[SF] In Another World (Part I)

In Another World
2PM, Sci-fi, PG-15

 

PART I

 

ชานซองลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่าพาหนะที่เขานั่งอยู่กำลังชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถผ่านฟิล์มรถยนตร์สีเข้ม รู้สึกไม่คุ้นตากับบรรยากาศรอบตัว แสงไฟในรถสว่างขึ้นเมื่อประตูหน้าถูกเปิดออก เขาหรี่ตาลงเพื่อมองพี่จินซอก ผู้จัดการชั่วคราว ที่มาช่วยเป็นคนขับรถวันนี้ เพราะผู้จัดการประจำวงของเขาลาพักร้อนตั้งแต่สองวันก่อน พี่จินซอกหันมาเห็นเขาซึ่งใบหน้าคงยังสับสนและงุนงง ถึงแม้จะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟังที่ตัวเองใส่ไว้ตลอดเวลา แต่เขาก็พอจะอ่านปากออกว่า พวกเขากำลังจอดแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง และพี่จินซอกไปเข้าห้องน้ำ ชานซองพยักหน้าตอบเพื่อแสดงว่าเขารับทราบแล้ว พี่จินซอกกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ

 

เสียงประตูปิดลง พร้อมกับแสงไฟที่ดับหาย ทำให้ชานซองมองเห็นภาพข้างนอกได้ชัดขึ้น มันเป็นปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก เขาเดาว่าพวกเขายังเดินทางมาได้ไม่ไกลนักจากจุดที่พวกเขาใช้ถ่ายโฆษณา พื้นที่ชนบทที่เงียบสงบ เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนในตอนนี้ และมันก็ดูเหมือนว่าผู้คนกำลังหลับใหล ไม่เหมือนกับในกรุงโซล ที่เขาจะสามารถมองเห็นแสงสีและการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา สายตาที่กวาดมองออกไปรอบๆสะดุดกับเงาร่างของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไป ด้านหลังรั้วไม้ซึ่งกั้นเป็นพื้นที่ของปั๊ม เขาพยายามเพ่งมอง ตอนที่ไฟถูกเปิดสว่างขึ้น

 

“ปวดหัวชะมัด” อูยองพึมพำจากเบาะด้านหน้า หลังจากเปิดไฟเพื่อค้นหายาแก้ปวดในกระเป๋า เขาทำท่าจะไม่สบายตั้งแต่ตอนที่ถ่ายทำกันอยู่แล้ว การขยับตัวของอูยองทำให้นิชคุณทีนั่งอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้น ชายหนุ่มถอดหูฟังออก ก่อนจะช่วยอูยองค้นหายา

 

แทคยอนที่นั่งเบาะหลังคู่กับเขาและจุนโฮ ดูเหมือนจะหลับสนิทเป็นตายไปแล้ว ถ้าเขาเงี่ยหูไปฟังดูใกล้ๆก็คงได้ยินเสียงกรนออกมาจากไอดอลสัตว์ป่าคนนี้แล้วล่ะ ในขณะที่เปลือกตาของจุนโฮเริ่มกระตุกถี่ๆ เหมือนใกล้จะรู้สึกตัว เสียงเบสหนักๆดังออกมาจากหูฟังที่จุนโฮใส่อยู่ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าตัวหลับลงไปได้ยังไงทั้งๆที่ฟังเพลงชวนปวดหัวอย่างนี้

 

มินจุนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ บิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาดูน้องๆในวง อูยองกลืนเม็ดยาเข้าไปแล้ว ก่อนจะดื่มน้ำตาม เขามองออกไปข้างนอก พี่จินซอกกำลังเดินกลับเข้ามา ประตูด้านคนขับถูกดึงเปิดออก

 

“มีใครอยากเข้าห้องน้ำมั้ย”

 

ก่อนที่จะมีสมาชิกคนใดทันได้ตอบ ร่างของพี่จินซอกก็ถูกกระแทกล้มลงด้วยเงาดำขนาดมหึมาซึ่งพุ่งโจมตีด้วยความรวดเร็ว ร่างที่ล้มลงไม่ทันได้กรีดร้องคมเขี้ยวก็ฝังลงตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ ก่อนจะฉีกเนื้อจนหลุดออก เลือดสีข้นไหลนองชุ่มโชก คิมมินจุนจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกโพลง เขากลั้นลมหายใจ เมื่อสิ่งที่เพิ่งฆ่าผู้จัดการของเขาก้าวถอยจากศพที่โดนกัดจมกองเลือด มันหันดวงตาแดงก่ำมาที่เขา

 

“ปิดประตู” เสียงตะโกนของนิชคุณเรียกสติของเขากลับมา

 

มินจุนโผไปคว้าบานประตูปิดลง พร้อมๆกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าตัวนั้นที่วิ่งพุ่งเข้ามา มันชนกระแทกเข้ากับตัวรถด้วยแรงมหาศาลที่ทำให้รถตู้โคลงเซ พวกเขาหกคนในรถซึ่งบัดนี้ไร้คนขับ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ลมหายใจของพวกเขาติดขัด แรงเต้นของหัวใจถี่กระชั้นจนแทบจะหยุดลงได้ทุกเมื่อ

 

มันไม่ได้มีตัวเดียว ปีศาจ… ลำตัวซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของมันปกคลุมด้วยเส้นขนสีเข้ม ดวงตาสีแดงก่ำราวสีเลือด ราวห้าตัวกำลังเดินวนรอบรถของพวกเขา เสียงคำรามของพวกมันทำให้ร่างกายของพวกเขาเย็นเฉียบ

 

ต้องหนี

 

คือสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ สมองที่ยังคงช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถประมวลผลได้ดีนัก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีคนตาย พวกนี้คือตัวบ้าอะไร เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่เขารู้ว่าถ้าพวกเขายังไม่หนีไปจากตรงนี้ พวกเขาได้กลายเป็นอาหารของพวกมันแน่ๆ มินจุนปีนข้ามไปที่นั่งคนขับอย่างช้าๆ เขามองไปที่ศพของพี่จินซอกเป็นครั้งสุดท้าย มือที่เอื้อมปลดเบรกมือชะงักเมื่อเห็นการเคลื่อนไหว

 

“เขายังไม่ตาย” มินจุนเอ่ยเมื่อสังเกตเห็นปลายเท้าที่เคลื่อนไหวอย่างเล็กน้อย

 

“มินจุน” แทคยอนกล่าวเล้นรอดไรฟัน เมื่อดวงตาแดงดั่งเลือดของพวกมันตัวหนึ่งมองจ้องมาที่เขาด้วยระยะเพียงหนึ่งคืบ โดยมีเพียงกระจกกั้นไว้ เขากลั้นลมหายใจและหยุดนิ่ง มันแสยะเขี้ยวออก คราบเลือดยังคงเกรอะกรังไหลย้อยออกมาพร้อมน้ำลายข้นเหนียว

