบ แต่คนที่ได้ยินน่ะ ตกใจไปแล้ว เพราะไม่คิดว่าอูยองจะพูดออกมาจริงๆว่าไม่อยากเจอหน้าเขาน่ะสิ

“แล้วมาทำไม” นิชคุณกอดอก พยายามเก็บความรู้สึกไม่พอใจที่เกิดขึ้น เขาก็รู้อยู่ว่าอูยองกำลังพยายามหลบหน้าเขา แต่การจะมาพูดต่อหน้าต่อตาว่าไม่อยากเจอหน้ากัน มันกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด

“ผมจะไปทัศนศึกษาวันพรุ่งนี้ ผมกลัวว่าจะไม่มีคนดูแลทาโร่ เลยพามาที่นี่”

“เอาแมวเขาไปเลี้ยง พอเลี้ยงไม่ได้ก็เอามาคืนเนี่ยนะ” ประโยคที่ฟังดูเหมือนถากถางจากนิชคุณ ทำให้อูยองมองหน้านิชคุณอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทั้งๆที่ตั้งใจจะหลบสายตาให้มากที่สุด แต่ตอนนี้ดวงตากลมใสกำลังมองหน้าพี่ชายตัวโตที่พูดจาไร้สาระชวนโมโห

“แล้วใครเอาแมวมาเลี้ยง พอเลี้ยงไม่ได้ ก็เอาไปฝากให้คนอื่นดูแลแทนอยู่ตั้งหลายปีครับ” อูยองย้อนกลับบ้าง

“นายเป็นคนบอกเองนะว่านายจะดูแลมัน”

“แล้วผมไม่ดูแลตรงไหน ผมไม่อยู่แค่สองสามวันนี่แหละ เดี๋ยวผมก็มารับคืน”

หน้าตาน่ารักที่กำลังโต้เถียงด้วยความโมโหอย่างจริงจัง ทำให้นิชคุณหลุดหัวเราะออกมา เขาแกล้งกระแอมไอเพื่อกลบรอยยิ้มที่ผุดขึ้นที่มุมปาก เขารู้ดีว่าอูยองมีนิสัยไม่ยอมคนง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่ความผิดตัวเอง จางอูยองน่ะเถียงจนขาดใจเลยล่ะ พอเห็นหน้าตาดื้อรั้น ก็อดนึกถึงจางอูยองตอนเด็กๆไม่ได้ เด็กที่เคยโต้เถียงกับเขาจนไม่ยอมกลับบ้านจนกว่าเขาจะเป็นฝ่ายยอมแพ้

“กลับวันไหน” นิชคุณพยายามคุมเสียงให้นิ่งทั้งๆที่ใจจริงอยากหัวเราะออกมาอยู่แล้ว เมื่ออูยองตวัดสายตามองตอบกลับมา

“น่าจะเย็นวันอาทิตย์ครับ” ใบหน้าบึ้งตึง ชวนให้นิชคุณอยากแกล้งขึ้นไปอีก

“แล้วจะมาหาที่บ้านเลยรึป่าว”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมไม่ทิ้งทาโร่ไว้ให้ลำบากฮยองหรอกครับ”

“ก็ดี มากี่โมงล่ะ จะได้ให้เตรียมข้าวไว้ให้”

“ห้ะ?” อูยองมองหน้านิชคุณด้วยความสับสน “อะไรนะครับ”

“อยู่กินข้าวด้วยกันนะ”

“คุณฮยอง..” นิชคุณปล่อยให้ริมฝีปากของตัวเองยิ้มออกมา เมื่อในที่สุดอูยองก็ยอมพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แข็งกร้าวดื้อรั้นอีก

“แม่บ่นว่าคิดถึงนาย นายเล่นหายหน้าไปตั้งหลายวัน วันอาทิตย์กินข้าวเย็นด้วยกันนะ”

“แต่ผม..” อูยองลังเล

“นายมาอ้อนแม่ฉัน จนแม่ฉันติดนายไปแล้ว อยู่ๆจะหายไปได้ยังไง” นิชคุณย้ำให้อูยองรู้สึกผิด แต่สายตาที่มองช้อนกลับมา กลับทำให้เขารู้สึกผิดซะเอง

“ฮยองก็รู้… ผมกำลังพยายามอยู่นะครับ” อูยองถอนหายใจ “ฝากบอกคุณป้าด้วยว่าช่วงนี้ผมยุ่งๆ น่ะครับ ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะแวะมาหา”

อูยองโค้งให้เขาอีกครั้งเป็นการบอกลาอย่างห่างเหินจนน่าใจหาย

 

 

เจบอมมักจะรู้สึกกดดัน เมื่อเขาจะต้องแจ้งผลตรวจของสัตว์เลี้ยงให้กับเจ้าของที่เฝ้ารอคำตอบอย่างเป็นกังวล เขาเป็นคนที่ทั้งบอกข่าวร้าย และข่าวดี ได้เห็นคนที่หัวใจสลายไปต่อหน้าต่อตา หรือบางคนก็ได้รับข่าวดีที่ทำให้รู้สึกโล่งใจ เขาได้รับทั้งคำขอบคุณ และคำอ้อนวอน มนุษย์เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจนเหมือนคนในครอบครัว พวกเขาจ้องมองมาที่สัตวแพทย์อย่างเขาด้วยความหวังที่มีต่อลูกตัวน้อยที่เต็มไปด้วยเส้นขนปุกปุย

แต่ไม่เคยที่เขาจะกดดันเท่าตอนนี้ ที่มีชายหนุ่มร่างสูงยืนค้ำหัวรอคำตอบจากเขาอยู่ ขนาดตอนสอบจบเขายังไม่รู้สึกถูกกดดันเท่านี้เลย เจบอมไล่อ่านค่าต่างๆจากผลเลือด ทุกอย่างปกติ และแสดงให้เห็นถึงสุขภาพที่ดี เขากระแทกแฟ้มลงกับโต๊ะ ด้วยเสียงดังพอให้คนที่ยืนค้ำหัวถอยไปได้บ้าง

“เป็นไงบ้าง ตกลงลูกเป็ดเป็นอะไร”

เจบอมมองเลยนิชคุณซึ่งทำตัวเหมือนเป็นคุณพ่อมือใหม่ที่วิตกจริตเกินเหตุไปยังลูกเป็ดบนโต๊ะตรวจ แมวขนยาวฟูสีเทาสยายแทบจะเต็มโต๊ะเมื่อมันนอนแผ่ลง และแกว่งหางเบาๆ

“ผลตรวจปกติ แข็งแรงทีเดียวเลยล่ะ”

“แต่มันกินข้าวน้อยมากเลย วันนี้ทั้งวันก็เอาแต่นอน ฉันเรียกมากินข้าวก็ไม่มา เอานมให้กินก็เลียไปนิดเดียว”

เจบอมมองหน้านิชคุณอย่างเห็นใจ นี่เขากำลังจะบอกข่าวร้ายรึป่าวนะ บอกไปอย่างนี้กับคนที่เป็นเจ้าของตัวจริง นิชคุณจะเสียใจรึป่าวนะ แต่ก็ช่วยไม่ได้ นิชคุณหายไปตั้งนานนี่นะ

“มันคิดถึงอูยองน่ะ”

“อะไรนะ” นิชคุณขมวดคิ้ว

“แมวน่ะ ถ้าไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่มันคุ้นเคย เช่น ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนเจ้าของ มันก็เครียดได้นะ รออูยองกลับมาเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น”

“แต่มันก็มาบ้านฉันเป็นประจำนะ ปกติก็ไม่เห็นจะเครียดอะไรนี่”

“ก็ปกติเวลาไปหานาย อูยองก็ไปด้วย แมวก็เหมือนเด็กๆนั่นแหละ พอไม่เห็นเจ้าของก็เลยซึม”

“ฉันก็เป็นเจ้าของแกเหมือนกันนะ ไอ้ลูกเป็ด” นิชคุณหันไปค้อนใส่แมวตัวโต ที่ทำท่าจะนอนต่ออีก

“นายต้องยอมรับนะ นายเป็นเจ้าของแค่ในนามว่ะ คนที่ดูแลลูกเป็ดคืออูยอง” เจบอมหัวเราะ “จริงๆฉันก็เห็นเคสอย่างนี้มาเยอะนะ ยิ่งประเภทแฟนกัน เลี้ยงหมา เลี้ยงแมวด้วยกัน ผลัดกันเลี้ยง สัตว์เลี้ยงมันก็จำนะว่าชีวิตมันมีเจ้านายคนนี้ๆ พอวันดีคืนดีเจ้านายทะเลาะกัน เลิกคบกันขึ้นมา เจ้านายหายไปคนนึง มันก็ซึม มันก็เครียดสิ ดีไม่ดี เจ้านายเห็นหน้าแล้วบาดใจ ไม่อยากเลี้ยงต่ออีก”

“แล้วนายจะให้ฉันทำไง”

“แล้วนายต้องทำอะไรด้วยหรอวะ พวกนายทะเลาะกันหรอไง พรุ่งนี้อูยองก็กลับมาแล้วนี่ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” เจบอมพูด ก่อนจะเอะใจเพราะน้ำเสียงของนิชคุณที่ดูจะหนักใจจริงๆ “หรือพวกนายทะเลาะกันหรอ?”

“เปล่า” นิชคุณพูด ก่อนจะถอนหายใจยาว ถ้าพรุ่งนี้จางอูยองไม่มาล่ะ จะหายไปตลอดไปเลยหรอ ถ้าการที่อูยองเอาลูกเป็ดมาให้เขาเลี้ยง คือการเอามาคืน แล้วอูยองจะไม่มาหาเขาอีกล่ะ ความคิดที่วิ่งวนไปมาในหัวชวนให้ใจหวิวไปหมด ไอ้เด็กตัวแสบ จู่ๆจะหายไปได้ยังไงเล่า

“เอาอาหารเสริมบำรุงร่างกายไปแล้วกัน” เจบอมเอ่ย เมื่อนิชคุณดูท่าว่าจะไม่พูดอะไรต่อ คงไม่ใช่มีแต่ลูกเป็ดแล้วละมั้ง ที่รอให้อูยองกลับมา

 

 

 

 

 

 

Note: เปิดไปเจอว่าแต่งไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้เอามาลง เลยขออัพหน่อย

แต่ตอนต่อไป นี่ขอรื้อฟื้นความทรงจำก่อนนะคะ ว่าจะเขียนต่อยังไง 55

[SF] It’s our secret

 

Pairing: KhunWoo
Genre: Romance, Fluffy
Rate: PG-15

 

 

 

เศษกระดาษแผ่นหนึ่งถูกพับ และยื่นมาให้ อูยองนิ่วหน้าขณะเงยขึ้นมองรอยยิ้มขี้เล่นของคนตรงหน้า

“อะไร” เด็กหนุ่มในวัยมัธยมปลายส่งเสียงห้วนเพราะกำลังวุ่นกับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบปลายภาค

“เปิดดูสิ” นิชคุณขยั้นขยอให้เขาเปิดอ่าน

เขาถอนหายใจก่อนจะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอย่างเสียไม่ได้ อูยองมองเส้นดินสอที่ถูกกดเขียนอย่างบรรจงลงบนกระดาษ โดยที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมันสักนิดเดียว

 

IPRVECRU

 

“มันไม่มีความหมายด้วยซ้ำ”

“เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมาหาเขา และขยิบตา “มันเป็นความลับ”

อูยองกรอกตา เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โดยที่ยังคงไม่รู้ความหมายของมัน

 

 

 

อูยองสนิทกับนิชคุณด้วยความบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าด้วยโชคชะตา อูยองย้ายเข้ามาที่โรงเรียนในช่วงกลางเทอมของมัธยมปลายปีที่หนึ่ง และเริ่มต้นชีวิตในโรงเรียนด้วยการสอบตกทุกวิชา เขาไม่ใช่คนโง่นะ ถึงแม้คำว่าเด็กโง่จะกลายเป็นคำพูดติดปากที่นิชคุณใช้เรียกเขาไปแล้วก็ตาม แต่มันเป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดของที่นี่ได้ เขาโผล่มาเรียนกลางเทอม และไม่รู้จักใครเลย นอกจากนิชคุณที่ถูกอาจารย์สั่งให้มาช่วยสอนพิเศษเขาหลังเลิกเรียน จะด้วยเพราะอะไรก็แล้วแต่ นิชคุณเป็นเพื่อนคนแรกของเขา และได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทในที่สุด

 

“ทำไมถึงมาสอนฉันล่ะ ไม่คิดว่ามันเสียเวลาบ้างหรอ” อูยองเคยถามนิชคุณในเย็นวันหนึ่ง ที่เพื่อนๆคนอื่นนัดกันไปเที่ยวหลังเลิกเรียน แต่นิชคุณกลับต้องมานั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนเขา

นิชคุณยิ้ม เหมือนว่ากำลังฟังเขาพูดเรื่องขำขัน

“เพราะว่าฉันเคยเป็นเหมือนนายมาก่อน”

คราวนี้เป็นอูยองบ้างที่หัวเราะออกมาราวกับเพิ่งฟังเรื่องล้อเล่นที่ตลกที่สุดในชีวิต “นายเนี่ยนะ ตลกละ”

“เปล่านะ” นิชคุณส่ายศีรษะ “ปัญหาของฉันมันตรงข้ามกับนายนิดหน่อย แต่ว่ามันก็คล้ายกันนั่นแหละ”

อูยองเลิกคิ้วขึ้น

“ตอนฉันมาอยู่เกาหลีใหม่ๆ ฉันพูดเกาหลีแทบไม่ได้เลย ถึงที่โรงเรียนจะสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่นายปฏิเสธไม่ได้หรอกนะ ว่าเวลาที่คุยกันเราคุยกันเป็นภาษาเกาหลี ตอนฉันอยู่ม.ต้น ฉันแทบไม่มีเพื่อน คุยกับใครก็ไม่เข้าใจ พอฉันเจอนายเข้ามาใหม่ มันทำให้ฉันนึกถึงตัวเองสมัยนั้น ฉันก็เลยอยากทีจะช่วยเหลือไง”

อูยองคงจะยิ้มออกมา หากไม่ใช่เพราะประโยคถัดไปของนิชคุณ “เพราะว่านายเป็นเด็กโง่…”

“ขอบใจนะ” อูยองผลักนิชคุณเต็มแรง

 

 

“อูยองๆ” เขาได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย ก่อนที่จะเห็นตัวของนิชคุณเสียอีก ร่างสูงสวมชุดครุยสีดำ และหมวกใบเล็กบนศีรษะ มือข้างนึงเต็มไปด้วยดอกกุหลาบ เป็นประเพณีในวันเรียนจบที่พวกเขาจะได้รับดอกไม้จากรุ่นน้อง ซึ่งสำหรับนิชคุณเขาได้รับมันอย่างมากมายทีเดียวเพราะความเป็นที่นิยมของเขา นิชคุณเป็นคนหล่อ หน้าตาดี เขาเรียนเก่ง และเป็นมิตรกับทุกคน ในขณะที่อูยองค่อนข้างเงียบและเก็บตัว เขาไม่ได้รับดอกไม้มากนัก หรือเอาจริงๆจะมีรุ่นน้องสักกี่คนที่จะรู้จักหรือสังเกตเห็นเขา อย่างมากเขาก็ถูกรู้จักในนามเพื่อนของนิชคุณเท่านั้นล่ะ แต่ใช่ว่ามันจะสำคัญอะไรนี่ นิชคุณเดินแทรกนักเรียนคนอื่นๆที่กำลังจัดแถวเพื่อถ่ายรูปหมู่มาหาเขา

“ยินดีด้วยนะ นายเรียนจบจนได้” นิชคุณยิ้ม พร้อมกับจับมือเขาให้เดินตามขึ้นไปบนแสตนด์

“ยินดีด้วย เช่นกันนะ” อูยองตอบ เมื่อพวกเขายืนอยู่ข้างกัน พวกเขายิ้มกว้าง ก่อนที่ช่างกล้องจะเรียกให้พวกเขามองตรงไปข้างหน้า และเริ่มกดถ่ายภาพ

ช่วงเวลาในรั้วโรงเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่านิชคุณจะไม่จำเป็นต้องสอนพิเศษให้เขาในตอนเย็นมาสักพักแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงใช้เวลาหลังเลิกเรียนด้วยกัน บางครั้งนิชคุณจะชวนเขาไปเล่นบาส หรือแบดมินตัน บางครั้งพวกเขาก็ลงเล่นฟุตบอลร่วมกับเพื่อนในห้อง นอกจากนี้พวกเขามีงานอดิเรกเล็กๆร่วมกัน เช่น การวาดภาพ หรือเล่นดนตรี เขาได้เรียนรู้การใช้พู่กันเพื่อระบายสีน้ำจากนิชคุณ รวมทั้งยังได้ฝึกเล่นเปียโนเพิ่มจากพื้นฐานที่เขาเคยหัดสมัยประถม ต้องยอมรับว่าเพื่อนสนิทของเขาเป็นคนที่น่าทึ่ง นิชคุณดูเหมือนจะทำได้ทุกอย่าง และทำได้ดีทุกอย่าง ช่วงวัยมัธยมกลายเป็นช่วงชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ และก็น่าใจหายที่มันกำลังจะสิ้นสุดลง