 

จุนโฮหลับตาแน่น ขณะที่จับมือของแทคยอน และชานซองเอาไว้แน่น

 

“เขายังไม่ตาย เราทิ้งเขาไว้ไม่ได้นะ” มินจุนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา เมื่อกี้ เพิ่งเมื่อกี้นี้เองที่พี่จินซอกพูดกับเขา ยังยืนอยู่ตรงนี้เอง ก่อนที่จะโดนจู่โจม

 

“เราออกไปไม่ได้หรอก เราทำอะไรไม่ได้หรอก” นิชคุณพูด และเอื้อมมือไปบีบไหล่ของพี่ใหญ่ของวง

 

มินจุนจ้องมองผ่านน้ำตาที่เอ่อคลอ ก่อนที่หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น เมื่อร่างที่นอนอยู่ลุกขึ้นยืน ลำคอที่ขาดวิ่นค่อยๆหันมาทางพวกเขา ก่อนจะสบตาเขาด้วยนัยตาแดงก่ำ

 

“พี่มินจุน” อูยองร้องออกมา

 

มินจุนพยายามตั้งสติควบคุมมือที่สั่นเทา เขาถอยรถออก เมื่อพี่จินซอกเริ่มวิ่งมาทางพวกเขา ร่างที่โชกเลือดวิ่งพร้อมกระโจนราวกับสัตว์ป่าที่หิวกระหาย เสียงคำรามดังกึกก้องเมื่อร่างซึ่งเคยเป็นมนุษย์แปลงเปลี่ยนเป็นสัตว์ป่าสีดำขนาดใหญ่ กรงเล็บของมันจิกลงบนฝากระโปรงหน้ารถ ขณะมองจ้องเข้ามาด้วยดวงตาของสัตว์ร้าย

 

มินจุนเหยียบคันเร่งจนมิด รถของพวกเขาถอยส่าย เขาหักพวงมาลัย จนร่างของสัตว์ร้ายตัวนั้นกระเด็นหล่นลงไป และเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเร่งเครื่องออกไปบนถนนที่มืดสนิทอย่างไม่รู้ทิศทาง ฝูงหมาป่าสีดำขนาดใหญ่วิ่งไล่ตามมาด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ดูดุร้าย และหิวกระหาย พวกมันกำลังออกล่า และพวกเขาก็คือเหยื่อ

 

ทั้งๆที่รถขับด้วยความเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สัตว์พวกนั้นก็ยังคงไล่กวดตามมาข้างหลังอย่างไม่ลดละ นิชคุณตะโกนแข่งกับเสียงของคนอื่นๆที่กำลังตื่นกลัว เขาพยายามแจ้งข้อมูลกับตำรวจ มีคนถูกฆ่าตาย และคนๆนั้นก็ลุกขึ้นมา ไล่ล่าพวกเขา ในร่างของสัตว์ร้าย พวกมันฝูงหนึ่งกำลังวิ่งไล่รถของพวกเขาอยู่

 

“อะไรนะครับ โซล?” มินจุนได้ยินเสียงของนิชคุณ ทวนประโยคกับปลายสาย

 

“พรุ่งนี้เช้า? ครับ ได้ครับ” นิชคุณกดวางสาย เขาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่สักพัก จึงได้รู้สึกตัวว่าภายในรถเงียบลงแล้ว และทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยความสงสัย

 

“เขาบอกให้ออกห่างจากชายแดน และวิ่งกลับเข้าโซลให้เร็วที่สุด อย่าหยุดเป็นอันขาด”

 

“โซล” มินจุนเอ่ย พยายามมองหาป้ายบอกทาง เขาขับรถมาอย่างไม่รู้ทิศไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน

 

“โซลจะปิดเมือง ห้ามไม่ให้คนเข้าออก ภายในเช้าวันพรุ่งนี้ เราต้องไปให้ทัน” คำพูดของนิชคุณทำให้ทุกคนต้องก้มลงมองเวลา

 

“เราอยู่ไม่ไกลจากโซลแล้ว นายต้องตรงไป แล้วแยกออกทางซ้ายหน้าเพื่อเข้าทางหลวง” แทคยอนตะโกนจากเบาะหลัง เขาเปิดแผนที่จากแท็บเล็ตที่พกติดตัวเป็นประจำ ในขณะที่สายตาคอยมองไล่หลัง เขายังคงสังเกตเห็นได้ถึงดวงตาวาวโรจน์หลายคู่ของสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเบื้องหลัง

 

“มันคืออะไรกันแน่ มันเกิดอะไรขึ้น” จุนโฮมองกลับเข้ามาในรถ “ถ้ามันถึงขั้นต้องปิดเมือง มันต้องมีข่าวอะไรบ้างละน่า” เขาสรุปให้ตัวเอง ก่อนที่จะเอื้อมคว้ารีโมทเพื่อเปิดวิทยุ

 

ขณะนี้มีการตรวจพบโรคระบาด โดยผู้ป่วยจะมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนจัด ความดันลงต่ำ หัวใจเต้นช้าลง เพ้อ และหมดสติ หากท่านพบผู้ป่วยในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดที่มีอาการเหล่านี้ ขอให้ท่านรีบออกมาจากบริเวณที่พบผู้ป่วย และแจ้งหน่วยงานฉุกเฉินของเรา หน่วยงานฉุกเฉินจะดูแลผู้ป่วยตามมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งนี้ขอให้ท่านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และยังไม่มีอาการป่วย อพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด

 

“โรคระบาด” จุนโฮหัวเราะออกมา “เหมือนมีใครพยายามปิดข่าวอยู่นะ” เขาหันกลับไปมองถนนข้างหลัง ที่ซึ่งเงาดำยังคงวิ่งตามมา ดูยังไงก็ไม่ใช่แค่โรคระบาดธรรมดาแน่ๆ

 

เสียงโทรศัพท์ของพวกเขาดังขึ้นพร้อมกัน เป็นข้อความจากบริษัท

 

พวกนายอยู่ไหน เห็นข่าวมั้ย รีบๆกลับมาก่อนที่พวกเขาจะห้ามเดินทางเข้า-ออก เห็นว่ามีโรคระบาดแทบชนบท เขาจะป้องกันการกระจายของโรค มีอะไรก็รีบโทรเข้ามาล่ะ

 

“คนข้างในโซล ไม่รู้เรื่องกันเลยสินะ” อูยองอ่านข้อความทวนอีกครั้ง

 