“อูยอง” นิชคุณเรียก ก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกกัน “โชคดีนะ”

อูยองยิ้มตอบกลับมา “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ”

 

 

 

พวกเขาเคยคิดว่ามันคือการบอกลา การที่พวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปหลังเรียนจบ อูยองเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในโซล ในขณะที่นิชคุณตัดสินใจกลับไปที่อเมริกาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา อูยองไม่ได้ไปส่งนิชคุณที่สนามบิน แต่นิชคุณส่งข้อความมาหาเขาก่อนจะขึ้นเครื่อง และหลังจากที่อูยองเปิดเทอมได้สองเดือน นิชคุณก็เมล์หาเขา นิชคุณไม่ได้เรียนต่อในทันที เขาเลือกใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ นิชคุณจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำงานพิเศษ หรือการไปเที่ยวในสุดสัปดาห์มาให้เขาฟังเสมอ ตอนนั้นเองที่อูยองรู้ว่าพวกเขาไม่เคยได้บอกลากันเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังไม่ได้จากกันไปไหนเลย พวกเขายังคงอีเมล์คุยกันอยู่เสมอ ถ้าวันไหนอูยองนอนดึก หรือนิชคุณตื่นเช้า พวกเขาจะนั่งคุยกันผ่านโปรแกรมสนทนา หรือบางครั้งนิชคุณก็โทรมาหา เมื่อผ่านไปหนึ่งปี นิชคุณก็กลับมา และลงเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพียงแต่คนละคณะเท่านั้น นิชคุณกลายเป็นรุ่นน้อง พวกเขาไม่ได้เรียนด้วยกันตลอดเหมือนเมื่อก่อน แต่พวกเขายังคงนัดเจอกันทุกครั้งที่พอมีเวลาว่าง ความลับของนิชคุณไม่เคยถูกพูดถึงอีก จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง ที่อูยองเรียนอยู่ปีสาม นิชคุณนัดเขาออกไปหา และเริ่มพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง

“เธอสวย และนิสัยดี แล้วก็ชอบนาย ฉันว่าไม่เห็นมีอะไรที่นายน่าจะต้องลังเลเลยนะ” อูยองหัวเราะ เมื่อนิชคุณเล่าให้เขาฟังถึงรุ่นน้องที่คณะที่มาสารภาพรัก

“แล้วนายคิดว่าฉันควรตกลงคบเขาหรอ”

“แล้วทำไมถึงจะไม่คบล่ะ นายชอบใครอยู่แล้วรึไง”

นิชคุณหยุด ถ้าหากอูยองสังเกต เขาคงจะได้เห็นมุมปากที่กระตุกยิ้มอย่างขื่นขม นิชคุณยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม

“นายจำความลับของฉันได้มั้ย”

อูยองขมวดคิ้ว “ความลับอะไร”

“เด็กโง่” นิชคุณยิ้มออกมาบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ชายหนุ่มจัดการเครื่องดื่มที่เหลือ โดยไม่พูดอะไรต่อ

 

หลังจากนั้นนิชคุณก็มีแฟน เป็นครั้งแรกที่นิชคุณเริ่มคบใครอย่างจริงๆจังๆตั้งแต่พวกเขาเริ่มรู้จักกันมา นิชคุณเคยออกเดทมาบ้าง แต่ส่วนมากมันก็จบลงที่การเดทครั้งที่สองหรือสามเท่านั้น เมื่ออูยองถามว่าทำไม นิชคุณจะยักไหล่ ก่อนจะตอบว่าเขายังไม่อยากคบใคร มันเป็นอย่างนี้มาตลอด จนครั้งนี้ ที่อูยองรู้ว่านิชคุณจะไม่เดินเข้ามาในห้องเขา และเริ่มร่ายยาวถึงข้อดีของการเป็นคนโสดอีกต่อไป เมื่อเขาพยายามจะชวนนิชคุณออกไปกินข้าวเย็นที่ร้านประจำ และนิชคุณปฏิเสธ เพราะเป็นวันครบรอบร้อยวันของทั้งสองคน เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่านิชคุณจะคบใครได้ถึงร้อยวันจริงๆ

“ไปดูหนังกันนะ” อูยองค่อนข้างแปลกใจ เมื่อนิชคุณโทรหาเขาในเช้าตรู่วันหนึ่ง หลังจากต่างคนต่างก็มัวแต่ยุ่งกับการเรียน และเรื่องส่วนตัว มันเป็นเวลาสักพักมาแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอกันเลย ถ้าจะนับ ก็คงตั้งแต่วันที่นิชคุณปฏิเสธคำชวนของเขา

“แล้วแฟนนายไปไหนซะล่ะ”

“เขาไม่ชอบดูหนังแอคชั่นหรอกน่า”

อูยองยิ้ม เขาตอบตกลง ก่อนจะลุกออกจากเตียงเพื่ออาบน้ำแต่งตัว

พวกเขานัดกันตอนบ่ายโมง และอูยองก็ไปถึงก่อนครึ่งชั่วโมง เขาโทรหานิชคุณ ตอนที่เขาตัดสินใจไปต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วไว้ก่อน ไหนๆเขาก็มาถึงแล้วนี่ โทรศัพท์ดังอยู่สักพัก ก่อนที่นิชคุณจะรับสาย เหลืออีกสองคิวข้างหน้าก่อนจะถึงเขา

“ฉันซื้อตั๋วเลยนะ นายใกล้ถึงรึยัง”

“อูยอง..” น้ำเสียงกังวลของนิชคุณทำให้เขาเอะใจ

“มีอะไรหรอ”

“แฟนฉันไม่สบายน่ะ ฉันพาเขามาโรงพยาบาล ฉันคงไปช้าหน่อย”

“ไม่..ไม่เป็นไรหรอก” แถวขยับแล้ว อูยองยิ้มถึงแม้ว่าคนปลายสายจะมองไม่เห็น “เราไว้เจอกันวันหลังก็ได้ นายอยู่ดูแลแฟนนายเถอะน่า”

“ฉัน..”

“แค่นี้ก่อนนะ”

อูยองรีบกดวางสาย เมื่อถึงคิวของเขาแล้ว เขาซื้อตั๋วหนังหนึ่งใบสำหรับเรื่องที่พวกเขาตั้งใจมาดูด้วยกัน มันไม่ใช่ว่าเขาจะดูหนังคนเดียวไม่ได้สักหน่อยนี่ แค่นิชคุณมาไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าแผนการในวันหยุดของเขาจะต้องล่ม เขาเข้าไปในโรงหนังตามลำพัง เขาเคยดูหนังคนเดียวอยู่หลายครั้ง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ได้แตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก มันเป็นหนังเกี่ยวกับทหารที่ต้องเข้าไปช่วยตัวประกันในสงคราม ถึงจะเป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากแอคชั่น แต่ก็มีหลายๆฉากที่ทำให้เขาร้องไห้ และมันก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขาเสียน้ำตาตลอดทั้งเรื่อง คืนนั้นอูยองเข้านอนด้วยดวงตาบวมช้ำ เขาโทษหนังเรื่องนั้นที่ทำให้เขาร้องไห้

 

 

นิชคุณมาหาเขาที่ห้องในอาทิตย์ถัดมา พร้อมดีวีดีห้าแผ่น และพิซซ่าอีกสองถาด สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเข้ากันได้ดี คงเป็นเพราะความชอบและรสนิยมที่คล้ายกัน ดีวีดีทั้งห้าแผ่นของนิชคุณเป็นหนังเรื่องโปรดของพวกเขาทั้งคู่ อูยองไม่ชอบออกจากบ้าน พอๆกับที่นิชคุณไม่ชอบความวุ่นวาย พวกเขาสามารถใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายนอนดูหนังที่พวกเขาต่างก็เคยดูมาแล้วนับสิบรอบด้วยกัน โดยไม่ต้องออกไปไหนเลย เขาไม่รู้ว่าเผลอหลับไปเมื่อไหร่ เมื่อรู้สึกตัวอีกทีอูยองก็พบว่านิชคุณกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาได้ยินบทพูดที่เขาจำได้แทบทุกคำจากโทรทัศน์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ แสงของมันสะท้อนอยู่ในนัยตาสีดำขลับของนิชคุณ

“143” จู่ๆนิชคุณก็พูดเลขชุดหนึ่งขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆที่ระบายบนริมฝีปาก

อูยองขมวดคิ้ว

“นายยังเก็บความลับของฉันไว้รึป่าว”

อูยองพยักหน้า.. “แต่ฉันไม่เข้าใจมัน”

 

 

IPRVECRU

 

อูยองเจอกระดาษใบนั้นอีกครั้ง ตอนที่เขากำลังเก็บของเพื่อเตรียมย้ายออกจากหอพัก เขาเพิ่งสอบปลายภาคสำหรับเทอมสุดท้ายเสร็จ สี่ปีมาแล้วที่ความลับของนิชคุณ ยังคงถูกเก็บเป็นความลับที่ไม่มีใครได้รู้ เขาพับกระดาษใบนั้นเก็บไว้ในกล่องตามเดิม เมื่อโทรศัพท์มือถือของเขาส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความใหม่

 

NHK: สอบเสร็จแล้วโว้ยยย

WJY: ดีใจด้วย~

NHK: =]

NHK: สุดสัปดาห์นี้ว่างมั้ย

NHK: ฉลองกัน

WJY: นายเลี้ยงนะ ㅋㅋㅋ

NHK: จะชวนไปเที่ยวต่างหากล่ะ

WJY: ที่ไหนหรอ

NHK: นายเคยบอกว่าอยากไปเล่นสกี แฟนฉันชวนไปพอดี ไปเล่นสกี และนอนค้างสักคืนสนใจมั้ย

อูยองจ้องมองข้อความในโทรศัพท์อยู่สักพัก เวลาที่เขาคุยกับนิชคุณ พวกเขามักจะพูดกันได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะหัวข้ออะไรก็ตาม เมื่อเรื่องหนึ่งจบลง ก็จะมีใครสักคนเริ่มเรื่องใหม่ขึ้นมาทันที มันเหมือนการสนทนาที่ไม่มีวันจบ พวกเขาเคยแม้กระทั่งคุยกันทั้งคืน จนต่างฝ่ายต่างก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว แต่มันก็มีบางที เช่นตอนนี้ที่จู่ๆเขาก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อ เขาเริ่มพิมพ์อย่างช้าๆทีละตัวอักษร ฉันไม่ชอบหิมะ.. ก่อนที่เขาจะลบมันทิ้ง

จนเมื่อโทรศัพท์ในมือของเขาเริ่มสั่นเพราะสายที่โทรเข้ามา อูยองถึงรู้ตัวว่าเขายังไม่ได้ตอบคำถามของนิชคุณ เขากดรับสายเมื่อมันดังเป็นครั้งที่สาม

“ว่าไง นายจะไปเที่ยวด้วยกันมั้ย”

“ฉันคงไปไม่ได้น่ะ ฉันต้องเก็บของเตรียมย้ายหอ”

“ฉันอยากให้นายไปด้วย”

อูยองยิ้ม ก่อนจะตอบกลับไป “นายไม่อยากหรอก”

 

 

คืนวันศุกร์ อูยองเก็บของบนโต๊ะทั้งหมดไว้ในกล่องเพื่อเตรียมย้ายออก เขามองห้องที่อาศัยอยู่มาสี่ปีโล่งขึ้นอย่างไม่คุ้นตา มันเป็นความใจหายเมื่อเขาตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอีกช่วงหนึ่งของชีวิต เขาเรียนจบแล้ว ในวันพรุ่งนี้เรื่องที่เขาจะต้องกังวลไม่ใช่เรื่องในห้องเรียนหรือในห้องสอบอีกต่อไป หลังจากนี้ถ้าหากเขาเจอโจทย์คำถามยากๆในชีวิต เขาไม่สามารถยกมือถามอาจารย์ได้ และโจทย์คำถามเหล่านั้นจะไม่มีเฉลย ไม่มีคำตอบ ถึงแม้ว่าเขาจะอยากยอมแพ้ และอยากรู้คำตอบของมันมากแค่ไหน เพราะเขาต้องเป็นคนคิดคำตอบที่ถูกที่สุดขึ้นมาเอง เขากำลังจะต้องเริ่มใช้ชีวิต ลึกๆแล้ว เขารู้สึกหวั่นกลัวอนาคตต่อจากวันนี้

เขาได้งานพาร์ทไทม์ที่คาเฟ่แห่งหนึ่งใกล้ๆอพาร์ทเม้นต์ใหม่ที่เขากำลังจะย้ายไป แต่แน่นอนว่าเขาจำเป็นจะต้องหางานประจำด้วย เขายื่นใบสมัครไปแล้วสองสามบริษัทแต่ยังไม่มีที่ใดติดต่อกลับมา อูยองเข้านอน แต่เพราะความกังวลหลายอย่าง ทำให้คืนนั้นเขานอนไม่หลับ เขารู้ว่านิชคุณจะออกไปต่างจังหวัดในวันพรุ่งนี้ เขาเลยตัดสินใจไม่โทรหาเหมือนทุกครั้งที่เขามีเรื่องไม่สบายใจ

อูยองสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูประสานกับเสียงโทรศัพท์ในวันต่อมา เขาหรี่ตาเมื่อพบว่าแสงอาทิตย์กำลังส่องสว่างจ้าเข้ามาในห้อง เขาควานหาโทรศัพท์มือถือและพบมันอยู่ใต้หมอน มันหยุดส่งเสียงร้องแล้ว แต่เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องยังคงดังอย่างต่อเนื่อง อูยองกดดูเวลาที่มือถือและพบว่ามันเป็นเวลาเกือบบ่ายสอง และเขามีสายที่ไม่ได้รับจากนิชคุณเกือบสิบสาย

เขาพยายามสลัดความมึนเบลอที่มีอยู่และเดินไปเปิดประตูให้ใครก็ตามที่กำลังจะพังประตูเขาอยู่ในตอนนี้

“นายมาทำอะไรเนี่ย” อูยองพูด เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือคนที่ควรจะไปเล่นสกีอยู่บนภูเขาสักลูกที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน

“นี่นายเพิ่งตื่นหรอ” นิชคุณไม่สนใจคำถามของเขา ดวงตาคมกวาดสายตาดูร่างเล็กในชุดนอนตัวหลวมโพร่ง

“ฉันนึกว่านายไปเที่ยวกับแฟนซะอีก”

“เด็กโง่ นี่นายเรียนจบก่อนฉันได้ไงกันนะ” นิชคุณระบายยิ้มขบขันบนเรียวปาก “ถ้านายไม่ไปด้วย ฉันจะไปได้ยังไง”

“เกี่ยวอะไรด้วย” อูยองขมวดคิ้ว ในขณะที่นิชคุณฉีกยิ้มกว้างและเดินแทรกเข้าไปในห้อง

“ฉันเป็นสุภาพบุรุษนะ จะให้ไปต่างจังหวัดกับผู้หญิงสองต่อสอง ฉันกลัวว่ามันจะดูไม่ดี ผู้หญิงเขาจะเสียหายได้น่ะ”

“สุภาพบุรุษ?” อูยองหันมองตามร่างสูงที่เริ่มเดินสำรวจห้องของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

“นายกินอะไรรึยัง” นิชคุณเปลี่ยนเรื่อง เขาเริ่มเปิดตู้เย็นของอูยอง มันแทบจะว่างเปล่า “นายต้องกินอะไรบ้างนะ นายผอมลงเยอะรู้มั้ย”

เพราะว่าเขาอยู่ตัวคนเดียว บางวันอูยองก็ตื่นสายจนเลยมื้ออาหารไปหมดแล้ว บางวันเขาก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะออกไปหาอะไรกิน ทำให้กลายเป็นว่าช่วงหลังๆมานี้ หากไม่มีธุระต้องออกไปไหน เขากินข้าวแค่วันละมื้อเท่านั้น และเขาเองก็รู้สึกว่าน้ำหนักของเขาหายไปได้สักห้าหกกิโลแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

“ฉันทำอะไรให้กินเอามั้ย”

“นายทำอาหารเป็นด้วยหรอ”

“ไม่รู้สิ ปกติเคยแต่ทำกินเอง ไม่เคยทำให้ใครกินมาก่อนเลย”

อูยองยิ้มบางๆใบหน้าของเขาดูเหนื่อยอ่อน “ฉันอยากนอนต่อ”