“ไม่ใช่เรื่องที่จะเชื่อกันง่ายๆนี่” นิชคุณนึกถึงตอนที่โทรหาตำรวจ เขาคิดว่าตัวเองจะถูกหาว่าเป็นคนบ้าที่โทรไปพูดเรื่องไร้สาระแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าตำรวจรู้เรื่องนี้ รู้ว่าพวกนั้นคืออะไร รู้ว่าพวกเขาควรจะต้องหลีกเลี่ยงมัน ในขณะที่ประชาชนหากไม่ได้เจอด้วยตาตัวเอง ก็ถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับโรคระบาดบางอย่างที่ไม่ได้วิ่งไล่ล่าเราราวกับปีศาจอย่างนั้น

 

เสียงสัญญาณไฟเลี้ยว ทำให้ทุกคนมองออกไปข้างนอก ป้ายขนาดใหญ่ชี้บอกทางไปโซล รถของพวกเขาวิ่งไปในทางนั้น ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับป้ายกำกับความเร็วอันเล็กที่ติดไว้ข้างทาง ชานซองกลืนน้ำลายหนืดในลำคอ พยายามผ่อนคลายตัวเอง แต่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เขายังคงหวาดผวาด้วยความรู้สึกที่ว่าเขาอาจถูกพวกมันกระโจนใส่จากด้านหลังได้ทุกเมื่อ เสียงใบพัดดังกระฮึ่มเข้ามาใกล้ทำให้เขาสะดุ้ง พวกเขาพยายามเงยหน้าขึ้นมอง เฮลิคอปเตอร์สามลำที่บินสวนผ่านไป มินจุนเร่งความเร็วขึ้นอีก เมื่อได้ยินเสียงกระสุนปืนดังขึ้นในความมืดเบื้องหลัง

 

มินจุนไม่ได้ดูนาฬิกาเลย จนกระทั่งเขาเริ่มเห็นรถยนต์คันอื่นๆกำลังมุ่งหน้าไปในทางเดียวกัน เขาชะลอความเร็วลง แสงไฟสว่างบนทางด่วนทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้บ้าง เขาดูเวลาเป็นครั้งแรก เขาขับรถมาสี่ชั่วโมงแล้ว อีกไม่นานท้องฟ้าก็คงสว่าง

 

“แทค” เขาเรียกคนข้างหลัง ไม่แน่ใจว่าหลับไปหรือยัง เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงพูดคุยกันมาได้สักพักแล้ว

 

“ว่าไง” แทคยอนขานรับ ตาของเขายังคงค้างแข็งเกินกว่าจะหลับได้ลง

 

“อีกไกลมั้ย”

 

แทคยอนเปิดดูแผนที่อีกครั้ง “เราใกล้ถึงแล้วล่ะ”

 

ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มคิดถึงความปลอดภัยเมื่อเข้าถึงตัวเมือง เสียงของมินจุนก็ดังขึ้นมา

 

“อะไรวะเนี่ย”

 

รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วชะลอตัว เมื่อมารวมกันอยู่บนทางหลวงเข้าสู่ตัวเมืองอย่างหนาแน่นจนเกิดสภาวะติดขัด มันขยับได้ทีละน้อย จนในที่สุดก็หยุดนิ่ง

 

“อย่าบอกนะว่าเขาปิดเมืองแล้ว” อูยองกัดริมฝีปากล่างอย่างเคยชิน หันมองพี่ๆในวง เมื่อพวกเขาไม่สามารถขยับไปไหนได้มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

 

นิชคุณเคาะโทรศัพท์บนตัก ครั้งสุดท้ายที่เขาโทรหาตำรวจ พวกเขาบอกว่าเขามีเวลาจนถึงตอนเช้า ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเช้าของพวกนั้นมันคือกี่โมงกันแน่ พวกเขายังมาทันอยู่มั้ย แล้วถ้าพวกเขากลับเข้าโซลไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น ถูกทิ้งให้กลายเป็นอาหารของสัตว์ประหลาดพวกนั้นหรือ นิ้วมือที่เคาะบนหน้าจอระหว่างใช้ความคิดสะดุดกึกเมื่อโทรศัพท์สั่นด้วยสายเรียกเข้า

 

“พวกนายอยู่ไหน” พี่จินยองพูดด้วยด้วยเสียงที่เป็นกังวลอย่างรวดเร็ว เมื่อเขายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “แล้วทำไมฉันติดต่อจินซอกไม่ได้เลย”

 

“เรากำลังจะเข้าโซลแล้ว แต่รถมันติดมากเลยครับ” นิชคุณเลือกตอบแค่คำถามเดียว และเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่จินซอก ยังไม่ใช่ตอนนี้

 

“ลงจากรถซะ”

 

“อะไรนะ” นิชคุณทวนอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

 

“พวกเขาไม่ให้ขับรถเข้ามาอยู่แล้ว พวกเขาจะตรวจรายคน” จินยองถอนหายใจ ทูพีเอ็มเป็นเหมือนลูกๆของเขา เขาอยากจะทำทุกอย่างที่จะรับประกันในความปลอดภัยของเด็กๆพวกนี้ได้ แต่เขาเองก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลยในสถานการณ์อย่างนี้ เขารู้ว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติ และมันร้ายแรง ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถึงขั้นต้องอพยพผู้คน และสั่งปิดเมืองหลวง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

 

“รีบๆลงจากรถ แล้วกลับเข้ามา ดูแลกันด้วย” จินยองออกคำสั่ง ก่อนจะวางสายไป

 

นิชคุณยังคงหยุดนิ่งหลังจากวางสาย จนจุนโฮต้องเอ่ยถาม “พี่จินยองเขาว่ายังไงบ้างครับ”

 

“เขาบอกให้เราลงจากรถ” นิชคุณมองจุนโฮ และสมาชิกคนอื่นๆทีละคน “เราจะต้องเดินกลับเข้าโซล รถจะไม่ขยับแล้ว เราขับรถเข้าเมืองไม่ได้ พวกเขาตั้งด่านตรวจ และจะตรวจรายบุคคล”

 

อูยองหยิบหมวกและแว่นดำขึ้นสวม “เอาไงก็เอา” เขาเลื่อนเปิดประตูรถ และทุกคนก็คว้าหยิบข้าวของส่วนตัว ก่อนจะก้าวออกมายืนบนถนนซึ่งเย็นและชื้นจากไอน้ำค้าง

 

สายตาของคนอื่นๆจับจ้องมาที่พวกเขา เมื่อพวกเขาเดินผ่านรถที่จอดนิ่ง บางคนเริ่มซุบซิบและสะกิดกันให้หันดู พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่เดินลงจากรถนั่นก็แปลกพออยู่แล้ว และถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามปิดบังหน้าตา เห็นได้ชัดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จำพวกเขาได้