นิชคุณเดินตามมานั่งข้างเตียง เมื่ออูยองมุดกลับไปนอนซุกในผ้าห่ม มือใหญ่ทาบบนหน้าผากของอูยอง

“ไม่ได้ไม่สบายใช่มั้ย”

“แค่ง่วงน่ะ” อูยองพึมพำ

“งั้นก็นอนไป เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน แล้วค่อยตื่นมากินนะ”

“นายไม่ต้องไปไหนแล้วหรอ”

นิชคุณยิ้มให้คนที่พูดทั้งที่ยังหลับตา

“ไม่ไปแล้ว”

อูยองพบว่าความกังวลที่เกิดกับเขาเมื่อคืน ความกังวลถึงอนาคต การเริ่มต้น การเป็นผู้ใหญ่ ทั้งหมดนั้นได้หายไปแล้ว เพียงเพราะคำพูดสามพยางค์ และสัมผัสอุ่นๆของมือใหญ่บนหน้าผาก

 

 

นิชคุณเป็นคนช่วยเขาขนของมาที่อพาร์ทเม้นใหม่ พวกเขาช่วยกันขนของใส่รถมือสองของนิชคุณ และช่วยกันลำเลียงข้าวของในกล่องกระดาษพวกนั้นขึ้นมาในห้องใหม่ที่ใหญ่ขึ้นมาจากหอพักสมัยเรียนเล็กน้อย พวกเขาต้องขึ้นลงลิฟต์อยู่สามรอบ ก่อนที่ของทุกอย่างจะถูกย้ายขึ้นมา อูยองรื้อของออกจากกล่องและเริ่มจัดบ้าน ในขณะที่นิชคุณเข้าไปในครัวพร้อมกับอุปกรณ์ทำครัวที่นิชคุณซื้อมาให้เป็นของขวัญรับวันขึ้นบ้านใหม่ และเริ่มยึดพื้นที่ในครัวนั้นเป็นของตัวเอง

“นายไม่มีอะไรต้องทำแล้วหรอไง” อูยองกล่าวอย่างขบขัน ในเย็นวันหนึ่งเมื่อเขากลับมาถึงบ้านหลังเลิกงาน และพบนิชคุณกำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัว

“ฉันปิดเทอมอยู่น่ะ” นิชคุณตอบ ก่อนจะบังคับให้เขาชิมอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จ

“นายไม่ควรจะเข้ามาใช้ครัวบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนะ”

“นายก็ไม่ควรตั้งพาสเวิร์ดเข้าห้องเป็นวันเกิดฉันสิ มันเดาง่ายจะตาย” นิชคุณฉีกยิ้ม “อร่อยมั้ย”

“เค็มอะ ได้ล้างมือก่อนทำปะ” อูยองเบ้ปาก ก่อนจะหัวเราะคิกออกมา “ล้อเล่น”

นิชคุณยื่นกระดาษเช็ดปากให้อูยอง ที่มีรอยเลอะที่มุมปาก

“รู้มั้ย ทำไมฉันถึงชอบทำอาหารให้นาย”

อูยองเงยหน้าขึ้นสบตาของนิชคุณ

“เพราะว่าฉันชอบมองนายกิน ไม่ว่าฉันจะทำอะไรให้นาย นายก็กินอย่างเอร็ดอร่อยเสมอ คนทำอาหารน่ะมีความสุขที่สุดตอนนั้นนั่นแหละรู้มั้ย”

ดวงตาคู่เล็กค่อยๆยิ้มออกมาจนกลายเป็นขีดเส้นเล็กๆ

 

 

นิชคุณยังคงแวะมาหาเขาเป็นประจำ ถึงแม้ว่านิชคุณจะเปิดเทอมแล้ว และอพาร์ตเม้นท์ของอูยองก็อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยพอสมควร แต่นิชคุณก็มักจะมาหาเขาในตอนเย็น พร้อมด้วยของสดสำหรับทำอาหาร พวกเขาจะกินข้าวด้วยกัน ในขณะที่แลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวัน ถ้าอูยองเหนื่อยจากงาน นิชคุณก็จะรับฟัง นิชคุณเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ และเป็นคนที่มีทักษะการพูดให้กำลังใจได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้อูยองรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้คุยด้วย อูยองสามารถคุยกับนิชคุณได้ทุกเรื่อง ทุกเรื่องจริงๆ ตั้งแต่เรื่องไร้สาระไปจนถึงเรื่องที่จริงจัง นั่นทำให้อูยองพร้อมที่จะรับฟังนิชคุณเช่นกัน ไม่ว่านิชคุณจะมีปัญหาที่อยากระบาย หรือมุกตลกที่อยากจะเล่า

ในบางวันถ้าพวกเขาเผลอคุยกันจนดึกเกินไป นิชคุณก็จะมานอนค้างด้วย เพื่อที่บทสนทนาของพวกเขาจะสามารถดำเนินไปได้ตลอดทั้งคืน

“พรุ่งนี้ไปไหนกันดี” นิชคุณพูดขณะนั่งลงข้างเตียงที่อูยองกำลังนอนอ่านหนังสืออยู่ มันเป็นคืนวันศุกร์ พวกเขาทานข้าว และดื่มกันนิดหน่อย นิชคุณจึงตัดสินใจนอนค้างคืนที่นี่แทนที่จะขับรถกลับไป

อูยองยิ้ม เขาวางหนังสือลง และพลิกตัวไปหานิชคุณ คิ้วมุ่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

“นายไม่ไปเดทกับแฟนนายบ้างหรอ”

นิชคุณหันมายิ้มให้เขา ก่อนจะหันมองไปทางอื่น “…เลิกกันแล้วล่ะ”

แต่อาจเป็นเพราะว่าอูยองที่ยังคงจ้องมองเขาอย่างเป็นกังวล นิชคุณจึงหันกลับมา

“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ มันไม่มีอะไรหรอก เราแค่ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน เราเลยมานั่งคุยกัน แล้วตกลงว่าเลิกกันดีกว่า”

“งั้นหรอ”

“อืม” นิชคุณยิ้มให้อูยองที่ยังคงมีสีหน้าไม่สบายใจ

“นาย… ไม่เป็นไรใช่มั้ย” อูยองถามขึ้นหลังจากเงียบไปสักพัก “เผื่อว่านาย.. เสียใจ หรือถ้ามีอะไรนายเล่าให้ฉันฟังได้นะ ฉันหมายถึง เพราะว่าเราก็เป็นเพื่อนกัน”

อูยองสบตาของนิชคุณ เพราะว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่พร้อมรับฟังกันทุกอย่างไม่ใช่หรอ ถ้านิชคุณมีเรื่องไม่สบายใจ เขาเองก็อยากเป็นคนที่ช่วยแบ่งเบาปัญหาเหล่านั้นให้นิชคุณได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจ.. ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถให้คำปรึกษาอะไรกับนิชคุณได้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้จักความรักดีเท่าไหร่นัก

แต่ทั้งๆที่เขาเป็นคนอาสาที่จะปลอบใจ แต่กลับกลายเป็นนิชคุณที่ยิ้มให้เขา นิ้วมือเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากของอูยอง “อย่าคิดมากเลยนะ” นิชคุณตอบเพียงแค่นั้น

อูยองเม้มริมฝีปากลง ก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ

 

 

เขาไม่ได้รู้ตัวเลยตอนที่พื้นที่ในตู้เสื้อผ้าของเขาเริ่มมีเสื้อผ้าของนิชคุณเข้ามาเก็บอยู่ครึ่งหนึ่ง นิชคุณแวะมานอนค้างที่ห้องของเขาบ่อยขึ้น และเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ในห้องน้ำมีแปรงสีฟันสองอันอยู่ข้างกันที่หน้ากระจก บนชั้นหนังสือมีหนังสือของเขาและของนิชคุณวางอยู่เต็มชั้น เขาเคยชอบสีน้ำเงิน และเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขามองว่าสีน้ำเงินกับสีแดงก็เป็นคู่สีที่เข้ากันดี เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามันตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ การกลับบ้านมาหากัน กินข้าวด้วยกัน และนอนหลับไปพร้อมกัน จนเมื่อเขาพบว่าเขาไม่สามารถหลับตาลงได้ หากที่นอนข้างๆนั้นว่างเปล่า

“ยังไม่นอนหรอ”

อูยองนั่งอยูที่ปลายเตียง ตอนที่นิชคุณเดินเข้ามา

“นายไปไหนมา”

“ไปดื่มกับเพื่อนมานิดหน่อยน่ะ”

“งั้นหรอ” น้ำเสียงห้วนๆของอูยอง ทำให้นิชคุณรู้สึกผิดสังเกตได้ไม่ยาก

“นาย.. โกรธหรอ”

“ทำไมฉันต้องโกรธด้วยล่ะ นายจะไปไหนมันก็เรื่องของนายนี่ นายจะกลับดึกแค่ไหน ทำไมฉันต้องโกรธด้วย มันไม่ใช่บ้านนายสักหน่อย หอพักนายก็มี นายไม่จำเป็นต้องกลับมาที่นี่เลยก็ได้ด้วยซ้ำ..”

อูยองหยุด เพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเขาต้องรอนิชคุณ ทั้งที่ไม่มีใครบอกให้เขารอ ทำไมเขาต้องหงุดหงิด ที่นิชคุณไปดื่มกับเพื่อนโดยไม่บอกอะไรเขาสักคำ

และอูยองก็ไม่ได้สังเกตว่าคนที่กำลังถูกเขาโมโหอย่างไร้เหตุผล กำลังอมยิ้มระบายเต็มใบหน้า นิชคุณก้าวมาข้างหน้า และนั่งลงกับพื้นข้างหน้าเขา

“ฉันขอโทษ” นิชคุณมองขึ้นเพื่อสบตาอูยองที่นั่งก้มหน้า เขาเอ่ยอย่างจริงใจ “ขอโทษนะ”

“ฉันนึกว่าวันนี้นายจะไม่มาแล้วซะอีก” อูยองไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมเขาถึงเริ่มร้องไห้ เมื่อเผลอสบสายตาที่มองเขาอย่างอบอุ่นเสมอคู่นั้น ไหล่บางสะอื้นสั่นไหว “ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายอยู่ที่ไหน นายจะทำอะไรอยู่ นายจะกินข้าวรึยัง จะกลับมากินด้วยกันมั้ย ฉันจะต้องรอกินข้าวพร้อมนายรึป่าว ฉันต้องรอเข้านอนพร้อมกันรึป่าว”

อูยองร้องสะอึกสะอื้นเหมือนว่าเขาเป็นเด็กตัวน้อยๆ กำปั้นเล็กทุบลงบนบ่าของนิชคุณเป็นการลงโทษ ทำให้คนตรงหน้ากลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่

“วันหลังถ้าฉันจะกลับช้า จะโทรบอกก่อน โอเคมั้ย”

“ไม่ต้องโทรมาเลย ถ้าจะกลับช้าก็ไม่ต้องมา”

“ถ้ารู้ว่ามีคนรออยู่อย่างนี้ ใครจะใจร้ายไม่กลับมาหาได้ลง” นิ้วมือเรียวกวาดน้ำตาออกจากพวงแก้มที่ร้องไห้จนแดงก่ำ

“ยิ้มอะไรของนาย สนุกหรอ?” อูยองมองค้อนใบหน้าที่ยิ้มกรุ่มกริ่มของอีกคน

“เด็กโง่” นิชคุณหัวเราะอย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าวันนั้นอูยองจะไม่ยอมให้เขานอนบนเตียง และไล่เขาไปนอนบนพื้นห้อง แต่นิชคุณก็รู้สึกว่ามันเป็นวันหนึ่งที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต

 

หลังจากนั้นไม่เคยมีสักวันที่อูยองร้องไห้เพราะนิชคุณอีก นิชคุณทำตามสัญญา เขาโทรมาหาอูยองทุกครั้งถ้าจะต้องออกไปไหน และรีบกลับมาหา เพื่อที่จะได้เข้านอนไปพร้อมกัน ไม่มีวันไหนเลย ที่พวกเขาจะไม่ได้คุยกัน ถึงแม้จะต้องห่างกัน นิชคุณก็ส่งข้อความมาหาเขาเสมอ หลังจากที่นิชคุณเรียนจบ และต้องย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัย พวกเขาก็ตกลงกันที่จะหารค่าเช่าอพาร์ทเม้นด้วยกัน นิชคุณย้ายเข้ามาและกลายเป็นรูมเมทของอูยองอย่างเต็มตัว

เมื่อรู้ตัวอีกทีพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้ว แต่อูยองไม่เคยเบื่อที่จะกินอาหารฝีมือของนิชคุณ ไม่เคยเบื่อที่จะพูดคุยกันก่อนนอนจนผล็อยหลับไป เขาไม่เบื่อที่จะตื่นมาฟังเสียงของน้ำฟักบัวกระทบพื้น และรอกล่าวอรุณสวัสดิ์กับนิชคุณที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เขาไม่เคยเบื่อ และรู้สึกสนุกเสมอกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ได้ทำด้วยกัน อย่างเช่นการช่วยกันเลือกเสื้อผ้าก่อนออกไปทำงาน หรือการนั่งวาดรูปด้วยกันในช่วงบ่ายวันหยุด ถึงแม้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างซ้ำๆมาตลอดห้าปีโดยไม่มีอะไรหวือหวาจนอาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นวงจรชีวิตที่น่าเบื่อ การตื่นเช้า ออกไปทำงาน กลับบ้าน และเข้านอน เพื่อที่จะตื่นเช้าในวันต่อไป และเริ่มวงจรเดิมอีกครั้ง แต่อูยองก็มีความสุขกับทุกวันที่ผ่านมา

 

“นึกยังไงถึงชวนมากินข้าวข้างนอกล่ะ” อูยองเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ เพราะปกติพวกเขามักจะทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้าน แต่วันนี้ระหว่างที่เขากำลังง่วนกับการทำงาน เขาก็ได้รับข้อความจากนิชคุณ ให้มาเจอกันที่ร้านอาหาร

นิชคุณยิ้ม เป็นรอยยิ้มเหมือนสมัยที่นิชคุณเคยสอนพิเศษให้เขา รอยยิ้มของคนที่รู้คำตอบ แต่ไม่ยอมเฉลยออกมา

“มีอะไร” อูยองถามอย่างรู้ทัน มันไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปที่นิชคุณจะจองโต๊ะในร้านอาหารอิตาเลี่ยนสำหรับมื้อค่ำ

นิชคุณยกแก้วไวน์ขึ้นแกว่งเบาๆก่อนจะจิบมันด้วยเรียวปากที่ยิ้มกริ่ม

“ฉันคิดว่าจะซื้อบ้าน เป็นบ้านเดี่ยว ไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็น่ารักเลยล่ะ”

“ซื้อบ้าน..” อูยองทวนด้วยเสียงแผ่วเบา เขาไม่ได้คาดคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน พวกเขาเช่าอพาร์ทเม้นอยู่ด้วยกันมาตลอด แน่นอนล่ะว่าเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ในบ้านเช่าไปได้ตลอดชีวิต มันต้องมีสักวันนึงที่นิชคุณต้องอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง มีชีวิตของตัวเอง “หมายความว่านายจะย้ายออกหรอ”

อูยองกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างเคยตัว เขาไม่เคยมีความคิดที่จะอยู่คนเดียวมาก่อน นั่นเป็นสาเหตุของอาการโหวงเหวงแปลกๆในท้องที่ทำให้ความอยากอาหารของเขาหายไปจนเขาต้องวางมีดและส้อมลง

อูยองพยายามจะเงยหน้าขึ้นเพื่อยิ้มให้นิชคุณ จริงๆแล้วการขึ้นบ้านใหม่ย่อมเป็นข่าวที่น่ายินดี แต่เขาก็ทำไม่ได้

“ใช่” อูยองได้ยินเสียงของนิชคุณตอบกลับมา

“ต่อไปก็ไม่มีใครช่วยฉันจ่ายค่าเช่าแล้วสินะ” อูยองพูดออกมาในที่สุด เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม น้ำเย็นไหลผ่านลำคอที่แห้งผากของเขา

“อูยอง” นิชคุณเรียกเขา หลังจากเงียบไปสักพัก “นายจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันใส่ชื่อนายเป็นเจ้าของบ้านด้วย”

“……”

นิชคุณฉีกยิ้ม เมื่ออูยองเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าที่สับสน

“นายเคยบอกว่าอยากอยู่บ้านเดี่ยวมากกว่าไม่ใช่หรอ เราจะได้เลี้ยงหมาได้ นายอยากได้ลูกหมาน่ารักๆนี่นา ถึงจะหลังไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีสนามหญ้าเล็กๆ ถ้าอยู่ที่นั่นเราจะมีพื้นที่ให้มันด้วยนะ”