 

แทคยอนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเร่งฝีเท้าจนกลายเป็นกึ่งวิ่ง และทุกคนก็ตัดสินใจวิ่งตาม พวกเขาลัดเลาะผ่านรถที่จอดติดกันเป็นแถวยาวอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน เสียงเครื่องยนตร์ครางแข่งกัน ประกอบกับเสียงบีบแตรอย่างหงุดหงิดเป็นระยะ เมื่อพวกเขาเดินมาไกลขึ้น คนที่ตัดสินใจสละรถยนตร์และลงมาเดินก็เพิ่มมากขึ้น ครอบครัวที่พ่อแม่อุ้มลูกตัวน้อยที่ร้องไห้จ้าด้วยความตื่นกลัว หญิงสาว และชายหนุ่มที่เดินจูงมือกันอย่างสับสน บ้างเดินอย่างเงียบเชียบ บางคนถือโทรศัพท์และพยายามติดต่อญาติหรือคนรู้จัก บางคนยังคงสับสนและงุนงง บางคนใบหน้าซีดเผือดและตื่นตระหนก บางคนรู้ว่าพวกเขากำลังหนีอะไร และบางคนไม่รู้อะไรเลยนอกจากสิ่งที่รัฐบาลบอก

 

เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีให้เห็นแสงสีส้มอ่อนบางๆ พวกเขาก็เห็นด่านตรวจ ผู้คนจำนวนมากที่ยืนเข้าแถวออ เสียงประกาศจากโทรโข่งลอยมา พอจับความได้ว่าให้รักษาความสงบและอย่าตื่นตระหนก รถทหารจอดขวางถนนนับสิบคัน พร้อมทหารและอาวุธครบมือที่ยืนเฝ้าระวัง พวกเขาก้าวไปยืนที่ปลายแถว เสียงมินจุนพึมพำเบาๆว่า “เราไม่เป็นไรแล้ว” ในฐานะพี่ใหญ่ที่หวังจะปลอบใจน้องๆในวง และในขณะเดียวกันเขาบอกกับตัวเอง ภาพของพี่จินซอกที่ถูกกระชากไปต่อหน้าต่อตายังคงปรากฏขึ้นเมื่อเขาหลับตา สิ่งที่เกิดขึ้น ที่พวกเขาหนีมา ยังคงเป็นภาพที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น

 

แถวขยับไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเสียงกรีดร้องดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมอง พวกเขาพอจะมองเห็นได้จากไกลๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งล้มลง และเริ่มชักกระตุกอย่างน่ากลัว ญาติของเธอพยายามจะเข้าไปหา แต่ทหารที่วิ่งกรูเข้ามารีบกันตัวออกไปในทันที ร่างที่ชักกระตุกถูกรัดข้อมือ และเท้า แพทย์ทหารวิ่งเข้ามาตรวจ แสงไฟถูกส่องเพื่อดูม่านตาที่ขยายกว้าง ชีพจรที่เต้นช้าลง ฟองน้ำลายสำลักออกมาจากลำคอ

 

“ผู้ติดเชื้อ” อูยองได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และจบด้วยเสียงปืนหนึ่งนัด ที่กระชากลมหายใจทุกคนให้หยุดนิ่งไปพร้อมๆกัน

 

ร่างของหญิงสาวคนนั้นถูกนำออกไปในทันที พร้อมเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของผู้เป็นญาติ

 

“ใครที่มีอาการป่วย หรือรู้สึกไม่สบาย” เสียงทหารนายหนึ่งประกาศกร้าว “เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ขอให้แจ้งเราในทันที”

 

อูยองหันหลบ เมื่อทหารคนหนึ่งเดินผ่านเขาไป ใบหน้าขาวซีดมองหน้าสมาชิกในวงอย่างเป็นกังวล ยาแก้ปวดที่กินไปดูเหมือนจะหมดฤทธิ์ไปแล้ว และตอนนี้ร่างกายของเขากำลังร้อนผ่าว นิชคุณสบสายตาของอูยอง รับรู้ความหวาดกลัวโดยที่คนเป็นน้องไม่ต้องเอ่ยปาก เขาดึงตัวของอูยองมากอดไว้

 

“นายจะไม่เป็นไร” ฝ่ามือหนาลูบแผ่นหลังของร่างเล็กเบาๆ

 

นิ้วมือเรียวของมินจุนบีบบ่าของอูยองจากด้านหลัง

 

“เราได้จัดพื้นที่ และแพทย์ไว้ดูแลสำหรับผู้ป่วยทุกคน เพื่อเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากใครที่มีอาการตัวร้อน คลื่นไส้ หรืออาเจียน ขอให้ก้าวออกมา” เสียงประกาศยังคงดังต่อไป มีบางคนยกมือขึ้นอย่างหวั่นกลัวและก้าวออกจากแถว จะมีทหารตรงเข้าไปรับตัวออกมาในทันที

 

“พวกเราจะเดินเข้าไปพร้อมกัน” นิชคุณกระชับกับอูยอง อูยองพยักหน้าดวงตาปริ่มชื้น

 

ชานซองเดินเข้าไปกอดพี่ๆทั้งสองคนไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่จุนโฮจะตามเข้ามา มินจุนกับแทคยอนมองหน้ากัน ก่อนจะอ้าแขนออก โอบกอดน้องๆของพวกเขา

 

การตรวจคัดกรองในขั้นแรกเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะหากเพียงเครื่องจับความร้อนของอุณหภูมิร่างกายที่ผิดปกติดังขึ้นเมื่อไหร่ คนๆนั้นก็จะถูกคัดออกไปในทันที นิชคุณจูงมือของอูยอง เขาจับนิ้วมือที่ชื้นเหงื่อนั้นไว้ จนเมื่อเสียงสัญญาณตรวจจับดังขึ้น จนเมื่อมีเจ้าหน้าที่ทหารดึงตัวของอูยองออกไป

 

“เรามาด้วยกัน” นิชคุณพยายามจะเริ่มการต่อรอง

 

“มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือเปล่าครับ” มินจุนที่ผ่านเครื่องตรวจเข้ามาแล้ว ช่วยพูดอีกแรง

 

“เราจำเป็นต้องกักตัวผู้มีความเสี่ยงเอาไว้ก่อน เราไม่สามารถให้เข้าเมืองได้”

 

“พวกเราคือทูพีเอ็มนะ” จุนโฮพูด

 

“ผมทราบครับ และนี่คือคุณอูยอง แต่ที่นี่ไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับศิลปินหรอกนะครับ”

 

“เขาไม่ได้ถูกกัด ไม่มีบาดแผลอะไรที่ตัวเลยสักนิด เขาจะมีความเสี่ยงได้ยังไง” ชานซองแย้งขึ้นมา เจ้าหน้าที่นายนั้นมองพวกเขาอย่างประหลาดใจที่พวกเขาพูดถึงการถูกกัด เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

 

“เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการแพร่เชื้อติดต่อผ่านการกัดเพียงอย่างเดียวหรือไม่”

 

“พวกคุณเผชิญหน้ากับพวกมันมาหรอ” ทหารอีกคนที่ดูจะยศสูงกว่าเดินเข้ามา

 

“คุณหมายถึงมนุษย์หมาป่ารึป่าวล่ะ” ชานซองกล่าวอย่างท้าทาย

 

ทหารนายนั้นกวาดตามองพวกเขาทีละคน ก่อนจะบอกกับเจ้าหน้าที่คนที่จับกุมอูยองอยู่ “ตรวจพวกเขาให้ละเอียด”

 

ชานซองกัดริมฝีปาก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ควรพูดขึ้นมาเลยตั้งแต่แรก

 

“ความดันปกติ อัตราการเต้นหัวใจปกติ รูม่านตาปกติ ผลตรวจเลือดปกติ” นิชคุณฟังแพทย์หญิงที่ตรวจร่างกายของเขาค่อยๆเช็คผลตรวจของเขา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาลอดกรอบแว่นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว และพยักหน้า “ผ่าน”

 

นิชคุณลุกขึ้นยืน ยังคงไม่เดินออกจากเต๊นท์ตรวจที่เพื่อนๆนั่งรอตรวจอยู่ อูยองได้รับการตรวจไปแล้วก่อนหน้าเขา นอกจากมีไข้แล้ว ผลของอูยองผ่านทุกอย่าง แต่พวกนั้นก็ยังยืนยันจะกักตัวอูยองเอาไว้ นิ้วมือเรียวกดโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว และรีบต่อสายไปหาคนที่เขาเชื่อว่าจะพอหาทางช่วยพวกเขาได้

 

“เรามาถึงโซลแล้ว” นิชคุณรายงาน ก่อนจะขัดเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของพี่จินยองด้วยประโยคถัดไป “แต่เรามีปัญหานิดหน่อย”

 

“ไม่ผ่าน” เสียงเฉียบขาดของหญิงสาวคนเดียวที่นี่เอ่ยขึ้น ในขณะที่ทุกคนประหลาดใจ แต่แทคยอนที่นั่งตรวจอยู่กลับยิ้มออกมา เขามีปัญหาความดันต่ำ ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะดูแข็งแรงที่สุดในวง แต่เพื่อประคองให้ความดันของเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติเขาต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเขาไม่ประหลาดใจเลยกับสิ่งที่เขาผ่านมาทั้งคืน หากมันจะทำให้สิ่งที่เขาพยายามควบคุมลดต่ำลง

 

“อะไรนะ” มินจุนลุกขึ้นเดินเข้าไปดูผลตรวจ

 

“ความดันคุณต่ำผิดปกติ และหัวใจคุณก็เต้นช้ากว่าคนทั่วไป”

 

“นี่คุณ… เขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด ผมไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับไอ้โรคบ้าๆนี่ตรงไหน” มินจุนโต้เถียงแทนแทคยอนที่นั่งนิ่งเงียบไป

 

“เราเสี่ยงไม่ได้” แพทย์หญิงคนนั้นเงยขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ความผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว เราก็เสี่ยงให้คุณเข้าไปในเมืองไม่ได้”

 

“ให้ฉันคุยกับเขาหน่อย” จินยองถอนหายใจจากปลายสาย เมื่อนิชคุณเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง นิชคุณยื่นโทรศัพท์ให้แพทย์ผู้ตรวจ

 

“ค่ะ ดิฉันแพทย์หญิงคิมมินยอง แพทย์ประจำด่านคัดกรองผู้ติดเชื้อ” ทั้งหกคนได้ยินหญิงสาวพูดอย่างฉะฉาน “ฉันเกรงว่าจะไม่ได้”

 

เธอขยับตัว ก่อนจะยืดตัวขึ้นตรง

 

“เรามีพื้นที่กักกัน ซึ่งมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด หากพวกเขาไม่มีอาการ และได้รับการประเมินแล้วว่าปลอดภัย เราจะปล่อยตัวเขาเข้าไปในเขตเมืองชั้นใน”

 

“หนึ่งวัน สองวัน ขึ้นอยู่กับอาการ”

 

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

 

เธอกล่าวอย่างสุภาพ และยื่นโทรศัพท์คืนให้นิชคุณ

 

“พวกนายกลับเข้ามาก่อน ฉันจะให้คนไปรอรับ” จินยองพูด

 

“แต่ว่าอูยองกับแทคยอน”

 

“ทั้งสองคนจะตามเข้ามาทีหลัง” จินยองพูดกึ่งออกคำสั่ง “ถ้าพวกเขาไม่มีอาการแล้ว ฉันจะให้คนไปรับพวกเขาออกมา”

 

นิชคุณมองหน้าอูยอง สลับกับแทคยอน ก่อนจะเอ่ยตามคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้า “พวกเราต้องเข้าไปก่อน”

 

“ครับ” อูยองพยักหน้า

 

“พี่จินยองจะให้คนมารับพวกนายทีหลัง” นิชคุณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเป็นกังวล

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันดูแลอูยองเอง ไม่ต้องห่วงนะ” แทคยอนฉีกยิ้มให้นิชคุณ

 

“เชิญทางนี้ครับ” นายทหารพาตัวทั้งสองออกไป ในขณะที่นิชคุณ ชานซอง จุนโฮ และมินจุน ถูกพามารวมกลุ่มเพื่อเข้าสู่เมืองชั้นในต่อไป พวกเขาตั้งด่านสะกัดกั้นก่อนเข้าเมืองเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือหน่วยคัดกรอง และแบ่งเป็นเขตกักกันผู้มีความเสี่ยง เมื่อผ่านเข้ามาสู่ชั้นที่สอง คือ พื้นที่ทหาร และด่านชั้นที่สามเพื่อเข้าสู่เมืองหลวงของประเทศ เขตปลอดเชื้อ

 

พวกเขาเข้ามาถึงชั้นที่สามตอนสายๆ ท้องฟ้าไร้เมฆบดบังแสงจ้าจากพระอาทิตย์ กำแพงรถถัง และเครื่องกีดขวางถูกวางล้อมจนมองไม่เห็นภายในเมือง มีเพียงทางเดินแคบๆที่เปิดให้ผู้คนไหลเข้าสู่ภายในอย่างช้าๆ ท่ามกลางการคุ้มกันอย่างใกล้ชิด เมื่อทะลุเข้ามาสู่ในเมือง มันคือความวุ่นวายรูปแบบใหม่ บางคนเข้ามาแล้วพบว่าตัวเองไม่มีทีไป บ้างก็ตะโกนเรียกหากัน บางคนยืนรอใครสักคนให้ปรากฏตัวขึ้นมาจากประตูทางเข้าอย่างมีความหวัง มินจุนส่งสัญญาณให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้ ขณะมองหาคนที่จินยองส่งมารับ การปรากฏตัวของพวกเขาดูจะเป็นที่สนใจพอสมควร เริ่มมีคนหันมามอง และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ พวกเขาถูกฝึกให้ห้ามสบสายตาของใครในสถานการณ์เช่นนี้ และให้รีบเดินอย่างเร็วที่สุด จะติดปัญหาก็แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสบตาผู้คนได้ ถ้าเขาจะมองหาคนที่พี่จินยองส่งให้มารับ

 

“ทางนั้น” จุนโฮตะโกนออกมาพร้อมรอยยิ้มที่หายไปจากใบหน้าของพวกเขานับตั้งแต่เกินเรื่อง นิ้วมือชี้ไปที่ป้ายซึ่งเขียนว่า ไอ้พวกบ้ายิม

 

พี่มินแจ ยืนรอพวกเขาอยู่ข้างรถแวนสีดำ “ฉันกลัวว่าถ้าฉันระบุชัดเจนว่ามารอทูพีเอ็มจะเป็นที่สนใจเกินไปน่ะ ก็เลยนึกถึงดูจุนขึ้นมา”

 

มินจุนสวมกอดผู้จัดการของเขาอย่างโล่งใจ “ดีใจที่เจอพี่นะ”

 

มินแจตบหลังมินจุนเบาๆ “ขึ้นรถก่อนเถอะ พวกนายยังมีเรื่องต้องเล่าอีกยาวเลย”

 

พวกเขาคาดหวังให้รถจอดลงที่หน้าหอพัก คิดถึงการอาบน้ำจากฝักบัวอุ่นๆ และล้มตัวลงนอนอย่างปลอดภัยบนที่นอนของตัวเอง แต่รถมุ่งตรงไปที่ตึกบริษัท และพวกเขาถูกพาเข้าสู่ห้องประชุมทันที ปาร์คจินยองรอพวกเขาอยู่ข้างใน

 

“แทคยอนเพิ่งโทรหาฉัน เขากับอูยองได้ที่พักในเขตกักกันแล้ว” จินยองพูดราวกับอ่านความกังวลจากใบหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสี่ได้

 

นิชคุณพยักหน้าแต่ไม่พูดอะไร เขาเลือกเก้าอี้ที่มุมห้องและนั่งลง

 

“จินซอกล่ะ”

 

มินจุนรู้ว่าเขาจะต้องพูดถึงมันในที่สุด เขายังจดจำสายตาของจินซอกที่จ้องมองเขาเป็นครั้งสุดท้ายในสภาพของมนุษย์ “พี่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ไหน พี่รู้มั้ยว่าเรากำลังหนีจากอะไร”

 

มินจุนสบตาของจินยองและเริ่มเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 

“พวกมันตัวใหญ่โตมโหฬาร ดวงตาแดงก่ำ เขี้ยวแหลมคม วิ่งอย่างรวดเร็ว จู่โจมด้วยแรงมหาศาล มันคือปีศาจครับ ปีศาจที่กำลังกระหายเลือก” จุนโฮพึมพำออกมา

 

ปาร์คจินยอง หลับตาลง นวดท้ายทอยที่ปวดเกร็ง

 

“เขากำลังจะประกาศภาวะสงคราม” เขาพูดออกมาในที่สุด

 

“สงคราม?” ชานซองทวนคำอย่างประหลาดใจ

 

“รัฐบาลเชื่อว่าเราถูกฝั่งเหนือโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ”

 

จุนโฮกอดอกเพื่อซ่อนปลายนิ้วอันสั่นเทา มนุษย์หมาป่า โรคระบาด สงคราม สมองของเขาพยายามจะเรียบเรียงทุกอย่างเข้าด้วยกัน และในขณะเดียวกันเขาหวังให้ตัวเองตื่นขึ้นจากฝันร้ายนี้เสียที

 

“นิชคุณ” นิชคุณเงยหน้าขึ้นเมื่อจินยองเรียกชื่อเขา “สถานทูตติดต่อมา เตรียมจะอพยพคนไทยออกจากเกาหลี เที่ยวบินนายจะออกในเย็นนี้”

 

นิชคุณนิ่งไปสักพัก ก่อนที่เขาจะส่ายหน้า “ผมจะรอให้อูยอง กับแทคยอนออกมาก่อน แล้วเราค่อยไปพร้อมกัน”

 

ชานซองเม้มปากลงเพื่อกลั้นน้ำตาร้อนในดวงตา เขามองนิชคุณ พี่ชายต่างสายเลือดของเขา พวกเขามีเรื่องต้องตัดสินใจเช่นนี้หลายครั้ง แต่พวกเขาก็มักจะเลือกที่จะไปด้วยกัน เลือกที่จะรอกันและกันเสมอ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้

 

“พวกเราไปไหนไม่ได้หรอกครับ”

 

“ผู้ชายเกาหลีทุกคนมีหน้าที่” มินจุนยิ้มให้นิชคุณบางๆ เมื่อเขาเริ่มอธิบาย “หากประกาศภาวะสงครามเมื่อไหร่ เราทุกคนจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร”

 

นิชคุณมองหน้ามินจุน ชานซอง จุนโฮ และปาร์คจินยองสลับกันด้วยความสับสน จินยองพยักหน้าอย่างช้าๆให้นิชคุณเป็นสัญญาณว่าในครั้งนี้เขาไม่สามารถปฏิเสธได้

 

“นายจะถูกคุ้มกันในฐานะชาวต่างชาติ กลับไปเก็บของที่หอพัก มินแจจะไปรับนายในตอนเย็น และพานายไปส่งที่สนามบิน”

 

 