อูยองได้แต่จ้องมองนิชคุณอย่างประหลาดใจ เขาเคยเล่าความฝันอยากมีบ้านหลังเล็กๆที่อบอุ่นให้นิชคุณฟัง ที่นั่นเขาจะเลี้ยงลูกหมา และนั่งมองมันวิ่งเล่นบนสนามหญ้า แต่เขาไม่คิดว่านิชคุณจะจำมันได้ทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นนิชคุณกำลังจะทำมันให้เป็นจริงงั้นหรือ

“ฉันให้นายทดลองอยู่ฟรีก่อนก็ได้นะ นานเท่าไหร่ก็ได้จนกว่าจะพอใจ” นิชคุณเอื้อมมาจับมืออูยองไว้ เขาลูบบนหลังมืออย่างอ่อนโยน

“ฉันจะมีห้องของตัวเองมั้ย” อูยองต่อรอง

“มันมีสองห้องนอน ฉันยกให้นายห้องนึงก็ได้”

“อืม” อูยองเม้มปาก ขณะพิจารณาของเสนอของนิชคุณ

“ว่าไง” นิชคุณเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “อยู่ด้วยกันนะ”

มันมีความหมายมากมายอยู่ในคำขอของนิชคุณ อยู่ด้วยกันนะ ความหมายที่มากกว่าวันที่พวกเขาตกลงเป็นรูมเมท ความหมายที่มากกว่าวันที่นิชคุณย้ายของเข้ามาในอพาร์ทเม้นของเขา คำขอที่อูยองรู้ว่ามันจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของพวกเขาตลอดไป

 

 

อูยองหยิบกระดาษที่ซ่อนความลับของนิชคุณไว้กว่าสิบปีขึ้นมาอีกครั้ง เขานั่งลงบนเตียงสีฟ้าอ่อน และอ่านลายมือที่เขียนอย่างบรรจงนั้นอีกครั้ง IPRVECRU รอยยิ้มหวานค่อยๆระบายบนพวงแก้มสีอ่อนระเรื่อ

“อูยอง.. อูยอง” เขาได้ยินเสียงนิชคุณเรียกจากห้องโถง

อูยองวางกระดาษนั้นลงในกล่อง เขาลุกออกจากห้องนอนใหม่ที่ยังจัดไม่เสร็จดีนัก เขาได้ห้องของตัวเอง นิชคุณแต่งห้องให้เขาด้วยสีฟ้าและขาว มันอบอุ่นสบายตาด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อน และแสงไฟสีส้ม นิชคุณไม่ลืมที่จะวางโต๊ะสำหรับวาดภาพให้เขาไว้ที่มุมห้อง ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งเป็นของขวัญวันเกิดของเขาเมื่อสองปีก่อน

“มีอะไรหรอ” อูยองเอ่ยถามเมื่อพบนิชคุณยืนอยู่ที่เค้าต์เตอร์ครัว ก่อนจะสังเกตเห็นขวดแชมเปญในมือของนิชคุณ

“แค่อยากจะกล่าวอย่างเป็นทางการหน่อยน่ะ” นิ้วมือเรียวยาวของนิชคุณค่อยๆเปิดขวดออก มันส่งเสียงป้อกเบาๆเมื่อนิชคุณบิดจุกไม้ก้อกออกมา ก่อนจะเทน้ำสีเหลืองอ่อนที่มีกลิ่นหอมหวานลงในแก้วไวน์ทรงสูงสองใบ

“ยินดีต้อนรับ” นิชคุณยื่นเครื่องดื่มให้แก่อูยอง “สู่บ้านของเรา”

“แด่บ้านหลังใหม่ของเรา” อูยองชนแก้วกับนิชคุณ ก่อนจะกลืนน้ำรสหวานนุ่มที่ซาบซ่าลงในลำคอ เขาตั้งใจจะจิบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันยังเร็วเกินไปที่จะดื่ม แต่ยังไม่ทันที่เขาจะวางแก้วลง นิชคุณก็ท้าเขา

“หมดแก้ว” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ร่างสูงจรดขอบแก้วลงบนริมฝีปากอิ่มก่อนจะยกดื่มรวดเดียวจนหมด

อูยองส่ายศีรษะ ถ้าเป็นโซจูที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อเขาจะไม่ว่าเลย แต่แชมเปญราคาแพงอย่างนี้ เขาควรจะได้ดื่มอย่างละเมียดละไมรสชาติของมันกว่านี้ไม่ใช่หรอ

“หมด แก้ว” นิชคุณกล่าวซ้ำอีกครั้ง

อูยองถอนใจยอมแพ้ ฟองนุ่มละเอียดเหมือนเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งสัมผัสริมฝีปากของเขาเมื่อเขาจรดขอบแก้วกับเรียวปาก กลิ่นหอมละมุนกลั้วในลำคอเมื่อเขาปล่อยให้แชมเปญเย็นฉ่ำไหลรินอย่างต่อเนื่องลงไปจนหมด แอลกอฮอลล์ทำให้ร่างกายของเขารู้สึกอุ่นวูบขึ้นจนเขามั่นใจได้ว่าแก้มของเขากำลังกลายเป็นสีแดงปลั่ง

นิชคุณรินให้พวกเขาอีกคนละแก้ว แก้วทรงสูงซึ่งถูกเติมด้วยของเหลวที่ส่งเสียงซ่าอย่างแผ่วเบาใบนึงถูกส่งให้เขา ในขณะที่นิชคุณใช้นิ้วเกี่ยวที่ฐานแก้วอีกใบไว้และจิบมัน ชายหนุ่มพิงกายกับเค้าต์เตอร์ครัวด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายดื่มเครื่องดื่มในมือตัวเองอย่างช้าๆ ขณะจ้องมองมาที่ร่างเล็กเจ้าของแก้มกลมสีฝาดแดง

อูยองกุมแก้วไวน์ไว้ด้วยสองมือ เขาดื่มมันต่ออย่างช้าๆ ด้วยความประหม่า สายตาของนิชคุณเปลี่ยนไป นัยตากลมสีเข้มแฝงด้วยความลับที่กำลังส่งเสียงวาวระยับ ความลับที่เขาไม่อาจเข้าใจ ช่วงขณะหนึ่งมันเต็มเปี่ยมด้วยความสุข แต่ในแววตาที่วูบไหวมีความผิดหวังลึกๆซ่อนอยู่ในนั้น ดูราวกับสายตาของเด็กชายที่กำลังจ้องมองดูขนมหวานของโปรดผ่านตู้กระจกอย่างหลงใหล ในกระเป๋าของเขาว่างเปล่า เขาสงสัยว่าจะซื้อมันได้รึเปล่านะ เด็กชายคนนั้นแกว่งเครื่องดื่มในแก้วเพื่อค้นหาเหรียญทองที่ซุกซ่อนอยู่ เขานับมันทีละเหรียญ ขณะดื่มกลืนน้ำสีอำพัน

นิชคุณวางแก้วเครื่องดื่มของตัวเองที่เหลือเป็นประกายสีทองอยู่ก้นแก้วลงก่อนจะก้าวมาข้างหน้า มือหนาแย่งแก้วจากมืออูยองไปถืออย่างง่ายดาย เขาแตะขอบแก้วเย็นเฉียบลงบนกลีบปากสีชมพูฉ่ำป้อนน้ำรสละมุนลงในโพรงปาก โดยที่อูยองไม่ทันได้คาดคิด เด็กชายคนนั้นก้มลงเพื่อชิมรสขนมหวานที่เฝ้ามองมาทั้งชีวิต นิชคุณจูบเขา

รสจูบหวานวาบดูดดึงบนเรียวปากอย่างละเมียดละไม เหมือนว่าเขากำลังจิบชิมแชมเปญอย่างช้าๆ ความซาบซ่านค่อยๆแผ่ซ่านในร่างกายของเขาเหมือนฟองสีขาวเล็กๆที่ลอยฟุ้งอยู่ในแก้วไวน์

นิชคุณผละออก โดยไม่ถอนสายตาจากเขา เพื่อวางแก้วของเขาลง เพื่อให้สามารถใช้มือทั้งสองข้างรั้งตัวเขาเข้าไปในอ้อมกอด

“รู้มั้ยว่าทำไมเราถึงเก็บแชมเปญไว้สำหรับวันพิเศษ”

นิชคุณจรดริมฝีปากลงบนปากของคนในอ้อมแขน ละเลียดบนกลีบปากฉ่ำหวานอย่างอ่อนโยน

“เราทุกคนรู้ว่าแชมเปญนั้นอร่อย และหอมหวาน แต่ช่วงเวลาที่พิเศษ ทำให้รสชาติของมันพิเศษยิ่งกว่าเดิม”

นิ้วหัวแม่มือของนิชคุณลูบกลีบปากล่างที่เผยอออกของอูยอง สัมผัสอุ่นวนเป็นวงกลมทำให้เจ้าของกลีบปากรู้สึกกระหาย ดวงตาฉ่ำเยิ้มช้อนขึ้นมองอย่างเว้าวอน เขาต้องการดื่มมันอีก แชมเปญกลิ่นหอมหวานนั้น ดวงตาปรือพริ้มหลับเมื่อนิชคุณป้อนจูบรสแชมเปญที่ชวนให้มึนเมาให้เขาอีกครั้ง เขาดื่มกลืนจนรู้สึกร้อนวูบในช่องท้อง เรียวลิ้นฉ่ำหวานป้อนรสจูบหอมละมุนกลั้วเคล้าในโพรงปาก พาให้มึนเมาจนไม่อาจทรงตัวไหว ความรู้สึกวาบหวามที่เขาไม่เคยได้สัมผัส เหมือนแชมเปญที่ถูกบ่มจนได้รสกลมกล่อม แตกต่างกับความอ่อนละมุนที่นิชคุณแอบขโมยจูบเขาในคืนที่คิดว่าเขาหลับสนิท

นิชคุณประคองใบหน้าของเขาไว้ และจ้องมองมันอยู่สักพัก ร่างสูงโน้มลงเพื่อจุมพิตเรียวปากแดงก่ำอีกครั้ง และอูยองก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน เขาเพียงแต่ยืนนิ่ง และสบสายตาที่เปี่ยมความหมายนั้นตอบกลับไป เขาปล่อยให้นิชคุณทำทุกอย่างที่ต้องการ เพราะเขารู้ว่านิชคุณรอคอยมานานแค่ไหน แชมเปญสีสวยที่นิชคุณเคยทำได้เพียงแอบขโมยชิมรสหวาน นิชคุณก้มจูบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อูยองยอมให้นิชคุณช่วงชิงลมหายใจร้อนผ่าวของตัวเองด้วยเรียวลิ้นหวานฉ่ำ เค้นคลึงบนเรียวปากเพื่อดูดดื่มรสสัมผัสอ่อนหวานจนหยาดหยดสุดท้าย นิชคุณถอนจูบออกอย่างอ่อนโยน และอ้อยอิ่ง เขากอดอูยองอยู่นิ่งๆต่ออีกนับสิบนาที ก่อนจะปล่อยให้อูยองกลับไปจัดของที่ห้องต่อ

 

 

นิชคุณไม่อยู่ในห้องตอนที่อูยองเข้าไป เสียงน้ำฝักบัวดังลอดออกมาเบาๆจากในห้องน้ำ ในขณะที่ห้องนอนของอูยองตกแต่งด้วยสีฟ้าเป็นหลัก ห้องของนิชคุณตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวและดำอย่างเรียบหรู มีของตั้งโชว์เป็นบางชิ้นที่เป็นสีแดงสะดุดตา อูยองคลานขึ้นไปบนเตียงขนาดใหญ่ ซุกตัวเข้าไปในผ้านวมสีขาว ก่อนจะเปิดไฟที่หัวเตียง เขาหยิบแว่นและหนังสือมาจากห้องของเขาด้วย เมื่อเขาจัดที่นอนให้ตัวเองบนเตียงของนิชคุณเสร็จ อูยองก็หยิบแว่นสายตาขึ้นมาใส่ และเริ่มอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้จากคืนก่อน

“ฉันคิดว่านายบอกว่านายอยากนอนห้องตัวเอง” เพราะว่าอูยองมัวแต่สนใจเรื่องราวในหนังสือที่อ่านอยู่ เขาเลยไม่รู้ตัวว่านิชคุณออกจากห้องน้ำแล้ว จนเมื่อที่นอนข้างๆยุบตัวลง และกลิ่นหอมของสบู่อาบน้ำที่เขาคุ้นเคยดีขยับเข้ามาใกล้

“ฉันยังเก็บห้องไม่เสร็จเลย แล้วมันก็รกไปหมด ฉันขอนอนด้วยได้มั้ย” อูยองพูด ยังคงตั้งใจอ่านหนังสือในมือ จนไม่ได้สังเกตว่านิชคุณกำลังหัวเราะในลำคอ อูยองอ่านจนจบบทที่ค้างไว้ เพื่อหันมาสบตาของนิชคุณที่จ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“อะไร” อูยองเอ่ยถาม

“นายจะจัดห้องเสร็จเมื่อไหร่”

“ไม่รู้สิ” อูยองตอบ

“มันคงจะรกมากๆ”

“ของฉันเยอะน่ะ”

นิชคุณถอดแว่นของอูยองออก คนตัวเล็กกว่าขบเม้มปากเบาๆ เมื่อสบสายตาที่เคลื่อนเข้าใกล้ รสจูบอุ่นๆเมื่อตอนบ่ายยังคงอ้อยอิ่งอยู่เหนือริมฝีปาก นิชคุณเอื้อมข้ามร่างเล็กเพื่อวางแว่นกรอบกลมไว้ที่โต๊ะข้างเตียง เขาไม่ลืมที่จะหยุดเพื่อจะฝังจมูกลงไปในแก้มกลม และสูดหายใจเอากลิ่นหอมอ่อนๆนั้นเข้าไปเต็มปอด

“งั้นก็นอนด้วยกันไปก่อนเนอะ” นิชคุณรวบตัวอูยองมากอดไว้แนบอก ยิ้มบางๆเมื่อร่างเล็กขยับเพื่อที่จะซุกเข้ามานอนในอ้อมกอด

“อืมมม” อูยองพึมพำตอบ

“ตอนนี้นายรู้ความลับของฉันรึยัง”

“วันเกิดของฉัน” อูยองยิ้ม “นายไม่ควรจะตั้งรหัสโดยใช้วันเกิดของฉัน มันเดาง่ายนะตาย”

“นายรู้?” นิชคุณเอ่ยอย่างประหลาดใจ

“แต่ฉัน.. ไม่ค่อยเข้าใจมัน” อูยองขมวดคิ้วของตัวเอง “ฉันรู้ว่าจะถอดรหัสมันด้วยวันเกิดของฉัน ฉันรู้ว่าจะต้องแบ่งคำด้วย 143 ตามที่นายเคยบอก แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจมัน”

นิชคุณยิ้มให้อูยองอย่างอ่อนโยน

“แล้วตอนนี้ล่ะ เข้าใจรึยัง”

“เข้าใจแล้ว” อูยองจูบนิชคุณที่ริมฝีปาก ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเด็กโง่ที่ต้องใช้เวลาถึงสิบปีเพื่อจะเข้าใจมัน แต่ตอนนี้เขารู้ความลับของนิชคุณแล้ว

 

 

 

 


IPRVECRU เป็นการเข้ารหัสแบบ shift cipher
shift cipher จะใช้การเคลื่อนตัวอักษรไปตาม key ที่กำหนด
เช่น A ใช้ key เป็น 4 เพื่อเข้ารหัสก็คือเลื่อนไป 4 ตำแหน่ง ก็เป็น E
(จริงๆการกำหนดคีย์ไม่ใช่เป็นตัวเลขหรอก ใช้เป็นตัวอักษร อาจเป็นคำ หรือวลีเลยก็ได้)
นิชคุณบอกใบ้ว่า 143 คือให้แบ่งคำออกมาเป็น I PRVE CRU
key ที่ใช้ในการเข้ารหัสคือวันเกิดอูยอง 0430

เมื่อนำมาเรียงกันจะได้

I |  P R V E   | C R U
0|  4 3 0 0    |  4 3 0

จริงๆ มันง่ายจนเห็นก็น่าจะรู้แล้ว แต่อยากให้มันดูมีความหมายนิดนัง
ก็เลยใช้วันเกิดอูยอง ละอีกอย่าง มันไม่ใช่รหัสที่อูยองถอดไม่ได้ แต่แค่ไม่เข้าใจน่ะ ;P

เรื่องนี้ คอนเสปต์คือ อยากเล่าเรื่องของคู่ชีวิต ไม่ใช่แค่คู่รัก
คู่ชีวิตที่อยู่เคียงข้างกัน คอยดูแลกันก็ความสัมพันธ์แบบนั้น มันคือคุณด้งไม่ใช่หรอ ^^
อาจไม่ได้หวานแหววหรอก แต่เรามั่นใจว่าพวกเขาจะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดแน่ๆ