อูยองยังคงสลึมสลือ และไม่รู้สึกตัวดีนัก พวกเขาได้ที่นอนในเต๊นท์สำหรับเฝ้าระวัง ที่เขตกักกันแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามลำดับความร้ายแรงของอาการ เต๊นท์ของผู้มีความเสี่ยงขั้นร้ายแรงอยู่ไกลออกไป และมีทหารคุ้มกันอย่างหนาแน่น ที่พักสำหรับกลุ่มเฝ้าระวังเป็นเต๊นท์นอนรวมขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มจะแออัดเมื่อมีคนมาเพิ่มขึ้นทุกที โชคดีที่ตอนที่เข้ามาอูยองและแทคยอนหาที่ว่างพอจะแบ่งนอนได้ อูยองได้รับเค้กข้าวเป็นอาหารกลางวันตอนที่เข้ามาถึง เป็นอาหารมื้อแรกของวัน เขากินยาแก้ไข้ต่อจากนั้น และพบว่าร่างกายตัวเองเหนื่อยล้าเกินกว่าจะฝืนรั้งเปลือกตาอันหนักอึ้งเอาไว้ได้

 

เริ่มมืดแล้ว อูยองกระพริบตา เขามองไม่เห็นแสงไฟลอดผ่านเข้ามาในเต๊นท์เหมือนเมื่อตอนกลางวันที่แสงอาทิตย์พยายามหาทางสาดแสงเข้ามาตามซอกหลืบรอยต่อของเต๊นท์ผ้าใบ ร่างกายของเขาปวดเมื่อยไปหมด เขากระพริบตาอีกครั้ง หูได้ยินเสียงฝีเท้าข้างนอกชัดขึ้นเรื่อยๆ เสียงพูดคุยค่อนข้างวุ่นวาย เสียงคนกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านไป อูยองลืมตาขึ้น หัวใจเต้นถี่เร็ว มีคนวิ่งผ่านไปอีกแล้ว เสียงตะโกนโวกเวกที่เขาจับคำไม่ได้ ก่อนที่เสียงสัญญาณเตือนภัยจะดังก้อง อูยองยันตัวขึ้นนั่ง

 

“แทคยอนฮยอง” เขามองหา แต่ไม่พบแทคยอน

 

คนในเต๊นท์ลุกขึ้น และเริ่มวิ่งอย่างตื่นตระหนกออกไปด้านนอก เขามองเห็นเงาของคนๆหนึ่ง แต่ทว่ากลับวิ่งเร็วกว่าคนปกติทั่วไป วิ่งพุ่งเข้ามาก่อนจะทะยานตัวขึ้นส่งเสียงคำรามก้อง เงาที่เคยเป็นร่างมนุษย์ขยายใหญ่โตจนเป็นร่างของสัตว์ประหลาด วิ่งไล่คนที่อยู่ข้างนอก เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นอย่างโหยหวนและค่อยๆเงียบลง เงาร่างขนาดใหญ่หายไปแล้ว อูยองยืนขึ้นมองออกไปที่ผืนผ้าใบทางออกที่พัดปลิวเบาๆ ฝีเท้าก้าวช้าๆอย่างหวั่นกลัว และหยุดลง เมื่อร่างโชกเลือดของคนๆหนึ่งเดินเข้ามา

 

“ช่วยด้วย” ชายคนนั้นร้อง เลือดสีแดงหลั่งไหลจากปากแผลเหวอะหวะที่หัวไหล่ไม่หยุด “ช่วยด้วย”

 

อูยองก้าวถอยหลังเมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามา

 

เสียงแหบพร่าที่เอ่ยร้องขอความช่วยเหลือ เริ่มพูดไม่เป็นคำ ร่างกายกระตุกและล้มลงต่อหน้าของอูยอง ร่างที่สั่นอยู่สักพักก่อนจะหยุดนิ่ง และยันตัวขึ้นยืนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อูยองสบสายตาของชายหนุ่มข้างหน้า ดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ วิ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าถูกฉีกขาดเมื่อร่างกายขยายออก เส้นขนสีดำหยาบกระด้างขึ้นปกคลุมร่างกายที่แข็งแกร่ง กระโหลกศีรษะยืดยาว เผยอคมเขี้ยวแหลมคม ร่างของอูยองถูกกระแทกล้มลงด้วยพละกำลังมหาศาล เขาออกแรงยันสุดชีวิต เพื่อกันคมเขี้ยวที่หวังจะฝังลงปลิดชีพเขาที่ต้นคอ น้ำลายเหม็นสาปไหลรดอยู่ตรงหน้าเขา พยายามจะงับเขาให้จมเขี้ยว ดวงตาดุร้ายเปล่งประกายจับจ้องเขาอย่างหิวกระหาย

 

อูยองขืนสู้ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เขารู้ว่าเขาไม่สามารถยั้งมันอยู่ต่อไปได้นานนัก คมเขี้ยวที่เฉียดผิวเนื้อ ทำให้น้ำตาของเขาไหลหล่นจากหางตา เขารับรู้ว่าความตายอยู่ไม่ไกลแล้ว เสียงปืนดังขึ้นสามนัด ก่อนที่น้ำหนักมหาศาลของปีศาจเหนือร่างของเขาจะโถมทับลงมา อูยองหลับตาลง เนื้อตัวสั่นเทา

 

“อูยองๆ” เสียงของแทคยอนเรียกสติของเขากลับมา แทคยอนถีบร่างของสุนัขหมาป่าออกจากตัวอูยอง และดึงอูยองให้ลุกขึ้น

 

“เราต้องหนีแล้ว พวกเขาคุมไม่อยู่ มันบุกเข้ามา” แทคยอนพูดอย่างรวดเร็ว มือคว้าจับมือของอูยอง ก่อนจะออกวิ่ง

 

ข้างนอกคือความวุ่นวาย ผู้คนวิ่งหนีความตาย เสียงกรีดร้องระงม เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามด้วยเสียงระเบิดพร้อมควันไฟพุ่งโขมง กลิ่นเขม่าควันฉุนจมูก ดวงตาของเขาแสบร้อน ขณะวิ่งหลบหลีกอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหน้า แทคยอนออกมาเดินเล่นข้างนอกเต๊นท์พยายามสอบถามข้อมูลจากทหารที่เฝ้าประจำการถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนที่เกิดเรื่อง มีคนกลายร่างในพื้นที่ผู้ป่วยร้ายแรง ทหารถูกระดมไปตรงนั้น แต่พวกมันหลายตัวกลับบุกเข้ามาจากพื้นที่ข้างนอก ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก มีคนถูกกัด และสักพักก็แปรสภาพเป็นหมาป่าตัวมหึมา ที่เริ่มวิ่งฆ่าคนอื่นๆต่อไป เขาเก็บปืนจากทหารคนหนึ่งซิ่งถูกปีศาจพวกนั้นวิ่งลากร่างกระเด็นไปไกล และวิ่งกลับมาตามหาอูยอง

 

“ขึ้นไปบนรถ” แทคยอนเปิดประตูรถบรรทุกที่ถูกจอดทิ้งไว้ เขาปล่อยมืออูยอง และวิ่งอ้อมคันรถ

 

ร่างสูงกระโจนขึ้นไปบนเบาะที่นั่งคนขับ

 

“อูยอง” เขาร้องเรียกอูยองที่ยังคงยืนนิ่ง “ขึ้นรถ”

 

อูยองเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เจ็บปวด แทคยอนสบสายตาของคนเป็นน้องด้วยความไม่เข้าใจ ร่างเล็กถกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นรอยคมเขี้ยวที่ฝังลงบนผิวเนื้อซีดขาว อูยองเหวี่ยงบานประตูให้ปิดลง เสียงข้างนอกถูกตัดให้เหลือเพียงเสียงอื้ออึง ภาพขมุกขมัวของอูยองที่ยืนท่ามกลางควันไฟ มันเหมือนเป็นโลกอีกโลกหนึ่งเมื่อแทคยอนมองออกไปจากตัวรถซึ่งเขานั่งอยู่เพียงลำพัง

 

 

 

To be continue..

 

ย้ายมาจากอีกบล้อกนะคะ : http://woohoney.exteen.com/20131126/sf-in-another-world-part-i

 

 

About these ads

6 comments

  1. งืยยยยยยยยยยย เรื่องนี่มาแนวที่ชอบเลยย

    อาวุธชีวภาพที่ใช้ในสงคราม น่ากลัว … แล้วพอโดนเข้าไปจะกลายเป็นหมาป่า… ฮืออออ ไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษทั้งนั้น อ๊ากกกกก พี่ด้งกับพี่แทคถูกกักตัว… แล้วทำไม ฮืออออออ พี่ด้ง…. พี่ด้งถูกกัด…. ฮือออออ แล้วพี่คุณต้องกลับทั้งๆ ที่ยังไม่เจอพี่ด้ง… แล้วบอกว่าจะรอพี่ด้งกับพี่แทค พี่คุณจะรู้ไหมว่าพี่ด้งอาจไม่ได้กลับมาแล้ว… ฮืออออ พี่ด้งลูกกกทำไมหนูโดนตลอด หนูถูกกระทำตลอด ฮือออออ สร้างแอนตี้ไวรัสในตัวเองขึ้นมาเลยนะ!!! เหล่าบ่ายที่เหลือต้องไปเป็นทหาร… เกาหลีเหนือ มัน!!! อ๊ากกกก ปวดตับ ไต ยันขั้วหัวใจ จะรอติดตามต่อไปนะคะ ฮือ อออ พี่ด้งงง

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ ในตอนแรกค่า

  2. โอ้ววววว จะเรียกว่าออกแนวแอคชั่นไซไฟ ได้มั๊ยนะ อาวุธชีวภาพ สงคราม มนุษย์หมาป่า มีกลิ่นอายแฟนตาซีหน่อยๆ
    แล้วเด็กด้งอ่าาาาา โดนกัดเข้าซะแล้ว โอ๊ยยยยย จะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่ากะเค้ามั๊ยเนี่ย ไม่นะ ไม่นะ ม่ายยยยยย
    รออ่านตอนต่อไปนะคะไรท์์

  3. น่ากลัวอ่ะ แต่ตื่นเต้นมากๆเลยคะ
    แล้วแบบนี้อูยองจะกลับมาเป็นแบบเดิมได้ไหม T^T ฮื่อๆๆๆ
    สงสารอูด้งจัง จะได้เจอกับพี่คุณอีกไหม พี่คุณต้องกลับไทย ด้งเป็นหมาป่า
    แล้วคนอื่นๆละ….อ๊ายยยขอให้ทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน

  4. Am_Fleur1112

    โอยยยย… สนุก ตื่นเต้นมาก เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ
    ชอบแนวเรื่อง ที่ฉีกออกจากฟิคทั่วไปที่เคยๆอ่านมา ชวนให้น่าติดตาม

    รอลุ้นน้องด้ง และน้องบ่ายคนอื่นๆนะคะ ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆค่ะ^^

  5. 쿤우

    อันเดววววววว อูยองงี่อ่า อย่าเป็นอะไรนะ ฮือออออออ
    นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ฝั่งเหนือจะล้ำไปไหนโจมตีกันขนาดนี้เลย ใจร้ายยยยย
    แค่ในวงโดนแยกกันก็เจ็บแล้ว นี่ยังจะต้องพรากกันเลยแบบนี้เหรอ พี่คุณต้องกลับไทยจริงๆ หรอ แล้วคนอื่นต้องเป็นทหารไปสู้กะปีศาจพวกนั้นอีก ไหนจะอูยองที่โดนกัดอีก ฮือออ ไม่จริงใช่มั้ยยยยย นี่นึกถึงวอคกิ้งเดธเลย เป็นฟิคที่แหวกมาก เขียนให้รู้สึกกลัว กังวล เหมือนดูหนังอะไรแนวนี้เลย สุดยอดมากค่ะ ชอบบบบบ ❤❤❤

  6. น้องไม่โอเคคคคคคคคคคคคคคค พี่คุณดูห่วงน้องมาก นี่ก็ได้แต่แบบไม่คิดอะไร ไข้ธรรมดา และคงไข้ธรรมดานั่นแหะพยายามไม่คิดเป็นอื่นแต่ความจริงก็คืออูยองโดนข่วนไปแล้ว แล้วจะเป็นไงต่ออ่ะ นี่ลุ้น นี่กลัว แต่สนุก ชอบบ ชอบฟิคแบบนี้ ไม่ได้อ่านฟิคคุณวูมานานมากจริงๆ กลับมาอ่านของพี่เรียมแล้วรู้สึกว่าคุณอูนี่มันคุณอูจริงๆ ชอบความเมตตาเอ็นดูของพี่ที่ไม่ทิ้งน้องไปไหน ไหนจะคอยหวงคอยห่วงดูแลไม่ยอมไปไกลด้วย ขอร้องล่ะ… อูยองต้องไม่เป็นอะไร เอาจริงๆเรียมสปอยมา ไม่มีใครตายแต่นี่ใจแป่วมาก อ่านแล้วเหมือนถูกอากาศอัด โอ้ยยยย ซีเรียสโหมดอ่ะ อ่านแล้วโคตรบีบหัวใจ สงสารอ่ะะะ งื้อออ …TT อ่านไปก็ฟังเพลง(SONG JI EUN) – 쳐다보지마ไป เลือดสูบฉีดมาก โคตรตื่นเต้น เนื้อเพลงอะไรไม่รู้แต่จังหวะเร้าดีค่ะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: